โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กงล้อแห่งโชคชะตา ภาค กำเนิดเทพน้อย

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 01.58 น. • รอรัก
จะเป็นคนดีกับเขาเสียหน่อยดันถูกน้ำเต้าผีดิบดูดเลือดแล้วส่งไปยังโลกอื่นที่มีทั้งสัตว์อสุรพลังธาตุและที่สำคัญกำลังจะเป้นคนไร้บ้านเมื่อมารดาเจ้าของร่างถูกหย่าเพราะความเห้นแก่ตัวของผุ้ชายที่ได้ชื่อว่าสามี

ข้อมูลเบื้องต้น

ข้าเอ็นดูนะ

ข้าเอ็นดูนะ

อะไร??ที่นี่ที่ไหน!!

นี่คือสิ่งที่วารีคิด เธอเป็นเพียงแม่ค้าทำอาหารตัวเล็กๆ ที่เปิดร้านอาหารไทย ตัวเธอเป็นลูกครึ่งไทยจีน สักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากมาเที่ยวประเทศพ่อ

ดังนั้นจึงได้เก็บเงินเพื่อมาเที่ยวจีน ใครจะคิดว่าเพียงเก็บขวดน้ำเต้าเก่าๆบิ่นๆ ที่ถูกน้ำทะเลซัดเข้ามาหาฝั่ง จะเกิดเรื่องขึ้นมาได้

ด้วยความหวังดี คิดจะเอาไปทิ้งให้ เพื่อที่นักท่องเที่ยวคนอื่นจะได้ไม่รกหูรกตา ดันมาบาดมือเธอเสียได้

ที่ตกใจไปมากกว่านั้นคือ มันดูดเลือดเธอไป มันเป็นแวมไพร์หรือผีดิบปลอมตัวมาใช่ไหม?นี่คือสิ่งที่สงสัย

ยังมีอีกนะ มันไม่ได้หยุดแค่ดูดเลือดนะ(แค่นี้ก็ตกใจเกือบตายแล้ว)มันยังดูดเธอเข้ามาในขวดน้ำเต้าอีก เรื่องมันจบแค่นี้ที่จำได้

“ตื่นแล้วหรือ” เสียงไม่คุ้นหูถาม เมื่อยังเห็นคนที่เข้ามาด้านใน นั่งเหม่ออย่างใช้ความคิด จนอดที่จะถามไม่ได้

“เห้ย!!เข้ามายังไง” วารีร้องสุดเสียง ถอยหลังหนีทันที ใครเจออย่างเธอไม่สติแตกก็นับว่าบุญแล้ว

“เป็นข้ามากกว่าที่จะถามเจ้า ว่าเข้ามาได้ยังไง” แมวเหมียวพูดได้นี่คือสิ่งที่วารีคิด

แต่แมวเหมียวตัวใหญ่ไปไหม

“จะรู้เหรอ!ก็แค่จะเอาน้ำเต้าบิ่นๆไปทิ้งเอง” วารีพูดหลังจากที่หายตกใจ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการที่เธอนอนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แล้ว

“โง่!น้ำเต้าเซียนเจ้าจะเอาไปทิ้ง สมองมีหรือเปล่า” แมวเหมียวขนปุยสีขาวด่า วารีหรือจะทนได้ถูกสัตว์หน้าขนด่าเช่นนี้ เสียชื่อมนุษย์สุดประเสริฐกันพอดี

“แกสิโง่ ไม่รู้หรือว่ามันเป็นการทำให้นักท่องเที่ยวไม่พอใจเอาได้”

“เอาเถอะ ข้าไม่เถียงกับสตรีตัวเหม็นอย่างเจ้าแล้ว” แมวเหมียวขนปุย โบกอุ้งเท้าของมันให้วารีหยุดพูด มันขี้เกียจฟัง

ตั้งแต่ทำหน้าที่คัดสรรคน มันเพิ่งเจอมนุษย์เพศหญิงที่พูดมากคนแรก ที่เหลือล้วนบังคับเอาของวิเศษจากมันมากมาย

รู้สึกถูกชะตาอย่างไรไม่รู้

“หยุดก็ได้ แล้วสรุปว่าฉันจะกลับไปยังไง” วารีถามหน้าบึ้ง

“เจ้าดูนั่น” วารีมองตามอุ้งเท้าสีขาวไป เห็นว่านั้นคือตัวเธอนี่นา แล้วมีอะไรหุ้มอยู่ขาวๆเหมือนดักแด้

“นั่นฉัน แล้วฉันตรงนี้ล่ะ หรือฉันตายไปแล้ว” บัดนี้ความกลัวเจ้าหน้าขนที่พูดได้หายไปแล้ว วารีกระโดดลุกขึ้นจับขนยาวๆสีขาวเขย่าไปมา เท่าที่แรงของเธอจะไหว

“ยัง!อย่าเขย่าเซ่มันเจ็บ” เมื่อได้ยินว่าตนเองยังไม่ตายวารีพอใจมาก จึงได้ยอมปล่อยมือออกจากขนสีขาวอันนุ่มสลวยนั้น

“แค่นี้เจ็บแล้วหรือ ไม่สมกับที่ตัวใหญ่เลย” วารียอมละมือออก อย่างไรเจ้าตัวใหญ่นี้ก็น่ารัก แม้จะปากเสียไปบ้าง

“ยังไม่ตาย แล้วฉันมายืนตรงนี้ได้ยังไง” หญิงสาวไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ว่าที่ยืนอยู่ทนโท่เช่นนี้ไม่ใช่วิญญาณ

“ก็ไม่ตายแต่ก็เกือบแหละ” เจ้าตัวใหญ่ใช้อุ้งเท้าที่มีเล็บแหลม ยื่นออกมาเขี่ยปลายคางตัวเอง บอกอย่างใช้ความคิด

“หมายความว่ายังไง อธิบายมาไม่อย่างนั้นฉันจะถอนขนให้เกลี้ยงเลย”

“ก็น้ำเต้าเซียนที่ข้าบอก มันกำลังทำหน้าที่คัดสรรคนที่มีชะตาต้องกัน เพื่อให้เป็นเซียน แต่เหมือนเจ้าจะบุญไม่ถึงมั้ง ถึงได้ห่อเป็นหนอนดักแด้เช่นนั้น”

“อะไรบุญไม่ถึงยะ ฉันทำบุญตลอดจะบอกว่าไม่มีบุญได้ยังไง” วารียกมือเท้าเอวทั้งสองข้างขึ้นโวยวายทันทีที่ได้ยินว่าเธอบุญไม่มี

ท่าทางที่บอกโดยไม่ต้องพูด คือให้เจ้าหน้าขนนี้พูดให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นเธอจะวีนให้ฉ่ำไปเลย

“ก็ปกติน้ำเต้านี่จะส่งเจ้าไปที่โลกแห่งเทพเลย ไม่มีมานั่งห่อหุ้มด้วยแสงบุญเช่นนี้ หากแสงบุญหมดเจ้าได้ตายจริงแน่”

“แล้วต้องทำยังไงฉันไม่ยอมนะ”

“มีสองทาง คือไปเพิ่มพูนตบะบารมี เพิ่มพลังวิญญาณ กับกลับไปทำดีต่อ แต่ไม่รู้ว่านานแค่ไหน”

“ไอ้เพิ่มพูนตบะบารมีวิญญาณเป็นแบบไหน” วารีหูผึ่งรู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย ย้ำว่านิดหน่อย

“ก็แค่ส่งเจ้าไปที่โลกที่มีพลังวิญญาณ”

“แค่นี้หรือ”

“ใช่แค่นี้”

“แล้วจะไปอย่างไร”

“เดี๋ยวข้าไปส่ง”

“ได้เราไปกันเลยไหม ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ” วารีถามเธออยากไปเพิ่มพูนตบะจะแย่ เธอจะกลายเป็นเทพแล้ว

“ไป๋หู่” เจ้าตัวขาวบอกท่าทางหยิ่งผยอง แต่หาได้ลดทอนความน่ารักน่าเอ็นดูไม่ แม้จะตัวใหญ่ก็ตาม แต่อย่างไรวารีก็ยังคิดว่ามันคือแมวเหมียวอยู่ดี

“พร้อมหรือไม่” ไป๋หู่ถาม ความจริงมันไม่ไปส่งก็ได้ แต่เพราะมันถูกชะตากับหญิงสาวมาก เพราะไม่เห็นว่าวารีจะขอของวิเศษจากมันอย่างคนอื่นๆ

แท้จริงไม่ใช่วารีไม่อยากขอ แต่เธอดันลืมเพราะมัวแต่ดีใจ จะได้ท่องโลกใบใหม่

อย่างไรตัวเธอก็ไร้พ่อแม่ เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตไปได้ห้าปีแล้ว ตั้งแต่เธออายุยี่สิบตอนนี้ก็เธอยี่สิบห้า

“หลับตาสิ ยืนมองทำหน้าโง่ไปได้” ไป๋หู่บอก แม้จะทำเหมือนรำคาญ แต่น้ำเสียงไม่ได้รำคาญอย่างที่คิด

“นี่ไป๋หู่ไปถึงที่นั่นนายอยู่กับฉันนะ” วารีพูดเมื่อคิดได้ว่าตนเองจะไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง สมควรที่จะมีเพื่อนไปด้วย

เพื่อนไม่มีก็เอาเจ้าไป๋หู่ที่พูดได้ไปด้วยแล้วกัน

“แน่นอนสิ ขืนปล่อยเจ้าไปคนเดียวได้ตายตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรแล้ว” ไป๋หู่กล่าว พร้อมกับที่ลมพายุหมุนรอบๆตัว โอบล้อมทั้งสองเอาไว้

วูบ

…..

วารีกระพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจเมื่อตอนนี้เธอกำลังถูกใครบางคนพาไปไหน

ทั่วทั้งร่างเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงช่างสวนทางกันเหลือเกิน

“เป่าเป้ยลูกแม่ อดทนไว้นะแม่จะพาเจ้าไปหาหมอ แล้วเราสองแม่ลูกจะไปอยู่ที่อื่นกัน ในเมื่อท่านไม่รักข้าและลูกแล้ว ต่อไปนี้เราสิ้นสุดกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้ากับท่าน ถือว่าไม่รู้จักกัน” มีใครบางคนมากอดเธอเอาไว้ วารียังไม่เข้าใจแต่นิ่งเงียบเอาไว้ คิดว่านี่คือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตใหม่

ในใจของวารีร่ำร้องเรียกหาไป๋หู่ เจ้าแมวเหมียวตัวโตไหนว่าจะมาด้วยกัน

“ไป๋หู่อยู่ไหนบอกฉันทีว่าเกิดอะไรขึ้น” วารีเรียกอีกฝ่ายในใจ

“ตอนนี้เจ้าชื่อเป่าเป้ย เด็กนั่นตายไปแล้วข้าเลยให้เจ้ามาแทนที่” กระแสเสียงเอ่ยขึ้นในใจไม่บ่งบอกอารมณ์

“แล้วที่ผู้หญิงคนนั้นพูดคือเรื่องอะไร”

“เอ้อ..แค่นี้คิดเองก็ไม่ได้ เอาเถอะข้าจะให้ความทรงจำเด็กนี่ก็แล้วกัน” ไป๋หู่บ่นเบาๆ ไม่นานวารีก็รับรู้ถึงเบื้องหลังอันดำมืดของจวนกั๋วกงแห่งนี้

“เจ้า!!ไป๋หู่ ทำไมไม่เลือกครอบครัวที่ดีๆให้ฉัน” แม้จะคิดในใจ แต่ไป๋หู่ยังได้ยินเสียงเหมือนคนกัดฟันกรอดๆ แต่มันหาได้ใส่ใจไม่ คำตอบจึงยียวนกลับมา

“ถ้าอบอุ่นแล้วเจ้าจะมีพลังวิญญาณหรือไงถามโง่ๆ อย่าลืมที่เจ้ามาที่นี่สิ” ไป๋หู่ว่าเสียงเครียด โดยที่ฟางเยว่ไม่รู้ตัวว่า นี่คือความเอ็นดูปนอยากเล่นสนุก ของเจ้าไป๋หู่เพียงเท่านั้น

หากวารีเห็นตอนนี้ เจ้าไป๋หู่ที่อยู่ในขวดน้ำเต้า กำลังนอนหมอบเอาอุ้งเท้ามาปิดปาก กลั้นขำจนน้ำตาเล็ด

ก็มันชอบสตรีนางนี้นี่ เอ็นดูแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกขำขำ

“นี่ไป๋หู่ฉันปวดไปทั้งตัวช่วยได้ไหม” วารีถาม ตอนนี้เธอแทบจะไร้สติแล้ว ดังนั้นจึงคิดไม่ทันไป๋หู่นัก

“ได้แต่จะให้หายเลยคนอื่นจะสงสัย เอาเป็นช่วยเจ้าครึ่งหนึ่งแล้วกันนะ”

“อื้อ..อะไรก็ได้ตอนนี้ฉันจะตายแล้ว”

วารีคุยอะไรไม่รู้ แต่ตอนนี้สตรีที่เรียกตัวเองว่าแม่ กำลังเจรจากับผู้ที่เคยเป็นสามีของตน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด นางได้แต่งงานกับคนที่ไม่เต็มใจ เมื่อแต่งงานกับเขาแล้วมีลูกสาวสองคน เขาจึงได้หาเรื่องหย่าขาดกับนาง

“ท่านพี่เจ้าคะ นางจะไปแล้วข้าว่ามอบน้ำใจให้นางสักนิดดีไหมเจ้าคะ” สตรีข้างกายของผู้เป็นสามีเอ่ยเสียงหวาน

ตอนนี้ตัวนางกลายเป็นคนนอก แต่สตรีนางนั้นถูกแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินจวนกั๋วกง ในฐานะฮูหยินใหญ่ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนัก แต่จวนกั๋วกงแห่งนี้หาได้สนใจไม่ เมื่ออำนาจของจวนเก่านางตกต่ำลง

“ไม่ต้องหรอก ข้าไม่รับนำใจจากพวกเจ้า เอาแค่สินเดิมของข้าคืนมาก็พอ” อดีตฮูหยินใหญ่จวนกั๋วกงพูด

“สินเดิมหรือ เอาที่ไหนมาพูด เจ้ามีที่ไหนลูกสาวที่ไม่ได้เรื่องทั้งสองของเจ้า แม้แต่พลังวิญญาณยังต่ำกว่าขอทานอีก”คำพูดนี้บ่งบอกว่าจวนกั๋วกงแห่งนี้ ไม่คิดที่จะมอบทรัพย์สินใดๆให้ผู้เป็นอดีตฮูหยินใหญ่

แม้บ่าวไพร่จะสงสาร แต่ไม่มีใครสามารถช่วยเหลืออันใดได้ ลำพังตัวเองก็เอาตัวไม่รอดแล้ว

“ฉีเค่อหยาง อย่าคิดจะรังแกข้าจนเกินไปนัก นี่ก็ลูกของเจ้าทั้งสองคน เจ้าจะใจดำได้มากขนาดนี้เชียวหรือ” ด้วยศักดิ์ศรีของตน เซี่ยหมิงหลันไม่คิดที่จะปล่อยให้น้ำตาร่วงหล่น ให้พวกใจหยาบช้าได้เห็น แต่อดที่จะสมเพชตัวเองไม่ได้

เหตุใดตัวนางถึงรักคนไม่มีหัวใจ ได้มากขนาดนี้เซี่ยหมิงหลันคิดในใจ

“ไม่รับ คิดดีแล้วหรือ ดูลูกเจ้าสองคนนั้นสิ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้” ฉู่หลันเอ๋อร์ฮูหยินใหญ่คนใหม่ ลอยหน้าลอยตาพูด สองมือเกาะแขนผู้เป็นสามีเอาไว้แน่น

“อย่าได้คิดร้ายกับลูกของข้า” เซี่ยหมิงหลันหงายฝ่ามือออก หวังใช้พลังที่ตนถือครอง ทำร้ายสตรีหน้าตายนี้

ตู้ม!!ยังไม่ทันได้ซัดพลังออกไป ฉีเค่อหยางได้ขัดขวางโดยการขว้างพลังธาตุลมใส่เซี่ยหมิงหลัน จนหญิงสาวบาดเจ็บกระอักเลือดออกมาคำโต

“ฉีเค่อหยาง!!” ใบหน้างดงามเผือดสี ยิ่งเห็นว่าใครเป็นคนทำร้าย ยิ่งทำให้หญิงสาวท้อแท้ ไร้แรงกายจะพยุงตัวเอง

“ท่านแม่” เด็กหญิงตัวน้อย เมื่อเห็นว่ามารดาทรุดลงไปคิดจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ถูกขัดขวางเอาไว้โดยบ่าวชายตัวใหญ่ เด็กหญิงรู้สึกใจสั่นมองไปอีกทาง ก็พบพี่สาวกำลังหลับไม่ได้สติ

“แงๆ” เมื่อไร้ทางไป เด็กหญิงอึดอัดอัดอั้นอยากกอดมารดา อยากให้บิดาปลอบโยน แต่ตอนนี้ไม่มีใครสักคนที่จะช่วยหนูน้อยได้

ทำให้ฉีอิงลั่วเด็กหญิงวัยสี่ขวบ ร้องไห้เสียงดังจ้า นั่นจึงเรียกสติของเซี่ยหมิงหลันได้

ออกจากจวน

ออกจากจวน

“ลูกแม่อย่าร้อง” หมดสิ้นท่าทางสูงศักดิ์ เซี่ยหมิงหลันคลานเข่าเข้าไปกอดปลอบลูกสาวคนเล็กเอาไว้แน่น สองมือที่จับไหล่เล็กๆที่สั่นไหวเอาไว้ ก่อนจะเลื่อนมาลูบไล้เบาๆที่แผ่นหลัง เพื่อปลอบขวัญเด็กน้อยที่ปลิวหายให้กลับมา

“เอาตัวพวกนางแม่ลูกไปให้พ้นจวนกั๋วกงแห่งนี้ ในเมื่อไม่รับน้ำใจก็ไม่ต้องเอาไปสักอย่าง จะตายที่ไหนก็ช่าง” ฉีเค่อหยางว่า พร้อมกับปาหนังสือหย่าใส่หน้าเซี่ยหมิงหลันอย่างไร้เยื่อใย

เมื่อสั่งบ่าวไพร่เสร็จ ทั้งสองก็จากไปทิ้งให้สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ กับอีกคนที่ไม่ได้สติ

“ขอรับ” บ่าวไพร่ที่ทำหน้าที่รับคำ

“ฮูหยินเชิญขอรับ” ท่าทางนอบน้อมไม่ต่างจากที่เคยทำ ให้เซี่ยหมิงหลันเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูด

“ลุงฝูหรือเจ้าคะ”

“บ่าวเองเชิญเถอะขอรับ รถม้าพร้อมแล้ว”

“เข้าใจแล้ว” เซี่ยหมิงหลันแม้จะเจ็บปวดไปทั่วร่าง อันเกิดจากพลังธาตุลมที่สามีทำร้ายก่อนหน้า แต่หญิงสาวไม่ยอมให้ใครอุ้มบุตรสาวคนโตของนางเด็ดขาด

“ฮูหยินรักษาตัวด้วย” เมื่อส่งอดีตนายหญิงขึ้นรถม้าไปแล้ว ลุงฝูที่ทำหน้าที่เสร็จแอบยัดของบางอย่างใส่มือให้อดีตนายสาว ก่อนจะรีบเดินออกจากรถม้าเพื่อไม่ให้มีพิรุธ

“ลุงฝู” เซี่ยหมิงหลันพึมพำแผ่วเบา เมื่อหงายฝ่ามือขึ้นดู

สิ่งที่เห็นในห่อผ้า คือจำนวนเงินเล็กน้อย ก้อนสีขาวหกก้อน ทำให้เซี่ยหมิงหลันน้ำตาคลอเบ้า ไม่คิดว่าพ่อบ้านชราจะเจียดเงินมาให้ตนเองเช่นนี้ บุญคุณครั้งนี้นางจะไม่ลืม

รถม้ารับหน้าที่พามาเพียงแค่โรงหมอ ที่ห่างไกลจากจวนฉีกั๋วกง

เมื่อคนลงไปเรียบร้อยแล้วรถม้าจึงได้กลับไป ไม่สนใจไยดีด้วยซ้ำว่าจะตายร้ายดีอย่างไร หน้าที่ของตนหมดไปแล้ว

“ท่านหมอลูกข้าเป็นเช่นไรเจ้าคะ”

“ภายในบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ว่าร่างกายของนางไม่สามารถเดินทางไกลได้นะแม่นางเซี่ย” อย่างไรทั้งเมืองหลวงก็รู้จักเซี่ยหมิงหลัน ในฐานะคุณหนูจวนเซี่ยกั๋วกง และฮูหยินของจวนฉีกั๋วกง

“แต่ว่า” เซี่ยหมิงหลันเกรงว่าคนของอดีตสามีจะมาทำร้ายลูกของตนอีกครั้งนะสิ ทำให้นางลังเล

“แม่นางเซี่ยพักสักสองวันค่อยเดินทางต่อได้ขอรับ” หมอชราพูดจาอ่อนน้อม แม้ว่าฐานะหมอของที่นี่จะสูงส่ง

แต่ครั้งหนึ่งชายชราเคยถูกช่วยชีวิตจากจวนเซี่ย ทำให้ไม่อาจนิ่งเฉยปล่อยเด็กตาดำๆจากไปได้

“ก็ได้เจ้าค่ะ” ในที่สุดเซี่ยหมิงหลันก็ยอมรับปาก เห็นลูกสาวตัวน้อยทั้งสอง ที่คนหนึ่งยังไม่ได้สติ กับอีกคนนี้ดูไม่ได้เลยคงทั้งเหนื่อยทั้งหิวแน่ๆ

“ลั่วเอ๋อร์อยู่กับพี่ใหญ่นะ แม่จะไปซื้ออาหารมาให้กิน” เซี่ยหมิงหลันบอกกับบุตรสาว

“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยมัดจุกสองข้างรับคำ เส้นผมบางส่วนหลุดลุ่ยไม่เหลือคราบคุณหนูจวนใหญ่สักนิด

“ท่านหมอฝากลูกสาวข้าด้วยนะเจ้าคะ” เซี่ยหมิงหลันเดินออกไปบอกกล่าว แก่หมอชราที่กำลังจัดยาให้คนป่วย

“ไปเถอะที่นี่ไม่มีอันตรายหรอก ถ้ากล้ามาหาเรื่องโรงหมอของข้าจะได้เห็นดีกัน” หมอชราว่าอย่างถือดี ที่นี่ต่อให้เป็นหมอฝึกหัดก็ยังได้รับความยำเกรงเลย นับประสาอะไรกับจวนกั๋วกงแห่งนั้น

….

ตอนนี้วารีกำลังหลับใหลในห้วงมิติของตนเอง เพื่อย่อยข้อมูลที่ได้รับมา

ที่นี่มีสัตว์อสูรด้วยจ้าแม่จ๋า

นอกจากสัตว์อสูรแล้ว ยังมีพลังธาตุอีก จะพูดให้ฟังสำหรับพลังธาตุ

พลังธาตุมีทั้งสิ้นสี่ธาตุคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุพิเศษอีกยิบย่อยเช่น ธาตุสายฟ้า ธาตุพฤษา ธาตุเหล็กเป็นต้น ยังมีธาตุที่ยังไม่ค้นพบอีกมาก แต่ละธาตุจะแบ่งระดับใหญ่ๆสามขั้น

ขั้นแรก:เงิน มีขั้นย่อย1-10

ขั้นสอง:ทอง มี1-10ขั้นย่อยเช่นกัน

ขั้นที่สาม:หยก มี1-10ขั้นย่อย

ยกตัวอย่างฉีเค่อหยาง บิดาของเจ้าของร่างนี้ มีพลังธาตุลมขั้นสอง คือทองอยู่ในขั้นย่อยที่หก นับว่าสูงมาก

น้อยนักที่จะมีใครขึ้นไปถึงขั้นสาม ยกเว้นฮ่องเต้ที่อยู่มีทรัพยากรเหลือเฟือ ยังอยู่ขั้นสามทองขั้นย่อยที่หนึ่งเท่านั้น

ในแต่ละขั้นจะห่างกันมาก ยากขึ้นกว่าเดิมมาก

ดังนั้นจึงมีคนอาศัยทั้งยาโอสถของหมอ และชิ้นส่วนของสัตว์อสูรมาช่วย

อย่างแกนกลางพลังชีวิตของสัตว์อสูรพวกนั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะมีทุกตัว

และมีอีกอย่างคือ พืชผักพลังวิญญาณ อันนี้หาง่ายกว่าแกนกลางพลังชีวิตสัตว์อสูร แต่ว่ามันมีพลังวิญญาณน้อยนิดเท่านั้น

เมื่อย่อยข้อมูลมาแล้ว วารีจึงได้ลืมตาตื่นเพื่อเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย ที่ว่าเธอโดนเจ้าไป๋หู่หลอกมา

เอ็นดูบ้าบออันใด เธอหาต้องการไม่

“พี่ใหญ่ท่านฟื้นแล้ว” ฉีอิงลั่วลงจากเก้าอี้ เพื่อเดินเข้าไปใกล้พี่สาวอีกนิด

เด็กหญิงไม่รู้ว่าตนเองควรทำอย่างไร จากที่เห็นรับรู้ได้ว่าบัดนี้ชีวิตของตนไม่เหมือนเดิมแล้ว

ดูจากท่านพ่อที่ไม่ใยดี ปกติก็ไม่เคยสนใจแต่ไม่ถึงขนาดที่จะไล่ออกจากจวนเช่นนี้

เด็กหญิงตัวน้อยน้ำตาคลอ หวาดกลัวโลกภายนอกอย่างยิ่ง

“ลั่วเอ๋อร์ท่านแม่เล่า” วารีหรือตอนนี้เธอคือเป่าเป้ย บุตรีจวนกั๋วกง แต่นั่นคืออดีตไปแล้ว

ความเจ็บช้ำน้ำใจที่อัดอั้นของเป่าเป้ยคนเก่า ตอนนี้กำลังทะลักทลายออกมาราวทำนบแตก

สองพี่น้องกอดกันร้องไห้ไร้เสียง ทำให้คนที่เข้ามาชะงักมองด้วยความอาดูรไม่ต่างกัน

“เสี่ยวเป้ย เสี่ยวลั่วแม่มาแล้ว วันนี้เรากินชาลาเปากันนะ” เซี่ยหมิงหลันเดินถือห่อกระดาษ ที่มีชาลาเปาลูกโตมาด้วยสามลูก

“เจ้าค่ะ” สองพี่น้องรับคำ

ฉีอิงลั่วไม่เท่าไหร่ อย่างไรเด็กหญิงก็ไม่เคยกินชาลาเปามาก่อน เลยดีใจมากเป็นธรรมดา

ส่วนเป่าเป้ยหรือวารี ก็กินกันตายเท่านั้น

ส่วนคนเป็นแม่ได้แต่กัดกินพร้อมน้ำตาคลอหน่วย ทำอย่างไรได้นางต้องประหยัดเพื่อลูก และการเดินทางที่จะเกิดขึ้นอีกในสองวันนี้

จากคุณหนูตระกูลใหญ่ สู่ฮูหยินเอกตระกูลใหญ่ ไม่เคยสักครั้งที่จะไร้เงินทอง

ไม่เคยสักครั้งที่จะมีความคิดว่าต้องประหยัด

แค้นนี้นางจะไม่มีวันลืมเจ้าคนแซ่ฉีนั่น กับเด็กที่เป็นลูกสาวยังไม่ละเว้น ริบสินสมรสนางไปจนหมด

“ท่านแม่อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะทำให้ท่านและน้องเล็กสบายให้ได้เชื่อข้า” เป่าเป้ยหรือวารีเช็ดน้ำตาให้สตรี ที่มีอายุไม่มากด้วยความสงสาร และความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นมา จากก้นบึงของหัวใจ

เอาเถิดต่อไปนี้เธอจะยอมเป็นเป่าเป้ย ที่สู้ชีวิตเพื่อแม่และน้องสาว แต่จะทำอย่างไรจึงจะมีเงินมากพอ ที่จะใช้อย่างสบายได้กัน

“ไป๋หู่ทำอย่างไรจึงจะมีเงินมากพอให้ใช้จ่าย” เป่าเป้ยถามไป๋หู่ในใจ ดูก็รู้ว่าเซี่ยหมิงหลันมีเงินติดตัวไม่มาก

“น้ำเต้าไงในนี้มีหลายอย่าง เจ้าจะเอาอะไรล่ะ เอาไปขายได้เงินทั้งนั้น โสมไหมมีตั้งแต่ห้าร้อยปีจนถึงหมื่นปี” ไป๋หู่ตอบกลับมาทันที

“ข้าว่ามันจะผิดสังเกตนะสิ ไม่เอาเอาที่ราคาไม่แพงมากจะได้ไม่ผิดสังเกตุ ข้าไม่อยากโดนตามฆ่า” ฟางเยว่บอก

“แปบข้าหาก่อน” เมื่อได้ยินดังนั้น เป่าเป้ยจึงได้วางใจกินชาลาเปาหมดไปครึ่งลูก ก็ไม่อาจฝืนกินต่อไปได้อีก

มันฝืดคอยิ่งนัก นางทำเองยังอร่อยกว่านี้อีก

“อิ่มแล้วหรือ” เซี่ยหมิงหลันถาม เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กหยุดกินแล้ว

“เจ้าค่ะ” เป่าเป้ยรับคำ

“งั้นดื่มยานี่ให้หมด” ไม่เพียงแค่พูดเปล่า แต่ยังมีถ้วยยาติดมาให้ด้วยเช่นกัน

“ท่านแม่ข้าไม่ดื่มได้หรือไม่” เป่าเป้ยทำใจไม่ได้ ที่ต้องดื่มยาข้นเหนียวหนืด กลิ่นไม่พึงประสงค์อีก นี่มันยาพิษชัดๆ

“ไม่ได้จ๊ะลูกรัก รีบดื่มตอนที่มันยังอุ่นเร็วเข้า แม่มีซานจาเชื่อมมาให้ด้วยนะ รีบกินเร็ว” เมื่อขัดขืนไม่ได้ทำเพียงอิดออดเล็กน้อย ก่อนจะยอมยกขึ้นจรดริมฝีปากเล็กๆของตน

มืออีกข้างที่ว่าง เป่าเป้ยใช้ยกขึ้นมาบีบจมูกตนเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องได้กลิ่นเหม็นเขียวอีก

“พี่ใหญ่เป็นเช่นไรบ้าง” ฉีอิงลั่วที่ในมือยังมีชาลาเปาอยู่ ถามพี่สาวด้วยใบหน้าแหยเก แค่กลิ่นเด็กหญิงก็รู้แล้วว่ามันน่าจะขม อดสงสารพี่สาวไม่ได้

“อร่อย”

“หา!จริงหรือเจ้าคะพี่ใหญ่” ใบหน้าเหลือเชื่อของเด็กหญิงแก้มกลม ที่เริ่มซูบมันตลกเสียจนเป่าเป้ยและเซี่ยหมิงหลันยกยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินมานานแล้วออกมา

“พวกท่านแกล้งลั่วเอ๋อร์นี่เจ้าคะ” เด็กหญิงเมื่อรู้แล้วว่าตนเองถูกหลอก ก็ร่วมผสมโรงหัวเราะไปด้วยเสียเลย

“ไม่ขมมากต่างหากเล่า” เป่าเป้ยแก้ตัวให้ เดี๋ยวเด็กหญิงจะงอน

“ท่านแม่ข้าคิดถึงท่านพ่อ อยากกลับจวนแล้ว เมื่อไหร่เราจะกลับเจ้าคะ” ด้วยความที่ยังเด็ก อย่างไรอิงลั่วก็ยังโหยหาบิดาและจวน ที่แม้ไม่ถูกดูแลดีนัก แต่ว่าเด็กหญิงคิดว่าที่นั่นคือที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว

“ลูกรักพวกเรากลับไปไม่ได้แล้ว แม่จะพาเจ้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในที่ไม่มีใครรู้จักกับพวกเรา” ว่าแล้วน้ำตาก็ไหลลงมา ราวกับความเข้มแข็งก่อนหน้าเป็นเพียงมายา

เมื่อถูกจี้ใจดำอดที่จะรู้สึกน้อยใจโชคชะตาไม่ได้

นางทำผิดอันใด สวรรค์จึงได้ใจร้ายนัก ทั้งตระกูลเดิม ทั้งตัวนางเองที่ถูกขับไล่ เยี่ยงหมูเยี่ยงหมาเช่นนี้

“ท่านแม่อย่ากลัวเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อไม่รักแล้วใช่ว่าพวกเราจะอยู่กันไม่ได้เสียเมื่อไหร่” ถ้อยคำของบุตรสาวคนโต ที่ดูโตกว่าอายุมาก

ทำให้เซี่ยหมิงมองเด็กหญิงที่ใบหน้าซูบเซียวอย่างพินิจ จนวารีในร่างเป่าเป้ยต้องเสมองทางอื่น ทำเป็นไม่สนใจสายตาที่เคลือบแคลงนั้น

“โง่ เด็กที่ไหนจะพูดแบบนี้เป็น” ไป๋หู่สุดจะทน อดด่าออกไปไม่ได้ เดี๋ยวมันต้องสั่งสอนเด็กหัวโตนี่สักหน่อย คิดอย่างไรจึงพูดเช่นนั้น

“แกสิโง่ พูดแค่นี้เองแล้วดูผู้หญิงคนนี้สิ ทำราวกับโลกทั้งใบพังทลายไม่ปลอบใจได้ยังไง” เป่าเป้ยเถียงกลับ ไม่ยอมถูกด่าว่าโง่คนเดียวหรอก

“ที่นั่นมีอาหารไหมเจ้าคะ” ฉีอิงลั่วถามอย่างสงสัย วันนี้แม้จะได้กินชาลาเปาไป แต่มันไม่อร่อยเท่าในจวน เด็กหญิงจึงอยากกลับจวน

“มีสิที่นั่นมีพื้นที่ให้พวกเราพี่น้องวิ่งเล่นด้วย” คนที่ตอบกลับเป็นเป่าเป้ย

เพราะดูทรงแล้วมารดาของร่างนี้ น่าจะไม่เคยออกจากเมืองหลวง จึงทำเป็นคิดนาน

แค่โกหกเด็กมันจะยากอันใด ต้องคิดนานขนาดนั้นเชียว

“งั้นเราไปกันวันไหนเจ้าคะ” เมื่อถูกกระตุ้นด้วยการได้วิ่งเล่น ลั่วอิงจึงเลิกสนใจที่จะกลับจวน แล้วหันมาฟังพี่สาวพูดเรื่องบ้านใหม่

ไป๋หู่

ไป๋หู่

หลังจากที่จ่ายค่ายาค่ารักษาหมดไปแล้วสามตำลึงเงิน ตอนนี้ในมือเซี่ยหมิงหลัน เหลือเงินเพียงสองตำลึงเงินนิดๆ

สามคนแม่ลูกออกเดินทาง โดยการเดินเท้าเพราะไม่อยากจ้างรถม้า กลัวว่าตนเองจะไม่มีเงินเอาไว้ใช้จ่ายระหว่างทาง แต่เงินจำนวนน้อยนิดนี้จะอยู่ได้อีกกี่วันกันเชียว

“ท่านแม่ลั่วเอ๋อร์เหนื่อยแล้ว” ฉีอิงลั่วเดินมาได้สักพักเริ่มบ่น เพราะเด็กหญิงไม่เคยต้องมาเดินลำบากขนาดนี้มาก่อน

“เช่นนั้นเรามานั่งพักกันก่อนนะลูก” เซี่ยหมิงหลันว่าพร้อมกับมองหาต้นไม้ใหญ่ ที่พอจะช่วยให้ร่มเงาแก่ตนเองและเด็กอีกสองคน

“ท่านแม่ข้าได้ยินเสียงน้ำทางนั้นเจ้าค่ะ” เป่าเป้ยเด็กหญิงตัวน้อยชี้ไปอีกด้าน

“แม่ไม่ได้ยินเลย”

“ข้าไม่ได้โกหกนะเจ้าคะ” ที่พูดนางไม่ได้โกหกจริงๆ แต่ที่ได้ยินเป็นเสียงเจ้าไป๋หู่เท่านั้นที่บอก

“งั้นเราเชื่อพี่สาวเจ้ากัน อดใจอีกนิดนะลั่วเอ๋อร์” เซี่ยหมิงหลันพูด พร้อมกับจูงแขนเล็กๆให้เดินตามกันไป

“ลำธาร? เป่าเป้ยของแม่เก่งมาก” เมื่อเดินมาครึ่งก้านธูป สามแม่ลูกก็เจอเข้ากับลำธารใหญ่

“รอแม่ก่อนแม่จะจับปลามาให้กิน” แม้ไม่รู้วิธีจับปลา แต่ว่านางมีธาตุน้ำ มันน่าจะใช้ประโยชน์ได้

ร่างบอบบางที่ดูเก้ๆกังๆเดินลงน้ำ แม้จะเหนื่อยแต่ยังฝืนทำเพื่อลูกสาวตัวน้อยทั้งสอง

“นี่ให้ข้าออกไปสิข้าจะช่วยพวกเจ้าเอง” จู่ๆไป๋หู่ที่หายเงียบไปนาน วันนี้กลับมาพร้อมสั่งให้เป่าเป้ยทำตามที่มันพูด

“อยากออกมาก็ออกมาเซ่ ใครห้ามกัน” เป่าเป้ยแสนจะเพลียใจกับแมวเหมียว ที่แสนจะติ๊งต๊องตัวนี้ ที่มีดีแค่น่ารักแค่นั้นเอง

“งั้นข้าออกไปนะ” น้ำเสียงกระดี๊กระด๊านี่มันอะไร

“อย่าเพิ่ง!เดี๋ยวข้าจะทำทีเป็นเก็บเจ้าได้แล้วกัน อ้อ..เจ้าทำให้ตัวเล็กลงไปด้วยนะ” เป่าเป้ยสั่ง

“ทำไมล่ะ ข้าตัวใหญ่เช่นนี้น่าเกรงขามจะตาย” ไป๋หู่แย้งไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมเมื่อเด็กหญิงไม่ยอมเช่นกัน หากไม่ทำตามที่นางบอก

“ลั่วเอ๋อร์เจ้ารอพี่ที่นี่นะ พี่ปวดเบา”เป่าเป้ยบอกน้องสาวแล้วรีบลุกออกไปทันที

“พี่ใหญ่แมวเหมียวท่านได้มาอย่างไร” ไม่นานเป่าเป้ยก็กลับมาพร้อมไป๋หู่ ในลักษณะแมวเหมียวตัวเล็กๆ

ที่น่ารักขนปุกปุยสีขาว พวงหางนุ่มฟูแกว่งไกวไปมา โบกสะบัดปัดป่ายใบหน้าเป่าเป้ย

จนเด็กหญิงหน้ายู่แต่ความนุ่มนิ่มที่อุ้มอยู่ ก็ทำให้อารมณ์กรุ่นๆละลายหายไป

“มันชื่อไป๋หู่ พี่เก็บได้เลยจะเอามาเลี้ยงเจ้าว่าดีไหม” เป่าเป้ยถามความเห็นน้องสาว

“ดีเจ้าค่ะ” เด็กหญิงไม่เห็นต่าง ทั้งยังยื่นมือออกไปขออุ้มบ้าง

“เจ้าอยู่กับไป๋หู่นะ พี่จะไปช่วยท่านแม่จับปลา”

“อื้อ” เด็กหญิงรับคำ

“ท่านแม่ข้าช่วยเจ้าค่ะ” เป่าเป้ยลุยน้ำลงไปช่วยผู้เป็นมารดาในการจับปลา

“เสี่ยวเป้ยลงมาทำไม ขึ้นไปเร็วเข้า ไม่นานแม่ก็จะได้ปลาตัวใหญ่แล้ว มันอันตรายรีบขึ้นไปเร็วเข้า” เซี่ยหมิงหลันเอ็ดบุตรสาวที่ไม่เชื่อฟังนาง

เด็กหญิงตัวน้อยนี้เอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้กล้าลุยน้ำมาหานางเช่นนี้

“ท่านแม่ข้าช่วยดีกว่าเจ้าค่ะ” เป่าเป้ยไม่สนใจคำดุที่ไม่น่ากลัวสักนิด ยังตีมึนเช่นเดิม

“ท่านแม่ข้าจับได้แล้ว” หลังจบประโยคเป่าเป้ยได้ยกปลาตัวใหญ่ขึ้น

สองแขนเล็กๆสั่นไหว เมื่อปลาตัวใหญ่เกินกว่าที่มือเล็กๆทั้งสองข้าง จะจับได้รอบตัวปลา

“เร็วๆโยนขึ้นฝั่ง” เซี่ยหมิงหลันเองก็พลอยตื่นเต้นไม่แพ้บุตรสาว ปลาตัวใหญ่เช่นนี้น่าจะพอกิน

เมื่อเป่าเป้ยโยนปลาขึ้นไปบนฝั่งเรียบร้อยแล้ว แม่กับลูกเลยขึ้นฝั่งบ้าง

“นี่เจ้าได้เสือขาวมาจากไหน” เซี่ยหมิงหลันตกใจ เมื่อเดินขึ้นมาหาบุตรสาวคนเล็ก ก็ต้องพบกับลูกเสือขาวตัวน้อย เผลอๆอาจเป็นสัตว์อสูรอีกด้วยนี่สิ

“พี่ใหญ่เอามาเจ้าค่ะ”

“ข้าเก็บได้จากในป่า พอดีตอนนั้นปวดเบาเจ้าค่ะ ว่าแต่มันคือเสือหรือเจ้าคะ ข้านึกว่าเป็นแมวเหมียว”เป่าเป้ยเองก็รีบแก้ต่างเช่นกัน ด้วยกลัวความผิด

ถูกทำโทษทั้งๆที่ตนเองอายุไส้ในมากแล้ว น่าอายจะตายไป

“แมวเหมียวบ้านเจ้าสิ”ไป๋หู่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ด่ากระทบเป่าเป้ยเช่นกัน

ส่วนผู้ชมอีกสองคน ต้องมองไปมาสลับกันไปมา ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก แต่ที่แน่ๆนี่มันเสือขาวพูดได้ชัดๆ

“สัตว์เทพหรือ” เซี่ยหมิงหลันพึมพำเสียงเบา ไม่คิดว่าบุตรสาวตนเองจะมีวาสนาได้สัตว์เทพมาครอง

“ใช่ข้าคือสัตว์เทพ” ไป๋หู่กล่าวด้วยความภูมิใจในตัวตนของมัน

“แล้วสัตว์เทพมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เป็นเซี่ยหมิงหลันถามด้วยความสงสัย เห็นนางเป็นคุณหนูในห้องหอ

แต่ความรู้พื้นฐานอย่างสัตว์ในตำนาน อย่างสัตว์เทพก็พอรู้อยู่

“แฮ่ม!มันบอกว่ามันหลงทางกับแม่เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านแม่อนุญาตให้ข้าเลี้ยงนะเจ้าคะ” เป่าเป้ยรีบเอ่ยข้องอ้างให้แก่ไป๋หู่

เพราะกลัวว่าเจ้าแมวเหมียวที่เพิ่งรู้ว่าเป็นเสือขาว จะพูดความจริงออกไป

เป็นเสือขาวแล้วอย่างไร ก็นางชอบแมวเหมียวไปแล้วนี่

“ถามไป๋หู่แล้วกันว่าจะอยู่กับพวกเราไหม” เซี่ยหมิงหลันว่า

นางไม่มีปัญหาหากจะมีสัตว์เทพอยู่ด้วยกันอีกหนึ่งชีวิต

อย่างไรการมีสัตว์เทพอยู่ด้วยย่อมดี เพราะสัตว์อสูรย่อมไม่ใช่คู่มือของสัตว์เทพอย่างแน่นอน

“เย้!” คนที่ดีใจมากที่สุดหนีไม่พ้นอิงลั่ว เด็กหญิงกระโดดโลดเต้นไปมา

“แล้วปลานี่จะทำอย่างไรดี” กว่าจะจับมาได้ก็ลำบากมากพอแล้ว นี่ยังมีปัญหาอื่นตามมาอีก อย่างการทำอาหาร

“จุดไฟย่างปลา” เป่าเป้ยบอกมารดา ใจจริงนางอยากลงมือทำเองใจจะขาด แต่ตอนนี้ยังไม่มีข้ออ้างดีๆ ก็รอจังหวะไปก่อนแล้วกัน

“นั่นสิก่อนออกมาจากเมืองหลวงแม่ลืมซื้อหินอัคนีมาด้วย แล้วเช่นนี้เราจะกินมันอย่างไร หรือเราปล่อยลงน้ำไปก่อน” เซี่ยหมิงหลันเพิ่งคิดได้ในตอนนี้ ว่าตนเองยังไม่มีหินอัคนี

“ท่านแม่ลั่วเอ๋อร์อยากกินปลา”

“นี่ไปเอาไม้แห้งมาสิข้าจะช่วย” เพราะทนดูสภาพแม่ลูกสามคนต่อไปไม่ไหว ไป๋หู่จึงคิดที่จะช่วย แค่พ่นไฟง่ายนิดเดียว

“ไป๋หู่เจ้าก่อไฟได้ด้วยหรือ” เป่าเป้ยหันมาสนใจเจ้าแมวขาวของตน ที่กำลังหลับตาพริ้ม

เพราะมีทาสคอยเกาคางให้ ก่อนที่มันจะหรี่ตาขึ้นมาเพียงนิด เพื่อตอบกลับมนุษย์โง่ที่กล้าถามมัน

“ใครจะโง่อย่างเจ้ากัน” จึ๊ก!ข้าโง่ตรงไหนฟะ เป่าเป้ยไม่พอใจคิดจะโวยวายเสียหน่อย

แต่ไม่ทันแล้วเมื่อมารดาเก็บกิ่งไม้แห้งมาได้ก็วางลง เดือดร้อนนางต้องเอามากองรวมกัน เพื่อให้เจ้าแมวฉลาดจุดไฟให้ก่อน

นางไม่โทษที่มารดาทำอะไรไม่เป็น คนเคยสุขสบายจะเอาเวลามาทำเรื่องลำบากให้ตนเองทำไม

แต่ที่น่านับถือ คือเซี่ยหมิงหลันคนนี้เต็มใจที่จะเริ่มต้นใหม่กับลูกๆ

และตั้งแต่เดินทางมา อีกฝ่ายไม่เอ่ยถึงอดีตสามีสักครั้ง หากฉีอิงลั่วไม่พูดถึง

ไม่นานปลาย่างตัวใหญ่ก็ส่งกลิ่นหอม โดยที่เป่าเป้ยหาข้ออ้างให้ไป๋หู่เอาสมุนไพรดับกลิ่น อย่างข่าตะใคร้ใบมะกรูดทั้งหลายแหล่มายัดใส่ปากปลา และยังขอเกลือออกมาได้ด้วย

ไม่ผิดหวังที่มีไป๋หู่ติดตามมาด้วย

“เจ้าคิดว่าข้าคือใครกัน อยู่มาตั้งหลายพันปีไม่มีอะไรเลยจะอยู่ทำไม” ไป๋หู่ว่าท่าทางเชิดหัวขึ้นอีก ช่างชวนให้คนหมั่นเขี้ยวยิ่งนัก

“ใช่ๆไป๋หู่เยี่ยมที่สุด” เป่าเป้ยเอ่ยชมเจ้าแมวขี้โอ่อย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากเป่าเป้ยที่ออกปากเอ่ยชมไป๋หู่แล้ว อีกสองคนที่เหลือก็ต้องเอ่ยชมด้วยความหัวไวของแม่ลูก ดังนั้นไป๋หู่จึงยิ่งชอบเป่าเป้ยขึ้นไปอีก

กินเสร็จก็พากันเล่นน้ำ โดยผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าต้นทางคือเจ้าไป๋หู่ ที่ถูกสั่งให้หันหน้าหนี

“ซิส์ คิดว่าข้าอยากดูมนุษย์ตัวแห้งราวกิ่งไม้อย่างพวกเจ้าตายล่ะ” ไป๋หู่บ่นก่อนจะหมอบลงที่พื้น ไม่สนใจมนุษย์สามคนที่เล่นน้ำกันสนุก

เซี่ยหมิงหลันเมื่อได้ผ่อนคลาย หญิงสาวจึงได้สอนลูกสาวใช้พลังธาตุน้ำอย่างง่ายๆ

เสียงหัวเราะสนุกสนาน แม้จะกินไม่อิ่มที่ซุกหัวนอนก็ไม่มี แต่เป่าเป้ยรู้สึกมีความสุขมาก

นางไม่เคยมีความสุขเช่นนี้ หลังจากที่บิดามารดาของตนเองจากไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน

จนตอนนี้ที่กำลังจะกลายเป็นคนเร่ร่อนของแท้

เล่นกันอยู่นานทั้งสามแม่ลูก จึงได้พากันขึ้นจากน้ำเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง

หนึ่งลูกเสือขาว หนึ่งสตรีที่โตกับสองเด็กน้อย ใช้เวลาเดินทางร่วมกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน จึงได้หยุดพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังไม่ใช่จุดหมาย ที่พวกนางอยากอาศัยเป็นบ้านหลังสุดท้ายในชีวิต เพราะยังอยู่ในเขตเมืองหลวง ถึงจะห่างๆมากๆก็ตาม

บ้านร้างที่ขอพักโดยไม่เสียสักอิแปะ ทำให้เป่าเป้ยระแวงว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมาหรือไม่

“ไป๋หู่เจ้าว่าจะมีผีไหม” เป่าเป้ยกระเถิบเข้ามาใกล้ไป๋หู่ ที่ตอนนี้ตัวมันกลายเป็นที่พึ่งของคนทั้งครอบครัวไปแล้ว

“ผีหรือ?เจ้าจะกลัวไปทำไม เจ้าเองก็ผีเหมือนกัน” ไป๋หู่ว่า

“ไป๋หู่เจ้าพูดให้มันดีๆหน่อยเซ่ ใครเป็นผีข้าแค่สะสมบุญบารมีอย่างที่เจ้าบอกต่างหาก” เป่าเป้ยถลึงตาใส่เจ้าหน้าขน ที่บังอาจว่านางเป็นผี

หนอยแน่มีอย่างที่ไหน ที่นางมาอยู่ที่นี่เพราะเจ้าตัวและน้ำเต้าเก่าๆนั่นต่างหาก

เอ๊ะ!!น้ำเต้า!จริงด้วยนางลืมไปเลยว่ามีน้ำเต้านี่นา” คิดได้เช่นนั้นจึงได้เปลี่ยนท่าทีต่อไป๋หู่

“ไป๋หู่แล้วน้ำเต้าผีสิงนั่นล่ะหายไปไหน” เป่าเป้ยหันมาถามไป๋หู่ อย่างไรในขวดน้ำเต้านั่นก็มีร่างหยาบของนางนะ

“น้ำเต้าเซียนโว้ย!เรียกให้มันถูกหน่อย” ไป๋หู่แก้ชื่อเรียกให้อย่างไม่พอใจ

“เออนั่นล่ะ อยู่ไหนบอกข้าที” เพื่อสิ่งที่อยากได้เป่าเป้ยจึงยอมตามใจไป๋หู่

“ในคอเจ้าไง ไม่สังเกตเลยหรือ โง่จริงๆเอามาแค่ตัวสมองไม่เอามาด้วยหรือไง”ไป๋หู่บอกพร้อมกับด่าไปด้วย

“เจ้าสิโง่ ถามแค่นี้ต้องด่าด้วย”เป่าเป้ยด่ากลับ ก่อนจะวิ่งหนีจากไป๋หู่ด้วยขาสั้นๆป้อมๆของตนเอง

เมื่อเห็นสายตาวาววับพร้อมฟันขาวๆ ที่แยกเขี้ยวให้ชมเป็นขวัญตา

แหมแหย่นิดแหย่หน่อยทำเป็นไม่พอใจ ทีด่าว่านางโง่นางยังไม่เอาคืนเลย

“คิคิ”เมื่อลับร่างเล็กป้อมไป อุ้งเท้าขาวๆป้อมๆถูกนำมาปิดปากแหลมๆ ที่ยื่นยาวออกมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ ที่ได้แกล้งให้เด็กโง่กลัวได้

บอกแล้วมันชอบสตรีนางนี้จริงๆนะ แกล้งง่ายดี

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...