GULFกำไรปกติโต38% ลุยลงทุนโครงการเพิ่ม
ทันหุ้น-สู้โควิด- GULF เผยงบไตรมาส 1 ปี 63กำไรดำเนินงาน เพิ่มขึ้น 37.9 % จากไตรมาสก่อนหน้า รับรู้โรงไฟฟ้าSPPครบ12โครงการ ต้นทุนค่าก๊าซลงหนุนมาร์จิ้น เดินหน้า IPP ตามแผน คาดลงนามโครงการมอเตอร์ มิ.ย.นี้ ย้ำไร้ผลกระทบโควิด-19 มองโอกาสลงทุนพลังงานใน-นอกต่อเนื่อง ฐานะการเงินแกร่ง เล็งออกหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านกลางปี
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 31มีนาคม 2563 มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เป็น 925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.9% จากไตรมาสก่อหน้า และ 8.0%จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการที่โครงการโรงไฟฟ้า IPP ทั้ง 2โครงการ (3,200 เมกะวัตต์) ได้รับค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) มากขึ้น ประกอบกับกลุ่ม SPP ทั้งหมดยังสามารถขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติลดต่ำลง จาก 282บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 1 ปี 2562เป็น 267 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 1 ปี 2563 ในขณะที่ค่า Ft ยังคงเท่าเดิม ทำให้บริษัท มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น
*กำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2563ยังมีการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการเปิดดำเนินการของ SPP 12โครงการ เมื่อเทียบกับ 10 โครงการในไตรมาส 1 ปี 2562และจากการรับรู้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เวียดนาม จำนวน 2โครงการ อีกทั้ง รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล กัลฟ์ จะนะ กรีน ที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2563ที่ผ่านมา ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563มีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เท่ากับ 2,726 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับ 2,477เมกะวัตต์ในไตรมาส 1 ปี 2562หรือเพิ่มขึ้น 249 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงาน โดย IPP ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่ GSRC และ GPD ขนาด 5,300เมกะวัตต์ มีกำหนดที่จะเปิดดำเนินการตามแผนระหว่างปี 2564ถึง 2567 โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง ซึ่งเป็น IPP ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2564และมีกำหนดเปิดดำเนินการตามแผนในปี 2567 และ 2568โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งเป็น IPP ขนาด 540 เมกะวัตต์ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2567และมีกำหนดเปิดดำเนินการตามแผนในปี 2570โดยหลังจากที่ทุกโครงการเปิดดำเนินการแล้ว ทำให้กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,781เมกะวัตต์
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ สำหรับโครงการมอเตอร์เวย์ สาย M6และ M81 คาดว่าจะมีการลงนามสัญญา PPP ในเดือนมิถุนายน 2563
*มีขายไฟฟ้าให้กฟผ.90%
สำหรับผลกระทบจาก COVID-19 ในภาพรวมทั้งปี บริษัทคาดว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ขายให้ กฟผ. มีเพียงแค่ 10%ที่ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรม โดยในไตรมาส 1 ปี 2563 บริษัทยังมีรายได้จากการไฟฟ้าให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนอีกด้วย ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม เฟส 1ขนาด 30 เมกะวัตต์ ที่เวียดนาม ได้มีการเลื่อนกำหนดการเปิดดำเนินการจากสิ้นปี 2563ไปเป็นพฤษภาคม 2564เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการเดินทางของผู้รับเหมาจากประเทศจีนในช่วง COVID-19 แต่ยังคงได้รับค่าไฟฟ้าในอัตรา 9.8 c/kWh ตามแผน
นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่นธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้กระแสเงินสด และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือการออกหุ้นกู้ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจดังกล่าว โดยมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ประมาณ 10,000 ล้านบาทในกลางปีนี้ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของบริษัท ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ 1.51 เท่า