เจาะงบ JPMorgan Chase & Co. เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ดันตั้งสำรองสูงขึ้น
หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ JPMorgan Chase & Co. (JPM: US) ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ (วัดจากมูลค่าสินทรัพย์) มีบริการหลากหลาย ครอบคลุมทั้งในส่วนของธนาคารเพื่อผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์และบริการวาณิชธนกิจ บริการโซลูชั่นทางการเงิน และการจัดการการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ฯลฯ
ล่าสุด JPMorgan ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/67 (งวดบัญชีเดือน เม.ย.-มิ.ย. 67) ภาพรวมรายได้และกำไรสุทธิยังเติบโต แต่ต้นทุนการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น สะท้อนภาพภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า JPMorgan มีรายได้รวมไตรมาส 2/67 ตรงตามคาดการณ์ของ Bloomberg อยู่ที่ 5.02 หมื่นล้านดอลลาร์ โต 21.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 19.7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจที่โต 52% ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิโต 4% ช่วยชดเชยกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เติบโตเพียง 3%
สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 1.32 ล้านล้านดอลลาร์ โต 1% จากไตรมาส 1/67 โดยสินเชื่อผู้บริโภคติดลบ 2% จากไตรมาส 1/67 สินเชื่อบัตรเครดิตโต 5% จากไตรมาส 1/67 และสินเชื่อธุรกิจโต 1% จากไตรมาส 1/67
ขณะที่กำไรก่อนการตั้งสำรองหนี้เสียอยู่ที่ 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 38.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่การตั้งสำรองอยู่ที่ 3.05 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 62% จากไตรมาสก่อนหน้า นำโดยการตั้งสำรองกลุ่มสินเชื่อผู้บริโภคและบัตรเครดิต
ในส่วนของกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 6.12 ดอลลาร์ โต 28.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 37.8% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 5.42 ดอลลาร์ แต่การปรับขึ้นของกำไรส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายการพิเศษจากการขายหุ้น Visa (V: US) 7.9 พันล้านดอลลาร์ โดยกำไรสุทธิต่อหุ้นหากไม่นับรายการพิเศษจะอยู่ที่ 4.40 ดอลลาร์ ลดลง 7.4 % จากไตรมาส 2/66 และ 0.9% จากไตรมาส 1/67
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอน โดย Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan เตือนว่าภาพเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงทั้งปัจจัยเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูง รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับภาวะไม่แน่นอน
ทั้งนี้ Bloomberg คาดการณ์รายได้รวมปี 2567 และ 2568 ของ JPMorgan จะอยู่ที่ 1.69 แสนล้านดอลลาร์ โต 6.7% จากปีก่อน และ 1.67 แสนล้านดอลลาร์ ลดลง 1.3% จากปีก่อน ตามลำดับ ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2567 และ 2568 จะอยู่ที่ 16.12 ดอลลาร์ ลดลง 0.7% จากปีก่อน และ 16.28 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน ตามลำดับ
ด้านคำแนะนำการลงทุน นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Consensus ยังคงให้คำแนะนำเป็น “ซื้อ” Rating อยู่ที่ 4.33 จากคะแนนเต็ม 5 ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 213.56 ดอลลาร์ มีอัพไซด์ราว 4.21% จากราคาหุ้นปัจจุบัน