โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความลับของโครงกระดูก : เมื่อกายวิภาคศาสตร์เข้าถึงได้ง่ายด้วยศิลปะ

Sarakadee Lite

อัพเดต 11 ก.พ. 2564 เวลา 07.27 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2564 เวลา 07.27 น.

เพราะมนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลก เราจึงต้องเรียนรู้ทั้งเขาและเราเพื่อปรับตัวในการอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและผาสุกนี่คือข้อความที่แฝงอยู่เบื้องหลังของนิทรรศการ ความลับของโครงกระดูก (Skeleton’s Secrets) ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งล่าสุดได้ขยายเวลาจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564

ความลับของโครงกระดูก คือนิทรรศการที่เกิดจากความร่วมมือของ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม และ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการคัดเลือกโครงกระดูกของสัตว์กว่า 20 ชนิด มาจัดแสดงแบบผสมผสานการจัดวางทางศิลปะเพื่อความเข้าถึงง่าย เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจง่ายขึ้น

ผศ.ดร.ธนะกุล วรรณประเสริฐ

ทันทีที่ไปถึง เมื่อเห็นกะโหลกจำลองของแรดชวาด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ก็มั่นใจได้ว่ามาไม่ผิดแน่ เพราะเพียงเปิดประตูเข้าไป โครงกระดูกจริงของสัตว์น้อยใหญ่ที่มีการจัดวางและจัดแสงเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการชม ก็กำลังรอให้เราเข้าไปสำรวจและพินิจพิเคราะห์อยู่ด้านใน แต่เรื่องเทคนิคการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ ผศ.ดร.ธนะกุล วรรณประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ไม่ได้มีเพียงวิธีการจัดแสดงเท่านั้น แต่แทรกซึมอยู่ในขั้นตอนการต่อกระดูกของคลาสการเรียนการสอนทางกายวิภาคศาสตร์ด้วยเช่นกัน

โครงกระดูกแมวบ้าน
โครงกระดูกกระรอกหลากสี

“การต่อกระดูก เป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องรู้เทคนิคการต่อและความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ก็จำเป็นต้องใช้ สัตว์บางกลุ่มอย่างเช่นสุนัขหรือแมว ถ้าลองสังเกตดี ๆ เวลายืนนิ้วเท้าเขาจะเป็นส่วนที่แตะพื้น ไม่ใช่ฝ่าเท้าเหมือนกับมนุษย์เรา เวลาจัดแสดงนิสิตจะต้องใช้ส่วนกระดูกนิ้วเท้าแตะกับพื้น ต้องทำการต่อในท่าทางที่พบได้จริงตามธรรมชาติ และมีการใช้ศิลปะมาช่วยในการจัดแสดงให้สวย เช่นการจัดท่าทางของกระรอกให้มีลักษณะเหมือนกำลังแทะธัญพืชอยู่ และยังต้องอาศัยความอดทน มีความละเอียดในการทำ นิสิตก็จะได้ความประณีตไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว”

การคัดเลือกโครงกระดูกสำหรับจัดแสดงในครั้งนี้ ผศ.ดร.ธนะกุลกล่าวว่า ได้พยายามดึงตัวแทนของสัตว์มีกระดูกสันหลัง 5 กลุ่มหลักคือ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จากผลงานการต่อกระดูกของนิสิตที่จัดเก็บสะสมไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยเลือกจากความสมบูรณ์ของโครงสร้างและสีของกระดูกที่ยังคงมีความใหม่

โครงกระดูกกบนา
โครงกระดูกแรดชวา

โครงกระดูกของ กบนา ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในงานนี้ด้วยอายุเกือบ 30 ปี แต่หากถามถึงความยากในการต่อ ผศ.ดร.ธนะกุล ยกให้กลุ่มปลาเพราะกระดูกทั้งส่วนซี่โครงและกะโหลกมีความละเอียดมาก ส่วนที่หาชมยากหนึ่งในนั้นคือ กะท่างน้ำปัญหา สัตว์เลื้อยคลานที่มีรูปร่างคล้ายจิ้งจกหรือกิ้งก่าซึ่งมักพบบนภูเขา รวมทั้งโครงกะโหลกของ แรดชวา หนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่

“ลักษณะสัณฐานและกะโหลกของสัตว์แต่ละกลุ่มจะสื่อถึงการปรับตัวตามธรรมชาติของสัตว์ เราไม่สามารถบอกได้ว่าสัตว์ตัวนี้ดีกว่าตัวนี้ แต่มันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการที่เขากินเวลาสะสมมาเป็นหลายร้อยปี เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ เราไม่สามารถบอกได้ว่ามนุษย์เรามีวิวัฒนาการสูงที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องของการปรับตัว เพราะมนุษย์เราอยู่มาแค่ไม่กี่แสนปีเท่านั้นเอง สัตว์บางกลุ่มอย่างแมลงสาบเขาอยู่มาร้อยล้านปีแล้ว อีกล้านปีข้างหน้ามนุษย์อาจจะสูญพันธุ์ก็ได้ เราเลยไม่สามารถบอกได้ว่าเราเป็นสัตว์ที่เจริญที่สุด แต่คนเรามักชอบ Bias ว่าเราดีที่สุด อย่างคำว่า Primate ถ้านึกไปถึงรากศัพท์ มันมาจากคำว่า Primary คือเหนือสุดอันดับหนึ่ง ซึ่งตามจริงไม่ควรจะกล่าวแบบนั้น”

โครงกระดูกนกเอี้ยงหงอน

จากการได้เดินชม เราจะเห็นว่าโครงสร้างสัตว์แต่ละชนิดต่างวิวัฒนาการเพื่อเอื้อต่อการใช้ชีวิตในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน โดยบางลักษณะอาจไม่ได้แสดงออกจากภายนอก ต้องอาศัยการศึกษาลงไปที่ภายใน เพื่อค้นหาความลับที่โครงกระดูกซ่อนไว้ เช่นสัตว์กลุ่มไพรเมตจะมีส่วนเบ้าตาเป็นลักษณะเด่น เพราะสัตว์กลุ่มนี้มีสัมผัสทางสายตาที่ดี หรือกระดูกนกหากผ่าดูจะมีความกลวงและน้ำหนักเบา เพื่อเอื้อให้มันสามารถโผบินได้

“โครงกระดูกสื่อถึงการปรับตัว การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทำให้เราเรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตได้ ซึ่งหากคนทั่วไปมาดูก็สามารถเรียนรู้ลักษณะพฤติกรรมได้จากการสังเกต เช่น กะโหลก ส่วนฟันสามารถสื่อถึงการกินอาหารของสัตว์ได้ หนูกับแมวจะเปรียบเทียบกันได้ดี พวกหนูจะสังเกตได้ว่าช่วงฟันกรามเขาจะโหว่ ซึ่งเป็นลักษณะของกลุ่มสัตว์กินพืชที่จะไม่มีฟันเขี้ยว

โครงกระดูกกระต่ายยุโรป

“พวกแมวหรือสัตว์กินเนื้อ ฟันเขี้ยว ฟันกรามเขาจะแหลมเลย ฟันไม่มีสเปซกว้างมากเท่ากับพวกที่กินพืช สังเกตว่าข้อต่อขากรรไกรจะแข็งแรง เพื่อให้งับเหยื่อได้แน่น ไม่มีเคลื่อน ข้อต่อขากรรไกรส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวในแนวดิ่งเป็นหลัก ต่างจากวัวที่กินหญ้า ขากรรไกรเขาจะเคลื่อนตัวออกข้าง ๆ ได้ ขากรรไกรจึงเป็นส่วนหนึ่งที่บอกถึงชนิดของอาหาร เวลาไปเดินป่าเดินเขา ถ้าเราเห็นหัวกะโหลกหรือลักษณะของฟัน เราอาจจะบอกได้ว่าบริเวณนี้เคยมีพวกสัตว์กินเนื้อหรือสัตว์กินพืชผ่านมาอยู่ หรือหากเห็นรอยเท้า อาจบอกได้ว่ารอยเท้าแบบนี้เป็นสัตว์มีเล็บหรือเปล่า เป็นรอยเท้าของสัตว์กลุ่มไหน ซึ่งมันสื่อถึงความปลอดภัยที่เราอาจจะตระหนักได้เวลาเดินป่า”

โครงกระดูกค้างคาวเล็บกุด

“ประโยชน์อีกอย่างของการศึกษาโครงกระดูกคือ มันสามารถสื่อถึงการเคลื่อนที่ พฤติกรรมการวิ่ง การกระโดด การเดินได้ สัตว์ที่มีการวิ่งบ่อย ๆ อย่างสุนัข แมวหรือม้า กระดูกไหปลาร้าจะลดรูปไป เพราะหากมีกระดูกไหปลาร้าจะทำให้ขาเขาถ่างออก พวกที่วิ่งเร็วสังเกตว่าขาจะลู่แนบไปกับลำตัวเพื่อให้การก้าว การควบทำได้เร็ว ต่างจากพวกนกที่กระดูกไหปลาร้าจะมีการเชื่อมโยงกันซ้ายกับขวา นกจะมีกระดูกช่วงอกที่ใหญ่เพื่อเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อปีก เนื่องจากการกระพือปีกของเขาต้องใช้พลังงานเยอะ”

ความแตกต่างหลากหลายคือหนึ่งในความเพลิดเพลินของการเดินชมนิทรรศการนี้ ที่พอเห็นแล้วเราอาจเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์บางชนิดมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการศึกษาทางกายวิภาคศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่ ผศ.ดร.ธนะกุล ให้ความสำคัญคือการใช้สัตว์ให้น้อยที่สุด แต่เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยสัตว์ที่นำมาศึกษาการต่อโครงกระดูกจะต้องเป็นซากสัตว์ที่บังเอิญพบ หรือสัตว์ใหญ่อาจขอบริจาคจากทางสัตวแพทย์หรือหน่วยงานอื่นที่มีซากสัตว์อยู่แล้ว เช่น สถานเสาวภา สภากาชาดไทย

โครงกระดูกงู

“เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเบียดเบียนเขา เราเรียนรู้เขาเพื่อปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ยกตัวอย่างเช่น พะยูน สัตว์ที่สมัยก่อนเขาตายเพราะโดนใบพัดเรือปั่น ซึ่งเสียงใบพัดเป็นเสียงที่พะยูนไม่รับรู้ เลยไม่รู้ว่ามีใบพัดเรือเคลื่อนเข้ามา เขาจะถูกใบพัดเรือปั่นแล้วถูกน้ำซัดมาอยู่บนฝั่ง สิ่งนี้ก็ทำให้มนุษย์เราตระหนักมากขึ้น จึงมีการปรับเครื่องจักรกลให้พะยูนสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้มีเครื่องจักรมา เราเรียนรู้เขาเพื่ออนุรักษ์เขาด้วย ในธรรมชาติหากสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูญพันธุ์ไปอาจส่งผลกระทบเป็นทอด ๆ ทั้งห่วงโซ่อาหาร การถ่ายเทพลังงานทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมด”

“ทุกสิ่งมีชีวิต ทุกสปีชีส์ล้วนมีคุณค่าในระบบนิเวศของมัน บางสิ่งเป็นจุดเล็กจุดน้อยแต่เป็นส่วนสำคัญที่เราต้องตระหนัก การเรียนรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์มันทำให้เราเกิดความตระหนักเรื่องของคุณค่าในชีวิตสัตว์ด้วย สัตว์ทุกชนิดล้วนมีคุณค่าและรักในชีวิตของมันทั้งนั้น เราเลยจะพยายามเลี่ยงไม่ฆ่าสัตว์ ให้นิสิตหาซากหรือขอบริจาคมาเท่าที่จำเป็น”

นอกจากโครงกระดูกจะสื่อถึงพฤติกรรม การเคลื่อนที่หรือการกินของสัตว์ได้แล้ว ผศ.ดร.ธนะกุล ยังกล่าวว่า กายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบเสมือนรากของต้นไม้ เป็นพื้นฐานที่สามารถใช้ต่อยอดไปสู่สาขาอื่น ๆ ทางชีวภาพได้ เช่น การศึกษาสรีระ วิวัฒนาการ พฤติกรรมหรืออนุกรมวิธาน แต่ทุกศาสตร์ล้วนมีความสำคัญและเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ ที่หากนำแต่ละตัวมาประกอบกันแล้วเราจะเห็นภาพใหญ่ของธรรมชาติมากขึ้น

Fact File

  • นิทรรศการ ความลับของโครงกระดูก จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 1 พิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ
  • Facebook : Chula Museum
  • สูจิบัตรนิทรรศการ : bit.ly/3d1ETux

The post ความลับของโครงกระดูก : เมื่อกายวิภาคศาสตร์เข้าถึงได้ง่ายด้วยศิลปะ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...