โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดประวัติ นพ.พรหมินทร์ ทายใจทักษิณ แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มี.ค. 2566 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2566 เวลา 08.31 น.
นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคเพื่อไทย

ตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในบัญชีพรรคเพื่อไทย ปรากฏชื่อที่ 5 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หลังการเปิดตัว ผู้มีความประสงค์จะเป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีเพื่อไทย คนที่ 2 ผ่านไปเพียง 24 ชั่วโมง

ก่อนหน้ามีชื่อบุคคลที่อยู่ในโผแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแล้วถึง 4 ชื่อ ประกอบด้วย 1.นางสาวแพทองธาร ชินวัตร 2.นายเศรษฐา ทวีสิน 3.นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ 4.นายสุรเกียรติ เสถียรไทย และล่าสุด มีการปล่อยชื่อที่ 5 คือ นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย

นายแพทย์พรหมินทร์ วัย 69 ปี (เกิด 5 พฤศจิกายน 2497) ปฏิเสธเส้นทางสวนกุหลาบคอนเน็กชั่นไม่ได้ เพราะเขาคือประธานนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปี 2515

เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ส่วนตัว ที่สร้างตัวตนจนเป็น นพ.พรหมินทร์ ถึงทุกวันนี้คือ “ความเป็นคนเดือนตุลา” ในโปรไฟล์ที่เคยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาสวมหมวกเป็นประธานนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ จากนั้นอีก 2 ปี เขาเข้าสู่วงการเมืองในมหาวิทยาลัย ด้วยการรั้งตำแหน่ง เป็นเลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดล ในปี 2518

เมื่อเข้าสู่การเมืองระดับชาติ เขาสังกัดพรรคไทยรักไทย ใช้ชีวิตเป็นคนใกล้ชิด และได้รับการไว้วางใจจากทั้งประมุขบ้านจันทร์ส่องหล้า และประมุขตึกไทยคู่ฟ้า อย่างทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้ง 2 สมัยต่อเนื่อง

นพ.พรหมินทร์ ในฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน เขาเคยดำรง 3 ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทั้งในยุครัฐบาลทักษิณ 1 และทักษิณ 2 ทั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

แต่ตำแหน่งที่นับว่า นพ.พรหมินทร์ ได้ใช้อำนาจทั้งทางตรง-ทางอ้อมได้มากที่สุด คือการเป็นแว่นในครรลองสายตาของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ “นายกฯน้อย” หรือเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจเต็มมือในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นพ.พรหมินทร์ยุติบทบาททางการเมือง กลับไปร่วมทำงานบริหารกับธุรกิจของตระกูลชินวัตร ทั้งที่โรงพยาบาลพระราม 9 และมหาวิทยาลัยชินวัตร ในตำแหน่งอุปนายกสมาคมและประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยชินวัตร

นพ.พรหมินทร์เคยสวมบทบาทคนจ่ายตลาดความคิด-โครงการ-แผนงานและคำสั่ง ของอดีตนายกฯทักษิณ โดยเป็นผู้กะเกณฑ์ ว่าแต่ละวันต้องคิดว่า นายกรัฐมนตรีจะทำการอะไร จากนั้นก็ไปจัดหาวัตถุดิบมา ซึ่งไม่ใช่การครอบงำ แต่คือการเดาใจและต้องเตรียมให้แม่นให้เร็ว สอดคล้องเข้าทางกันกับนายกฯทักษิณ ที่ นพ.พรหมินทร์ย้ำว่า “เป็นคนคิดไวทำไว”

“ถ้าเปรียบนายกฯทักษิณ เป็นพ่อครัวหัวป่าก์ ผมในฐานะเลขาธิการนายกฯ คือคนจ่ายตลาด ก็ไปหยิบมาให้หมด คิดเลา ๆ ว่าท่านจะทำกับข้าวอะไรบ้าง แล้วก็ไปหาผักมาหาหมูมา บางอันหมูเน่าอย่าเอาเลย หรือหั่นผักเสร็จ ส่วนหนึ่งเอา อีกส่วนหนึ่งปาดท้อง ไม่ใช่ว่าผมโดมิเนต (ครอบงำ) นะ แต่ผมเดาใจคร่าว ๆ ว่าควรมีอะไรบ้าง”

นพ.พรหมินทร์เข้าใจและเข้าถึงทักษิณน่าจะมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะเขาบอกว่า “ผมเตรียมมากกว่าที่ท่านเลือก และต้องเตรียมให้แม่นเพราะท่านทำงานเร็ว ก็ต้องจ่ายตลาดให้ทัน สรุปคือต้องรู้ว่าท่านจะทำอาหารอะไรและต้องปรุงอาหารเป็นด้วย แต่สุดท้ายขึ้นกับท่านว่าจะปรุงอย่างไร”

“ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ความสามารถและมีสติปัญญา คือคนฉลาดมักจะคิดอยู่เสมอว่าตัวเองยังรู้ไม่พอ เมื่อรู้ไม่พอก็จะเปิดรับได้เรื่อย ๆ และท่านเป็นอย่างนั้น ท่านก็จะเลือกระหว่างของดี-ไม่ดี เอา-ไม่เอา อาจจะถูกผิดบ้าง มันธรรมดา” นพ.พรหมินทร์เคยเล่าไว้

เขาเคยได้รับการไว้วางใจสูงสุด ระดับบริหารความลับที่สุด ในคืนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ด้วยการ “จัดการเอกสารต้านปฏิวัติ” ในช่วงที่ข่าวลือว่าจะมีการปฏิวัติในทำเนียบ โดยมีการจัดเตรียมเอกสารลับเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามไว้เพียง 3 ชุด ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าคน 3 คนเท่านั้น คนแรกคือ อดีตนายกฯทักษิณ คนที่สองรักษาการนายกฯ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ยุติธรรม และคนที่ 3 คือ นพ.พรหมินทร์

กระทั่งวันที่ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แบบข้ามโลก ถูกรัฐประหารขณะยังไม่ทันได้ขึ้นอ่านสปีชบนเวทีประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่สหรัฐอเมริกา นพ.พรหมินทร์ คือคนสำคัญที่จรยุทธ์ ตั้งแต่ทำเนียบ-กองทัพบก เพื่อปฏิบัติการต้านปฏิวัติ แต่ก็ไม่เป็นผล

เหมือนจะชนะแต่แพ้ เมื่อแผนต้านปฏิวัติของทักษิณและคณะเข้าไม่ถึงเส้นชัย อำนาจของฝ่ายไทยรักไทยถูกถล่มล้มทั้งองคาพยพ พร้อม ๆ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ถูกฉีกโดยคณะรัฐประหาร ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม น้องเขยทักษิณ และ นพ.พรหมินทร์ นักการเมืองคนสำคัญที่สุดของทักษิณในเวลานั้น เข้าไป “ขังรวม” ในค่ายทหาร กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถูกยึดโทรศัพท์ถึง 12 วันก่อนถูกปล่อยตัว

นพ.พรหมินทร์กลับเข้าสู่วงการเมืองแบบเต็มตัวอีกครั้ง ในช่วงพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงปรับโครงสร้างอำนาจ พลิกเกมด้วย “กลุ่มแคร์” พร้อมกับขุนพลทักษิณอีก 3 ราย คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ภูมิธรรม เวชยชัย และพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล พร้อมดึงนักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ผู้เคยอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลังไทยรักไทย เข้าสู่ถนนการเมือง มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง 2566

นพ.พรหมินทร์พูดทีเล่นทีจริง กับผู้สื่อข่าวครั้งหนึ่ง เมื่อเขาถูกถามว่า หลังการเลือกตั้ง 2566 เขาจะอยู่ในตำแหน่งอะไร เขาตอบพร้อมถามย้อนว่า “เป็นอะไรดีล่ะ หรือจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ” สอดคล้องกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ระดับแถวแรกใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตร ที่เอ่ยชื่อ นพ.พรหมินทร์ หลายครั้งถึงความเหมาะสม ที่จะอยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ 2 ปี นพ.พรหมินทร์เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวาระสำคัญทางการเมืองไว้ในเว็บไซต์ www.the101.world ว่า “การพูดว่า สู้ไปกราบไป ผมคิดว่าเป็นเรื่องข้อกล่าวหา ส่วนเรื่อง 112 ผมตอบแทนพรรคไม่ได้ ผมเป็นแค่สมาชิกพรรค แต่ความคิดส่วนตัวของผมมองว่าถ้าโลกมีการเปลี่ยนแปลง กติกากฎหมายต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ถ้าเป็นความปรารถนาของประชาชนมีการโหวตกันตามกระบวนการ เราก็ไม่ขัดข้องที่ต้องเปลี่ยนตามนั้น”

“มีหลายท่านที่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับเราคือทำอย่างไรให้ประชาชนมีการกินอยู่ที่ดีขึ้น ปรัชญาของเราคนละเรื่อง Real politic is about economic. การเมืองที่แท้จริงต้องทำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เราสู้กันในการเลือกตั้งเพื่อเอาความคิดไปสู่ประชาชนเพื่อให้กินดีอยู่ดีขึ้น”

ชื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่เปิด-ปล่อยออกมาล่าสุด ในตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นับว่าร้อนแรง และเกิดกระแสใหม่ทั่วทุกมิติ ทุกขั้วอำนาจหันมาจับตามองด้วยความระทึก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...