BPP มั่นใจปี 68 ผลงานปรับตัวดีขึ้น รับดีมานด์ไฟฟ้าสหรัฐฯ ขายสิทธิปล่อยก๊าซคาร์บอนในจีน
BPP คาดปี 2568 รับผลบวกความต้องการใช้ไฟฟ้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ท่ามกลางกระแส Data Center และ AI รวมถึงโอกาสสร้างรายได้เพิ่มเติมในจีน จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอน เดินหน้ากลยุทธ์ 5 ปี ลงทุนตลาดพลังงานหมุนเวียนต่อเนื่อง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจพลังงานสะอาดแตะ 65% และ EBITDA รวมขยายตัว 1.8 เท่า ภายในปี 2573
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กล่าวว่า คาดผลประกอบการในปี 2568 จะปรับตัวดีขึ้น จากหลายปัจจัย ทั้งความต้องการพลังงานที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสที่มีการเติบโตของ Data Centers ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ที่จะช่วยหนุนการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า Temple I และ Temple II ของบริษัทในรัฐเท็กซัส โดยภายในปี 2573 คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)ที่ 15-17%
นอกจากนี้ ในปี 2568 ราคาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ทั้งนี้ แม้ราคาไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะยังมีความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนตามสภาพภูมิอากาศ แต่ BPP มีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ (Hedging Risk Management) ด้วยการใช้เครื่องมือทางการเงิน (Financial Derivative) โดยในปี 2568 ประเมินว่ากระแสเงินสดที่จะได้รับจาก financial derivative จะเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ 40%
รวมถึงมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมของธุรกิจในจีนจากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าในจีนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์ ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมจากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Carbon Emission Allowances: CEAs) ถึงเกือบ 90 ล้านบาทในปี 2567 ที่ผ่านมา
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ บริษัทยังคงดำเนินตามแผนกลยุทธ์ 5 ปี โดยมุ่งหน้าเร่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง (Renewables+) ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการแบตเตอรี่ฟาร์มขนาดใหญ่ (BESS) หรือการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อสร้าง New S-curve ให้กับบริษัท และเพิ่มสัดส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากธุรกิจพลังงานสะอาด (non-coal energy) ให้แตะ 65% ของ EBITDA รวม ภายในปี 2573 (จากปัจจุบันที่ราว 30%) ในขณะที่ลดสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจพลังงานถ่านหินให้เหลือ 30% จาก 70% ภายในระยะเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดช่วยหนุน EBITDA รวมให้เติบโต 1.8 เท่า ภายใน 5 ปี เมื่อเทียบกับปี 2567
ส่วนการดำเนินงานในปี 2567 ที่ผ่านมา BPP ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงโดยการเน้นบริหารพอร์ตโฟลิโอให้มีความสมดุลและครอบคลุมมากไปกว่าการขยายกำลังผลิตไฟฟ้า โดยในปี 2567 BPP มีรายได้รวม 25,827 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,746 ล้านบาท โดยมี EBITDA จากการดำเนินงานปกติ รวม 7,383 ล้านบาท ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.49 เท่า
โดยธุรกิจพลังงานความร้อน (Thermal Energy) โรงไฟฟ้าเอชพีซี (HPC) ในสปป.ลาว และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในไทย ยังคงเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ 86% และ 90% ตามลำดับ และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมจากจำนวนชั่วโมงการผลิตตามสัญญา
ด้านการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีนปรับตัวดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนถ่านหินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น บวกกับการมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 90 ล้านบาท จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงไฟฟ้า (CEAs) ปริมาณประมาณ 290,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการและควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าเกณฑ์
ขณะที่ธุรกิจ Renewables+ บริษัทได้ลงทุนในโครงการ BESS เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการ Aizu (ไอสึ) และโครงการ Tsuno (ซึโนะ) กำลังการผลิตรวม 208 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571 ขณะที่โครงการ Iwate Tono กำลังการผลิต 58 เมกะวัตต์-ชั่วโมง มีความคืบหน้า 99% เตรียมเปิด COD ในไตรมาส 2/68
นอกจากนี้ ยังมีการเดินหน้าธุรกิจขายไฟฟ้า Energy Trading ในญี่ปุ่น ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดี คือมีการซื้อขายทั้งหมด 2,816 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ล่าสุดในปี 2568 บ้านปู เน็กซ์ ซึ่ง BPP ถือหุ้นร้อยละ 50 ได้ร่วมกับโซลาร์บีเค บริษัทชั้นนำด้านพลังงานสะอาดในเวียดนาม จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อให้บริการโซลาร์รูฟท็อปสำหรับกลุ่มธุรกิจเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมในเวียดนาม ตั้งเป้าเฟสแรก 390 เมกะวัตต์