โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คณะราษฎรเข้าเฝ้าร.7 หลังปฏิวัติ เผยพระราชดำรัส "ทำไมไม่เปลี่ยนเป็น Republic เสียทีเดียว"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 15 มี.ค. 2566 เวลา 02.53 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2566 เวลา 17.46 น.

ไม่กี่วันให้หลังหลังจากการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 “คณะราษฎร” อย่าง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา, พระยาศรีวิสาร, พระยาปรีชาชลยุทธ, พระยาพหลพลพยุหเสนา และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ณ วังสุโขทัย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยในการเข้าเฝ้าครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการ “พูดคุย” เพื่อ “ปรับความเข้าใจ” ระหว่างรัชกาลที่ 7 กับคณะราษฎร โดยเฉพาะในกรณี “ประกาศ” ที่โจมตีรัชกาลที่ 7 อย่างดุเดือด

เหตุการณ์ในวันนั้นเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เป็นผู้จดบันทึกเหตุการณ์มีหัวข้อว่า “บันทึกลับ” (จากหนังสือแผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. โดยสถาบันพระปกเกล้า, 2545) ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลากหลายประด็นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศสยามพึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เศรษฐกิจและรัฐธรรมนูญ

การพูดคุยเริ่มขึ้นโดยรัชกาลที่ 7 มีพระราชดำรัสว่า “…อยากจะสอบถามความบางข้อ และบอกความจริงใจ ตั้งแต่ได้รับราชสมบัติ ทรงนึกว่าถูกเลือกทำไม บางทีเทวดาต้องการให้พระองค์ทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง”

นั่นเพราะ“คงต้องการให้ลบล้างกิจการที่รัชกาลที่ 6 ทำไว้” โดยรัชกาลที่ 7 ทรงพยายามชี้แจงประเด็นใหญ่ 2 ประการ อันเป็นเหตุที่ทำให้คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ“เศรษฐกิจ” และ “รัฐธรรมนูญ”

ในข้อเศรษฐกิจนั้น“…ได้ทรงพยายามใช้หนี้และแก้ไขฐานะการเงินเฟื่องฟูขึ้น…” ซึ่งเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยหลังจากเสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2474 เพื่อรักษาพระเนตร ก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจทรุดลงอีกนั้น รัชกาลที่ 7 “…ทรงรู้สึกว่าไม่ใช่โทษของพระองค์ เป็นเพราะเหตุการณ์ภายนอก แต่ทรงรู้สึกว่าได้แก้ไขช้าไปบ้างและอ่อนไปบ้าง…”

ในข้อรัฐธรรมนูญนั้น “…ทรงเห็นว่าควรจะต้องให้ Constitution มาแต่รัชกาลที่ 6 แล้ว และเมื่อได้ทรงรับราชสมบัติ ก็มั่นพระราชหฤทัยว่า เป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะให้ Constitution แก่สยามประเทศ…”

อย่างไรก็ตาม หลังจากปรึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญกับพระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี. แซร์) กลับถูกขัดขวางโดยอภิรัฐมนตรี ทว่า โดยส่วนพระองค์แล้วทรงมีพระราชดำริจะวางรากฐานประชาธิปไตย 2 ทางทั้งล่างและบน คือ “ข้างล่าง” จะให้เทศบาลสอนราษฎรให้รู้จักเลือก “ผู้แทน” โปรดเกล้าฯ ให้กรมร่างกฎหมายร่างขึ้น ซึ่งมีพระราชดำรัสว่าหลวงประดิษฐ์ก็ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วน “ข้างบน” นั้น โปรดเกล้าฯ ตั้งกรรมการองคมนตรีเพื่อฝึกสอนข้าราชการ

รัชกาลที่ 7 ทรงมั่นพระทัยว่า เรื่องรัฐธรรมนูญนี้ไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป จึงทรงปรึกษากับพระยาศรีวิสารกับนายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ จนนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองได้เสนอความเห็นตรงกันว่า ยังไม่เห็นสมควรที่จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง

กระนั้นก็ตาม รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์จะให้มีนายกรัฐมนตรี เสนาบดีสภา และผู้แทนจากหัวเมือง “…แต่ว่าแต่ละอย่าง ๆ จะเป็นการลำบากเหลือเกิน หวังว่าจะเห็นด้วยว่าพระองค์ยากที่จะขัดผู้ใหญ่ที่ได้ทำการมานานตั้ง 29 ปีก่อนพระองค์” นั่นหมายถึงว่า เจ้านายชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ก็ยังคงไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระราชดำริ “ให้เสนาบดีมุรธาธรเป็นประธานในที่ประชุมเสนาบดี พระองค์จะไม่ประทับในที่ประชุม และขยายจำนวนกรรมการองคมนตรี ทำหน้าที่อย่างรัฐสภา…”

แนวพระราชดำริดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่หัวหิน แต่ปรากฏว่าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเสียก่อน

ความในพระทัย

เมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ในตอนแรกรัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับความรู้สึกของพระองค์ว่า “…ที่คณะราษฎรทำไปไม่ทรงโกรธกริ้ว และเห็นใจ เพราะไม่รู้เรื่องกัน พอทรงทราบเรื่องก็คาดแล้วว่าคงจะเป็นเรื่องการปกครอง เสียพระราชหฤทัยที่ได้ช้าไป ทำความเสื่อมเสียให้เป็นอันมาก”

โดยทรงเห็นว่าการกระทำของ “คณะราษฎร” นั้นเป็นเรื่องดี แต่ที่ทำไปนั้นเพราะคงไม่ทราบถึงพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้เช่นกัน แต่เมื่อคณะราษฎรออก “ประกาศ” โจมตีพระองค์ ทำให้ทรงไม่พอพระทัยมาก ตามที่เจ้าพระยามหิธรบันทึกการพูดคุยในการเข้าเฝ้าวันนั้นว่า

“ในวันนั้นได้ทรงฟังประกาศของคณะราษฎรทางวิทยุ ทรงรู้สึกเสียใจและเจ็บใจที่กล่าวหาร้ายกาจมากมายอันไม่ใช่ความจริงเลย เมื่อได้ทรงฟังประกาศดังนี้รู้สึกว่า เห็นจะเป็นขบถกระมัง จึงปรึกษา มีทาง 3 ทาง ถ้าจะหนีก็มีเวลาตั้ง 24 ชั่วโมง พอหนีได้ จะสู้ก็ยังมีกำลังทหารทางหัวเมือง แต่ทรงพระราชดำริว่า ถ้าหนีจะร้ายใหญ่ อาจฆ่ากันตายและร้ายแก่พระราชวงศ์ การจะต่อสู้ก็ไม่อยากทำ จึ่งได้ทรงรับโดยไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ”

ประกาศของคณะราษฎรทำให้รัชกาลที่ 7 ไม่พอพระทัย เพราะมีข้อที่ว่า ทรงแต่งตั้งคนสอพลอและคนคดโกงมาดำรงตำแหน่ง ซึ่งพระองค์ปฏิเสธเรื่องนี้ ทรงอธิบายต่อหน้าคณะราษฎรที่มาเข้าเฝ้าว่า พระองค์เพียงพระองค์เดียวจะจับคนคดโกงให้หมดได้อย่างไร และก็ทรงปลดคนโกงไปมากแล้ว และหากคณะราษฎรได้บริหารปกครองบ้านเมืองแล้วก็จะได้พบคนโกงเช่นเดียวกัน

ข้อที่ว่าเอา “ราษฎร” เป็นทาสหรือหลอกลวงนั้นก็ทรงปฏิเสธว่าไม่จริง ข้อที่ว่า “ราษฎร” ช่วยกันกู้ประเทศนั้น ทรงยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง “…แต่พระราชวงศ์จักรีเป็นผู้นำ และผู้นำนั้นสำคัญ เสียใจที่ได้ทิ้งเสียไม่กล่าวถึงพระคุณควบไปด้วย เป็นการเท่ากับด่าถึงบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้นเสียใจมาก”

เจ้าพระยามหิธรยังบันทึกต่อไปว่า เมื่อรัชกาลที่ 7 “…ได้เห็นประกาศ ไม่อยากรับเป็นกษัตริย์… เมื่อเขียนประกาศทำไมไม่นึก เมื่อจะอาศัยกันทำไมไม่พูดให้ดีกว่านั้น และเมื่อพูดดังนั้นแล้วทำไมไม่เปลี่ยนเป็น Republic เสียทีเดียว ไม่ทรงทราบใครเป็นผู้เขียนประกาศนั้น แต่ทรงคิดว่าหลวงประดิษฐ์มนูธรรมเป็นผู้เขียน…”

รัชกาลที่ 7 ต่อว่าการกระทำของคณะราษฎรเปรียบเหมือนการนำผ้าที่จะเอาไปทำธงชาติ แต่กลับนำมาเหยียบย่ำให้เปรอะเปื้อนเสียก่อน แล้วค่อยชักธงชาติขึ้น

ทรงอธิบายถึงความในพระทัยต่อไปว่า เมื่อประกาศของคณะราษฎรตกไปอยู่ในมือของชาวบ้านเป็นอันมาก ก็ทำให้เสื่อมเสียมาถึงพระองค์ จึงทรงตั้งคำถามว่า “…เมื่อไม่นับถือกันแล้วจะให้เป็นกษัตริย์ทำไม เท่ากับจับลิงที่ดุมาใส่กรงไว้ จึ่งมีพระราชประสงค์จะออกเสีย เพราะรู้สึกว่าเสีย Credit ทุกชั้น ทำให้คนเกลียดหมด… เวลานี้จะดูหน้าใครไม่ได้ จะรับแขกไม่ได้ จะอยู่โดยเงียบ ๆ…”

และทรงตัดพ้อว่า จะทรงยอมอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อไปจนกว่าเหตุการณ์สงบ หากทูลเชิญให้ไปที่สภาก็จะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อช่วยความมั่นคงของประเทศชาติ และหากกิจการต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว จะทรง“…ขออนุญาตไปพักผ่อนเงียบ ๆ ไม่ได้ต้องการเงินทอง ขอแต่ให้ได้ใช้สรอยทรัพย์สมบัติเดิมที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพอกินไป”

พระราชวงศ์

รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริถึงการสละราชสมบัติมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์นัก ทรงอ้างถึงเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 4 เคยมีพระราชดำริจะสละราชสมบัติมาก่อนเช่นกัน และเมื่อเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทรงมีพระราชดำริว่า หากเหตุการณ์สงบแล้วก็จะทรงสละราชสมบัติ ส่วน “ผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์ต่อไปควรจะเป็นพระโอรสสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ตั้งกรมขุนชัยนาทเป็น Regent ก็สมควร จะได้เป็นการล้างเก่าตั้งต้นใหม่ เพราะพระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์นานไปก็จะไม่มีผู้นับถือ หรือคณะราษฎรจะเห็นควรกล่าวแก้ไขประกาศนั้นเสียเพียงใดหรือไม่ก็สุดแล้วแต่จะเห็นควร”

รัชกาลที่ 7 ตรัสถามคณะราษฎรที่มาเข้าเฝ้าในวันนั้นถึงข่าวลือว่า คณะราษฎรจะยึดทรัพย์พระราชวงศ์จริงหรือไม่ ทรงมีพระราชดำรัสว่าหากทำจริง ขอให้ทรงสละราชสมบัติเสียก่อน เพราะจะไม่ยอมมีส่วนร่วมในการกระทำกับพระญาติวงศ์เช่นนั้นเป็นอันขาด

พระยามโนปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า คณะราษฎรไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย โดยรัฐบาลใหม่จะหาเงินจากการเก็บภาษี และการกู้เงินภายในประเทศ เช่นนั้นแล้ว รัชกาลที่ 7 ก็ทรงเสนอความเห็นว่าจะทรงหาทางช่วยเหลือเรื่องเงินอีกแรงหนึ่งเท่าที่จะทรงช่วยได้

ส่วนข่าวลืออีกเรื่องคือการถอดถอนเจ้า รัชกาลที่ 7 ก็ทรงไม่เห็นด้วยเช่นกัน แต่หากจะทำก็ขอให้พระองค์ทรงสละราชสมบัติเสียก่อน แต่การที่จะให้เจ้ามีน้อยลงก็ทรงเห็นด้วย “…เพราะเดี๋ยวนี้มีมากนัก แต่จะถอดถอนไม่ได้ ต้องปล่อยให้ตายไปเอง แล้วตีวงจำกัดเสียสำหรับภายหน้า” พระยามโนปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า “เรื่องถอดเจ้ายังไม่ได้คิด”

กรมพระนครสวรรค์

รัชกาลที่ 7 ตรัสถามเกี่ยวกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ว่าคณะราษฎรจะกักพระองค์ไว้นั้นจะเป็นดาบสองคม เพราะคนรักก็มาก คนเกลียดก็มาก หากกักกรมพระนครสวรรค์ฯ ไว้นาน ก็อาจมีคนรักมากขึ้น

โดยทรงอธิบายว่า เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 ในช่วงเวลาที่กรมพระนครสวรรค์ฯ ไม่มีพระอำนาจในราชการ จึงมีคนรักมาก แต่เมื่อมาในรัชกาลนี้ กรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงมีพระอำนาจมาก ก็มีคนเกลียดมากขึ้น แต่ก็เป็นที่เคารพนับถือมาก โดยเฉพาะในหมู่ทหารบกและทหารเรือ

รัชกาลที่ 7 ทรงแนะนำว่า ควรปล่อยให้กรมพระนครสวรรค์ฯ ประทับอยู่ในวังหรือให้เสด็จพระดำเนินไปประทับยังต่างประเทศ พระยามโนปกรณ์ฯ กราบบังคมทูลว่า“เห็นดีที่จะให้เสด็จต่างประเทศ แต่อย่าให้เป็นการเนรเทศ” รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า “รายละเอียดนั้นให้คิดเอง จะได้ไม่ได้ชื่อว่าทารุณ”

พระราชทานอภัยโทษ

ในตอนท้าย รัชกาลที่ 7 ตรัสถามถึงเรื่องจิปาถะต่าง ๆ เช่นว่า จะประชุมสภากันที่ใด, ทรงแจ้งพระราชประสงค์ว่าควรยกเลิกองคมนตรีและอภิรัฐมนตรี, รวมถึงทรงสอบถามเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ว่าทรงศึกษาเรื่องนี้มามาก และทรงมีพระราชดำริเช่นเดียวกับคนหนุ่ม ๆ ที่ได้คิดกัน จึงทรงมีความยินดีช่วยเหลือเพื่อให้กิจการดำเนินต่อไป

พระยาศรีวิสารกราบบังคมทูลว่า เรื่องที่ทรงมีพระราชดำริจะลาออกจากพระมหากษัตริย์นั้น ขอให้ทรงงดไว้ก่อน รัชกาลที่ 7 ตรัสตอบว่า “…จะขอดูก่อน ไม่ทราบว่าอาการแห่งพระเนตร์จะทุพพลภาพเพียงไร เพราะการผ่าพระเนตร์ไม่ได้ผลสมคาด ถึงไม่มีเหตุเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ได้ทรงพระราชดำริที่จะลาออก…”

อย่างไรก็ตาม ทรงอธิบบายว่า “…ถ้าหากพระเนตร์ดีและแสดงให้เห็นว่าคณะราษฎรไม่ทำให้พระองค์เป็นที่เสื่อมความนิยม ก็อาจจะอยู่ต่อไป ในชั้นนี้ขอแบ่งรับแบ่งสู้ไว้ก่อน”

พระยาพหลฯ กับหลวงประดิษฐ์ฯ กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษที่ได้ล่วงเกินพระองค์โดยเฉพาะกับกรณี “ประกาศ” ที่โจมตีจนเสื่อมเสียพระเกียรติยศ รัชกาลที่ 7 ก็โปรดพระราชทานอภัยโทษ และมีพระราชดำรัสว่า

“ในการที่ทรงพระราชดำริจะเปลี่ยนการปกครองนั้น ได้ทรงเคยตักเตือนแก่ผู้ที่ทัดทานหลายครั้งว่า อย่าดูถูกคนไทยว่าจะไม่คิด และทำการเช่นนี้ได้”

พระยาพหลฯ กราบบังคมทูลว่า “ได้ยินคนพูดดูถูกดั่งนี้เหมือนกัน จึ่งได้คิดการโดยพลีชีวิต”

และสุดท้าย หลวงประดิษฐ์ฯ รับว่าจะหาทางร่างกระกาศเพื่อถอนความที่ได้ประกาศปรักปรำไปก่อนหน้านี้ และจะดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษให้เป็นที่สมพระเกียรติยศ

จบ “บันทึกลับ” ของเจ้าพระยามหิธรแต่เพียงเท่านี้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มีนาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...