โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKPS ชี้ MINT กำไร Q2 แตะ 3.4 พันลบ. รับรายได้โรงแรม “ยุโรป” โตเด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 08.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์ถึง บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT คาดการณ์ว่าแนวโน้มสร้างกำไรหลักเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 แม้จะเผชิญแรงกดดันจากธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ากำไรหลัก MINT จะเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 3,400 ล้านบาท หลังได้รับอานิสงส์จากการดำเนินงานที่โดดเด่นของโรงแรมในทวีปยุโรปและต้นทุนดอกเบี้ยปรับตัวลดลง ซึ่งมาชดเชยผลงานในประเทศไทยที่อ่อนตัว

รวมทั้ง คาดการณ์ว่ารายได้ต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) โรงแรมยุโรปจะขยายตัว 4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่คึกคัก ขณะที่ RevPAR ของโรงแรมในไทยจะลดลงราว 5% เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลงและมีการปิดปรับปรุงโรงแรมสำคัญหลายแห่งตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้ว RevPAR กลุ่มโรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของและเช่าบริหารทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง 2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร

อย่างไรก็ตาม MINT ยังจะได้รับประโยชน์จากการลงทุน Popmart Thailand โดยคาดการณ์ว่ารายได้ส่วนแบ่งกำไรจะเติบโตกว่า 2 เท่า ในไตรมาสนี้ ส่วนธุรกิจร้านอาหาร มีแนวโน้มเจอแรงกดดันคาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSS) จะหดตัว 1-2% จากปีก่อน จากยอดขายร้านอาหารในไทยที่ลดลง 2-3% ขณะที่ยอดขายจากร้านอาหารในจีนลดลง 7%

ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ภาระต้นทุนดอกเบี้ยของบริษัทจะลดลงต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2568 ขณะที่ยอดจองล่วงหน้า (Forward bookings) สะท้อนว่าโรงแรมในยุโรปอาจมีรายได้หดตัว 4-6% ในเดือนกรกฎาคม จากฐานที่ค่อนข้างสูงจากการจัดงานสำคัญอย่าง “รายการฟุตบอลยูโร 2024” อย่างไรก็ตามมองว่าตัวเลขดังกล่าวควรฟื้นตัวและกลับมาเติบโตในอัตราใกล้เคียงกันกับปีก่อนในเดือนสิงหาคม

ส่วนโรงแรมในไทยรายได้เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม จะลดลงในระดับเลข 2 หลัก เนื่องมาจากการปิดปรับปรุงโรงแรมสำคัญ อาทิ อนันตรา สยาม, อนันตรา ริเวอร์ไซด์, อนันตรา หัวหิน, อนันตรา ลายัน, อนันตรา ไม้ขาว และอวานีสมุย ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของรายได้โรงแรมในประเทศไทยปี 2567 ซึ่งมองว่าส่วนใหญ่จะปรับปรุงเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2568 เปิดโอกาสให้ MINT ตอบรับความต้องการท่องเที่ยวในช่วง High Season ของประเทศไทยและสามารถปรับขึ้นราคาห้องพักเฉลี่ยรายวัน (ADR) ได้อีกราว 20% หนุนกำไรปลายปี 2568 และต่อเนื่องถึงปีถัดไป

ในด้านบริษัทย่อยยุโรปอย่าง NH Hotel Group เพิ่งชำระคืนหุ้นกู้ประมาณ 200 ล้านยูโร และรีไฟแนนซ์อีก 200 ล้านยูโร ที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ต่ำลง โดยคาดการณ์ว่าจะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยได้อีกราว 100 ล้านบาทต่อไตรมาส

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรหลักของ MINT ในปี 2568-2570 ลง 3-4% และเปลี่ยนวิธีประเมินมูลค่าหุ้นเป็นแบบ Discounted Cash Flow (DCF) เพื่อสะท้อนโอกาสการเติบโตระยะยาวของบริษัทหลังการฟื้นตัว และกำหนดราคาเป้าหมายใหม่ปี 2568 ที่ 38.00 บาท (เดิม 40.00 บาท) ซึ่งคิดเป็น P/E ที่ 24 เท่า

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น MINT โดยเห็นว่าปัจจุบันหุ้นซื้อขายในระดับต่ำเพียง 15 เท่าของคาดการณ์กำไรปี 2568 และเป็นจังหวะน่าสนใจสำหรับนักลงทุน และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท (มีความเสี่ยงอัพไซด์ที่ 52% จากราคาซื้อขายปัจจุบันที่ 25.00 บาท)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...