โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้าน กระทบใครบ้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ส.ค. 2564 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 03.07 น.

นับถอยหลังอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 ที่สถาบันการคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ประกาศปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากมาลงอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อรายสถาบันการเงิน จากเดิมอยู่ที่ 5 ล้านบาทต่อบัญชีต่อรายสถาบันการเงิน ซึ่งการปรับลดวงเงินคุ้มครองดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ 2 เรื่องหลัก คือ การรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และการคุ้มครองผู้ฝากเงินรายย่อย ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 และปรับลดวงเงินคุ้มครองแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากนั้น จะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั้งคนไทยและต่างประเทศที่ฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทกับสถาบันการเงินของไทยภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากรวมทั้งสิ้น 35 แห่ง โดยคุ้มครองบัญชีเงินฝาก 5 ประเภท ได้แก่ 1.เงินฝากกระแสรายวัน 2.เงินฝากออมทรัพย์ 3.เงินฝากประจำ 4.บัตรเงินฝาก และ 5.ใบรับฝากเงิน โดยผู้ฝากเงินจะได้รับเงินฝากคืนภายใน 30 วัน ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด หากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ดังนั้น ผู้ฝากเงินรายย่อยไม่ต้องตกใจ เนื่องจากการคุ้มครองวงเงินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินปิดกิจการ หรือโดนเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากดูสถานะของสถาบันการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปี 2540

ขณะเดียวกัน ผู้ฝากเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะได้รับความคุ้มครองโดยอัติโนมัติทันทีที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งผู้ฝากเงินไม่ต้องดำเนินการใดๆ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง โดยวงเงินคุ้มครองจะคุ้มครองในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยนำเงินฝาก (เงินต้นและดอกเบี้ย) ของผู้ฝากแต่ละรายในทุกสาขาและทุกบัญชีมาคำนวณรวมกัน

จากประเด็นลดวงเงินคุ้มครองดังกล่าว “นายนริศ สถาผลเดชา” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบภายหลังจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ประกาศลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อรายสถาบันการเงินนั้น มองว่า ผลกระทบคงไม่มาก คงไม่ได้เห็นการไหลออกของเงินฝากที่อยู่ในสถาบันการเงิน

และหากดูการปรับลดวงเงินคุ้มครองทยอยปรับลดลงมาเรื่อยๆ จากเดิมที่คุ้มครองทุกบาท สะท้อนว่าภาคประชาชนยังคงเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน และการลดวงเงินลงยิ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงิน ทั้งในเรื่องของเงินกองทุนที่อยู่ในระดับสูง สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นแม้ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ก็ตาม

นายนริศ กล่าวเพิ่มว่า แม้ว่าเงินฝากจะลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาท แต่หากดูตัวเลขเงินฝากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จะได้รับการคุ้มครองในแง่จำนวนบัญชีครอบคลุมถึง 98.3% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด จากปัจจุบันมีอยู่ 109 ล้านบัญชี และครอบคลุมในแง่เม็ดเงิน 21% จากยอดเงินฝากรวมที่มีอยู่ 15.2 ล้านล้านบาท

โดยในจำนวนดังกล่าวมีสัดส่วนเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาท ประมาณ 80% หรือคิดเป็นวงเงินฝากอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท และจำนวนบัญชีอยู่ที่ 1.7 ล้านบัญชี ซึ่งในช่วงก่อนโควิด-19 จนถึงปัจจุบันราว 1 ปี จะเห็นว่าเงินฝากที่เกิน 1 ล้านบาทยังมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง โดยมีเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 6.7 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินฝากที่มีต่ำกว่า 1 ล้านบาทไม่เห็นการเติบโต

ทั้งนี้ หากแบ่งจำนวนเงินฝากที่มีอยู่ 15.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝากบุคคลธรรมดา 8.4 ล้านล้านบาท และภาคธุรกิจ (นิติบุคคล) มีอยู่ 4.8 ล้านล้านบาท หากพิจารณาเงินฝากนิติบุคคลที่มีวงเงินเกิน 1 ล้านบาท ในแง่เม็ดเงินจะสูงถึง 96% ของวงเงินฝาก และบุคคลธรรมดาที่มีวงเงินเกิน 1 ล้านบาท จะมีสัดส่วนน้อยกว่าประมาณ 65% และในแง่จำนวนบัญชีอยู่ที่ประมาณ 1.4%

“การลดวงเงินทยอยลดลงมาหลายรอบ ซึ่งรอบนี้มองว่าคงไม่ได้เห็นเงินไหลออกจากแบงก์มากนัก หากจะออกจะเป็นการย้ายที่พักเงินในกลุ่มเงินฝากภาคธุรกิจมากกว่า เพราะปัจจุบันได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่ารายย่อย เนื่องจากเป็นเงินฝากที่วงเงินค่อนข้างสูง ขณะที่รายย่อยเทียบความเสี่ยงที่ไปลงทุนที่อื่นน่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า และผลตอบแทนในพันธบัตรตอนนี้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งอาจจะสู้ผลตอบแทนจากธนาคารไม่ได้ จึงมองว่าเงินคงไม่ไหลออกมาก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...