โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) โรคห่าอันแท้จริงของประเทศสยาม ระบาดทุกปีไม่มีเว้น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 06.49 น.
โอสถศาลาของหมอบรัดเลย์ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารน้อย วัดกัลยาณมิตร เขียนในสมัยรัชกาลที่ 3 (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2553)

ไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) โรคห่าอันแท้จริงของประเทศสยาม ระบาดทุกปีไม่มีเว้น

ไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ทำไมถึงเป็น “โรคห่า” ที่แท้จริงของสยาม? เรื่องนี้ กำพล จำปาพันธ์ อธิบายไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน ปี 2553 ไว้ดังนี้

“ฝีดาษ” หรือ “ไข้ทรพิษ” : โรคระบาดประจำถิ่นของสยาม

ในบรรดาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดที่ หมอบรัดเลย์ รักษาอยู่ในสมัยนั้น โรคฝีดาษ หรือ ไข้ทรพิษ (Smallpox) อยู่ในรายการต้น ๆ เมื่อพูดถึงหมอบรัดเลย์แล้วไม่พูดถึงไม่ได้ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ร่นขึ้นไปจนถึงสมัยอยุธยา คริสต์ศตวรรษที่ 14-15 โรคที่พบการระบาดมากในหมู่ชาวสยามก็คือโรคนี้ จัดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงหรือ “โรคห่า” ประเภทหนึ่งของสยาม มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) ชาวฝรั่งเศสผู้เข้ามาสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้บันทึกเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ดังนี้

“มีโรคติดต่อร้ายแรงอีกหลายชนิด แต่โรคห่าอันแท้จริงของประเทศนี้ก็คือโรคฝีดาษ (หรือไข้ทรพิษ)เคยสังหารชีวิตมนุษย์เสียเป็นอันมากอยู่เนืองๆ และเขาก็ฝังผู้ตายโดยมิได้เผา แต่เพราะธรรมเนียมชาวสยามต้องการแต่จะเผาศพแสดงปฏิการสนองคุณแก่ผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ต่อมาเขาก็จะขุดศพนั้นขึ้นมา แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดมากก็คือ เขาจะขุดศพขึ้นมาต่อภายหลังสามปีที่ได้ฝังไว้แล้วเท่านั้นหรือนานยิ่งกว่านั้น เพราะพวกเขาเคยประสบมาแล้วว่าถ้าขุดเร็วกว่ากำหนดนั้น ไข้ทรพิษจะกลับระบาดขึ้นมาอีก” [12]

นอกจากบันทึกของชาวต่างชาติข้างต้นแล้ว หลักฐานจาก “จดหมายเหตุโหร” ก็ช่วยให้ทราบว่ามีการระบาดของโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษเกิดขึ้นเป็นประจำเรื่อยมาเป็นหลายร้อยปี สอดคล้องตามบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น ใน พ.ศ. 2106 (รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) “ชนทั้งปวงเกิดทรพิษตายกันมาก” พ.ศ. 2164 (รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) “ออกฝีตายมาก” พ.ศ. 2165 (รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม) “ช้างเผือกล้ม คนออกฝีตายมาก” พ.ศ. 2292 (รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) “ออกหัดทรพิษคนตายชุม” [13] ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็มีบันทึกกล่าวถึงการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นโรคระบาดประจำตัวของชาวสยามดังนี้

ไม่มีโรคอะไรเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตคนสยามได้สักครึ่งหนึ่งของโรคฝีดาษซึ่งระบาดในหมู่ประชาชนชาวสยามเป็นเวลา 3-4 เดือนทุก ๆ ปีไม่มีเว้น ช่วงที่ระบาดคือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งรวมตั้งแต่ปลายฤดูฝนไปจนอีกสามเดือนของฤดูหนาวที่แห้งแล้ง แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่มีครอบครัวใดอยู่ที่นี่เป็นหลายปีโดยไม่เคยมีโรคฝีดาษมาเยี่ยมเยือนขนาดหนักถึงกับคร่าชีวิตไป 2-3 ชีวิตหรือมากกว่านั้น ชาวเมืองจำนวนมากมายลดเหลือเบาบางลง เพราะถูกโรคนี้ทำลายล้าง” [14]

กำเนิดวัคซีนสู่การเอาชนะ ไข้ทรพิษ ด้วยการปลูกฝี

พ.ศ. 2379-2381 เป็นช่วงปีที่กรุงเทพฯ เผชิญโรคระบาดไข้ทรพิษรุนแรงอีกครั้ง เทียบเท่ากับในอดีตสมัยอยุธยา ผู้คนล้มตายกันมาก รัฐบาลสยามยังคงรับมือโดยวิธีการดั้งเดิมคือให้หมอเป็นผู้วินิจฉัย ผู้ป่วยคนไหนจะรอด คนไหนจะตาย คนจะตายก็ปล่อยให้ตายไป คนที่หมอวินิจฉัยว่าจะรอดจึงจะทำการรักษา แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าหมอบรัดเลย์ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2379 หมอบรัดเลย์ ได้ไปพบ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) หารือเรื่องที่จะรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคไข้ทรพิษ ด้วยวิธีการใหม่ที่สยามยังไม่รู้จัก นั่นคือการ “ปลูกฝี” เจ้าพระยาพระคลังเห็นชอบด้วย และยังกล่าวกับหมอบรัดเลย์ว่า “เปนการบุญอย่างยิ่ง จะหาการบุญอย่างอื่นมาเปรียบเทียบได้โดยยาก” [15]

การปลูกฝีป้องกันโรคไข้ทรพิษ ถึงแม้สำหรับโลกตะวันตกจะมีมาแล้วตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดย เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ (Edward Jenner) นายแพทย์ชาวอังกฤษเป็นผู้คิดค้นและทดลองใช้มาตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1796/พ.ศ. 2339 เป็นต้นมา [16] แต่สำหรับสยามการรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก ขณะเดียวกันการนำเข้าหนองเชื้อจากอเมริกาและยุโรปใช้เวลานาน

ในชั้นแรกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2379 หมอบรัดเลย์ ได้เริ่มทดลองการปลูกฝีด้วยวิธีเดียวกับที่เจนเนอร์เคยทดลองในอังกฤษ โดยการฉีดหนองเชื้อเข้าไปในท้องวัวก่อน แล้วเอาหนองเชื้อนั้นมาฉีดใส่แขนของเด็กประมาณ 15 คน เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็คือบุตรธิดาของมิชชันนารีในกรุงเทพฯ เวลานั้น จากที่ได้มีการนำเอาเชื้อไปฉีดใส่ท้องวัวก่อนนี้จึงเป็นที่มาของคำเรียกที่ว่า “ปลูกฝีโค” ในเวลาต่อมา การทดลองใช้เวลากว่า 4 ปีจึงสำเร็จ และเริ่มใช้วิธีปลูกฝีนี้อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2383

เหตุที่การทดลองใช้เวลากว่า 4 ปีนั้น หมอบรัดเลย์ได้บันทึกไว้ในอีกที่หนึ่งคือ “จดหมายเหตุหมอบรัดเล” ซึ่งเป็นงานเขียนแบบสมุดไดอารี่ เล่าถึงความยากลำบากในการปลูกฝี แม้จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพระยาพระคลัง แต่เพราะการที่จะฉีดเชื้อฝีดาษเข้าไปในร่างกายคนที่ไม่ได้เจ็บป่วยเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันโรคนั้น นับเป็นเรื่องแปลกพิสดารสำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตก ย่อมไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว หมอบรัดเลย์ได้ใช้วิธีทดลองในหมู่ลูกของมิชชันนารีเอง จนเมื่อเห็นผลในหมู่เด็กที่ปลูกฝีแล้ว ชาวสยามจึงเชื่อและเข้ารับการปลูกฝี [17]

เมื่อข่าวความสำเร็จแพร่ไปถึงราชสำนักรัชกาลที่ 3 ก็โปรดให้หมอหลวงทั้งหมดมาหัดฉีดปลูกฝีกับมิชชันนารี จากนั้นก็ให้หมอเหล่านั้นไปปลูกฝีแก่คนทั้งหลายทั้งในวัง นอกวัง และขยายไปราษฎรตามหัวเมืองต่าง ๆ ไม่เฉพาะแต่หมอหลวงเท่านั้น หมอเชลยศักดิ์ (หมอชาวบ้านหรือหมอกลางบ้าน) ก็พากันมาขอฝึกหัดการปลูกฝีกับมิชชันนารีอยู่หลายเดือน เป็นเหตุให้ช่วยชีวิตเจ้านาย ขุนนาง และราษฎรไว้ได้เป็นอันมาก นอกจากนี้หมอบรัดเลย์ยังได้แต่งตำราชื่อ ตำราปลูกฝีโคให้กันโรคธระพิศม์ไม่ให้ขึ้นได้ ออกเผยแพร่อีกด้วย

แม้จะเป็นความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง ก็น่าสังเกตว่าราชสำนักตอบแทนเพียงมอบเงินให้ถุงหนึ่ง จำนวน 250 บาท (หรือ 145 ดอลลาร์อเมริกันสมัยนั้น) ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนมากสำหรับสมัยนั้น แต่ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่หมอบรัดเลย์ต้องการ การปลูกฝีถูกแปรเปลี่ยนเป็นความดีความชอบของหมอหลวง เพราะหมอหลวงเป็นผู้ปลูกฝีแก่คนในราชสำนัก สมัยนั้นในหมู่ชนชั้นนำสยามยังไม่มีแนวคิดที่ให้คุณค่ากับการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แต่จะให้ความสำคัญแก่ผู้ที่นำไปปฏิบัติมากกว่า อีกทั้งการที่หมอบรัดเลย์มาจากสหรัฐอเมริกาแถมยังมีความสนิทสนมกับพระวชิรญาณภิกขุและเจ้าฟ้าจุฑามณี ก็น่าจะเป็นเหตุให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจแก่ราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 3 จึงไม่ได้รับการยกย่องดังที่ควร

บทสรุปและส่งท้าย : หมอบรัดเลย์กับอเมริกันในสังคมสยาม-ไทย

แม้ว่าสมัยรัชกาลที่ 3 ฝีดาษ หรือ ไข้ทรพิษ ซึ่งจัดเป็น “โรคห่า” ประจำถิ่นของสยาม จะเกิดระบาดขึ้นมาในระดับรุนแรงเทียบเท่ากับที่เคยเป็นมาในสมัยอยุธยา ทว่าการจัดการของรัฐกลับแตกต่างไปจากในอดีต ซึ่งมีผลทำให้โรคฝีดาษแทบจะสูญสิ้นไปจากสยาม ก็เพราะในสมัยนั้นมีการเข้ามาของมิชชันนารีอเมริกันอย่างหมอบรัดเลย์ที่ทุ่มเทกับการวิจัยทดลองปลูกฝี เป็นวิธีการแรกๆ ของการสร้างระบบภูมิคุ้มกันหรือที่เรียกว่า “วัคซีน” (Vaccine) ทำให้สถานการณ์การระบาดของโรคและการจัดการของรัฐมีทางออก ไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อทางศาสนาเหมือนอย่างในสมัยรัชกาลที่ 2 จึงนำไปสู่การยกเลิกพระราชพิธีอาพาธพินาศไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกเลย เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกให้ผลรักษาที่มีประสิทธิภาพขึ้นกว่าวิธีการในอดีต

จากที่การเข้ามาหมอบรัดเลย์ไม่อาจเพิ่มจำนวนคนเข้ารีตให้แก่นิกายโปรเตสแตนต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอบรัดเลย์และคณะมิได้ประสบผลสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนา หากแต่การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสยามและมีส่วนร่วมในการแก้วิกฤติที่สำคัญของสยามอย่างการจัดการโรคระบาดไข้ทรพิษ ย่อมมีส่วนทำให้ “พระเจ้า” ได้สถิตอยู่ในความรับรู้ของชาวสยามสมัยนั้นไม่น้อย จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าหมอบรัดเลย์ไม่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนา เมื่อมองมากกว่าเรื่องการเพิ่มจำนวนผู้เข้ารีต

นอกจากนี้ดูเหมือนมิชชันนารีโปรเตสแตนต์อย่างหมอบรัดเลย์ จะให้คุณค่าแก่วัตถุประสงค์การเข้ามาที่มีลักษณะทางโลกย์ค่อนข้างมากเทียบเท่ากับภารกิจทางศาสนา การนำเข้าเทคโนโลยีและวิทยาการแขนงต่างๆ จึงเป็นงานบุกเบิกที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเลขจำนวนผู้เข้ารีต อีกทั้งหมอบรัดเลย์ยังเข้าใจถึงบทบาทของตนเป็นอย่างดีในฐานะตัวแทนทางวัฒนธรรมที่จะทำให้ชาวสยามได้รู้จักกับชาวอเมริกันและประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งก่อตั้งไม่นานในสมัยนั้น (นับตั้งแต่ ค.ศ. 1776-1835 อันเป็นปีที่หมอบรัดเลย์เข้ามานั้น สหรัฐอเมริกาเพิ่งเป็นเอกราชมาได้เพียง 59 ปีเท่านั้น)

ดังนั้นนอกจากบทบาททางศาสนา การแพทย์และสาธารณสุข และการนำเข้าเทคโนโลยีแล้ว หมอบรัดเลย์และภรรยายังมีส่วนสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสยามในชั้นแรกเริ่มอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[12] มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์. จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม (The Kingdom of Siam). แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร, (นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2552), น. 129.

[13] กรมศิลปากร. “จดหมายเหตุโหร,” ใน ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 1. (กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2542), น. 14, 15, 17.

[14] วิลเลียม แอล. บรัดเลย์. สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์. แปลโดย ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา และ ศรีลักษณ์ สง่าเมือง. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2547), น. 149.

[15]ประชุมพงศาวดารภาคที่ 31 จดหมายเหตุเรื่องมิซชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศสยาม หมอ ดี บี บรัดเล แต่ง นายป่วน อินทุวงศ เปรียญ แปลเปนภาษาไทย, น. 70.

[16] Robert P. Gaynes. Germ Theory : Medical Pioneers in Infectious Diseases. (Washington D.C. : ASM Press, 2009), Chapter 7.

[17] ประชุมพงศาวดารภาคที่12 เรื่องจดหมายเหตุของราชทูตฝรั่งเศส โปรตุเกสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แลจดหมายเหตุของหมอบรัดเล ในรัชชกาลที่ 4 ที่ 5, (พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2462), น. 36.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “หมอบรัดเลย์ (Dan Beach Bradley, M.D.) : มิชชันนารีอเมริกันกับการจัดการโรคระบาด (ไขัทรพิษ) ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์” เขียนโดย กำพล จำปาพันธ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2553

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 มิถุนายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) โรคห่าอันแท้จริงของประเทศสยาม ระบาดทุกปีไม่มีเว้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...