เหตุที่ ‘กัลฟ์ฯ’ ซื้อ MINT
ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนเป็นเชิงตั้งคำถามว่า “กลุ่มกัลฟ์” จะซื้ออะไรต่อไป?
จากนั้นผ่านมาราว ๆ 2-3 สัปดาห์ เท่านั้น
กลุ่มกัลฟ์ สร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ด้วยการให้บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้งส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่ทำหน้าที่เป็นHolding Companyและถือหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) หรือGULFอยู่ในปัจจุบัน เข้าซื้อหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT จำนวน39,334,400 หุ้น คิดเป็น0.69% ของหุ้นทั้งหมด
ส่วนมูลค่าคาดกันว่าจะอยู่ประมาณ834 ล้านบาท โดยอิงจากราคาปิดสมุดทะเบียน ณ วันที่ 6 พ.ค. 69ซึ่งเป็นวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายปันผล0.40 บาทต่อหุ้น
และทำให้กัลฟ์ฯ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ16 ของMINT ในทันทีครับ
เมื่อพูดถึงหุ้น MINT พวกเขาเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ระดับโลก อย่างโรงแรมมีมากกว่า 500 แห่ง ลงทุนมากกว่า 30 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เช่นAnantara, Avani, Oaks, Tivoli, NH Hotels, NH Collectionและnhow
ส่วนธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ภายใต้บริหารจัดการของ MINTนั้น
เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company), สเวนเซ่นส์ (Swensen's), ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler), เบอร์เกอร์คิง (Burger King), แดรี่ควีน (Dairy Queen), เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club), บอนชอน (Bonchon) และ ไทยเอ็กซ์เพรส (Thai Express)
ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่า ให้บริการครอบคลุมทั้งอาหารอิตาเลียน เบอร์เกอร์ ไอศกรีม และอาหารไทยนะครับ
สิ่งที่น่าสนใจ หรือเป็นจุดแข็งของ MINT คือรายได้ต่างประเทศสูงกว่า 70%
มาดูตัวเลขสำคัญทางการเงินของ MINTกันบ้าง ไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ธุรกิจโรงแรม มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน(RevPar) ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคหลัก แม้จะอยู่ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ Low Season ของฝั่งยุโรป
และเมื่อแยกรายได้จากธุรกิจโรงแรมในแต่ละโซน จะพบว่า ส่วนของประเทศไทย RevParเติบโตโดดเด่นที่สุดถึง 15% อานิสงส์จากการปรับขึ้นค่าห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมที่มีการปรับปรุงใหม่และโรงแรมในต่างจังหวัด
มัลดีฟส์ RevPar เติบโต 9% จากอุปสงค์การเดินทางระยะไกล และกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัว
ยุโรปและอเมริกา RevPar เติบโต 7% ขับเคลื่อนโดยราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความต้องการพักผ่อนในประเทศอิตาลี
แล้วธุรกิจร้านอาหารของ MINT ล่ะ?
Minor Food หรือธุรกิจร้านอาหารของ MINT เติบโตดีเช่นกันในโค้งแรกของปี 69 ครับ พวกเขามีกำไรสุทธิตามงบโตขึ้น17% ได้แรงหนุนจากการเติบโตในไทยและการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับ Europastry (แบรนด์ Art of Baking) เพื่อขยายพอร์ตเบเกอรี่
เช่นเดียวกับยอดขายสาขาเดิม (SSSG)ในตลาดประเทศจีนสามารถพลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ขณะที่ฝั่งไทยทรงตัวส่วนแบรนด์ขับเคลื่อนสำคัญ คือ Dairy Queen, Swensen's, Burger King, Bonchon และ GAGA ยังทำยอดขายได้ดีจากการออกนวัตกรรมสินค้าใหม่
ตัวเลขสำคัญทาวการเงินของ MINTไม่ได้มีเพียงเท่านี้ครับ
เพราะส่วนตัวเชื่อว่า กัลฟ์ฯ เขาดูมานาน และดูลึกกว่านั้น พร้อมกับมองไปข้างหน้าว่า ธุรกิจของ MINTไปต่ออย่างไร
สำหรับกลุ่มกัลฟ์ ได้มีการกลยุทธ์จาก Pure Energy หรือขยายจากโรงไฟฟ้าไปธุรกิจโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการลงทุนในธุรกิจธนาคาร (เพื่อรับปันผล)
การเข้าซื้อหุ้น MINTเป็นสัญญาณแรกที่น่าจะสื่อได้ว่า กัลฟ์รุกเข้าไปยังธุรกิจท่องเที่ยวประเภทโรงแรมและร้านอาหาร
และเป็นการต่อยอดแบบ “ซินเนอจี้”ธุรกิจพลังงาน-โรงแรม, Data Center ในโรงแรม โซลาร์รูฟ, EV Chargerฯลฯ
ไม่เพียงเท่านั้น มีการวิเคราะห์ว่า กัลฟ์ได้มองว่า MINTน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
และการเข้าถือหุ้น 0.69% แม้ยังไม่ถึงระดับมีอำนาจบริหาร แต่ “ไม้แรก” ของการเข้าซื้อ น่าจะเป็นการถือหุ้นที่มีนัยเชิงกลยุทธ์ และอาจ “ทยอยสะสมเพิ่ม” ในอนาคต
แม้ว่าล่าสุด กลุ่มกัลฟ์ฯ ยังไม่มีการให้ความเห็นเรื่องของซื้อหุ้น MINT
แต่ตลาดจะให้น้ำหนักเชิงบวกต่อการลงทุนของกลุ่มกัลฟ์ เพราะที่ผ่านมามีประวัติเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูง