เปิดเกณฑ์ใหม่ Mobile Banking มุ่งสกัดภัยการเงิน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ ธปท. กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำให้แบงก์ยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย Mobile Banking ป้องกันความเสี่ยงจากภัยการเงิน แบงก์เดียวแอปฯเดียวใช้ได้เครื่องเดียว
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 4/2568 เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับสถาบันการเงิน
เหตุผลในการออกประกาศ
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) มีบทบาทสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินแก่ผู้ใช้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (บริการ Mobile Banking)ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการให้บริการ Mobile Banking ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (cyber threat) และภัยทุจริตทางการเงิน(fraud) ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและใช้เทคนิควิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น อันอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้บริการในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบสถาบันการเงินและระบการชำระเงินของประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันภัยทุจริตดังกล่าว จึงได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อยกระดับการให้บริการ Mobile Banking ให้มีมาตรฐานขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินให้เป็นไปอย่างปลอดภัยเท่าทันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และภัยทุจริตทางการเงินที่มีการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ (Unauthorized Payment Fraud)
ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
หลักเกณฑ์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
เกณฑ์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการทางการเงินและการชำระเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกอบด้วยมาตรการ 2 ส่วน ได้แก่ (1) การป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ (Unauthorized Payment Fraud) และ (2) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริการ Mobile Banking ดังนี้
การป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ สถาบันการเงินต้องมีการป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการโดยอย่างน้อยต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
- งดเว้นการแนบลิงก์ผ่านช่องทางข้อความสั้น (SMS) และช่องทางอีเมลแต่สำหรับกรณีช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ให้สถาบันการเงินงดแบลิงก์เฉพาะที่มีการขอข้อมูลในการยืนยันตัวตน หรือข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน รหัสใช้ครั้งเดียว(one time password - OTP) รหัส PIN หมายเลขบัตรประชาชนชน วันเดือนปีเกิด เพื่อป้องกันการสวมรอยเป็นสถาบันการเงิน การขอให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญ (social engineering) หรือการถูกติดตั้ง mobile malware
อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินสามารถแนบลิงก์ผ่านทั้ง 3 ช่องทางดังกล่าวได้หากผู้ใช้บริการดำเนินการร้องขอเอง โดยสถาบันการเงินสามารถแนบลิงก์ได้เป็นรายครั้ง พร้อมทั้งต้องมีการสื่อสารย้ำให้ผู้ใช้บริการทราบว่าการส่งลิงก์ดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะตามคำร้องขอของผู้ใช้บริการเป็นรายครั้งเท่านั้น
- มีกระบวนการติดตามและรับมืออย่างทันการณ์ต่อแอปพลิเคชันที่ปลอมแปลงหรือแอบอ้างเป็นแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินที่ให้บริการMobile Banking ในแพลตฟอร์มที่เป็นทางการของผู้ให้บริการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน (official app store) เช่น Google Play Store รวมทั้งมีกระบวนการรับมือและตอบสนองอย่างเหมาะสมและทันการณ์สำหรับแอปพลิเคชันปลอมแปลงที่อยู่นอกแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่อลดดความเสี่ยงที่ผู้ใช้บริการจะหลงเชื่อและเปิดเผข้อมูลสำคัญ ถูกติดตั้ง malware หรือถูกติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม
จำกัดการใช้บริการ Mobile Banking ของผู้ใช้บริการไว้เพียง 1 บัญชีผู้ใช้งานต่อ 1 บริการ Mobile Banking ของแต่ละสถาบันการเงิน และจำกัดการใช้บริการดังกล่าวโดยให้ใช้งานบน 1 อุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการเท่านั้น
ต้องจัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการเพิ่มเติมในชั้นตอนการทำธุรกรรมผ่านบริการ Mobile Banking บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้า(face comparison) ร่วมกับการตรวจจับการปลอมแปลงชีวมิติ (presentation attack detection)ที่สามารถป้องกันการใช้รูปภาพ วิดิโอ หรือการปลอมแปลงชีวมิติในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้เทคโนโลยี liveness detection เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้บริการเป็นผู้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ซึ่งต้องจัดให้มีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการเพิ่มเติมดังกล่าวอย่างน้อยในกรณี ดังต่อไปนี้
- การทำธุรกรรมโอนเงินในแต่ละครั้งมีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป หรือ
- การทำธุรกรรมโอนเงินมูลค่ารวมกัน ครบทุก 200,000 บาท ในรอบระยะเวลา 1 วัน หรือ
- การปรับเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรมโอนเงินต่อวัน ให้สามารถโอนได้ ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ใช้บริการมีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้า(face comparison) เช่น เป็นคนพิการทางสายตา สถาบันการเงินอาจพิจารณางดเว้นการยืนยันตัวตนเพิ่มเติมตามที่กำหนดข้างต้นได้ โดยต้องมีแนวทางลดความเสี่ยงทดแทน หรือกรณีการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การทำธุรกรรมโอนเงินระหว่างบัญชีตนเอง การทำธุรกรรมโอนเงินประจำอัตโนมัติ (automatic recurring transfer) ที่ได้ยืนยันตัวตนไปแล้วในครั้งแรก สถาบันการเงินอาจพิจารณางดเว้นการยืนยันตัวตนเพิ่มเติมตามที่กำหนดข้างต้นได้
กำหนดเพดานวงเงินสูงสุดต่อวันสำหรับธุรกรรมถอนเงินหรือโอนเงินผ่านบริการMobile Banking ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของกลุ่มผู้ใช้บริการ เพื่อลดความเสียหายเมื่อผู้ใช้บริการตกเป็นเหยื่อ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริต เช่น กรณีกลุ่มผู้ใช้บริการที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ให้กำหนดวงเงินสูงสุดของการทำธุรกรรมถอนหรือโอนเงินรวมกันไม่เกิน 50,000 บาทต่อวันเป็นต้น
ทั้งนี้ สถาบันการเงินสามารถใช้แนวทางหรือกำหนดที่ใต้จัดทำร่วมทำร่วมกัน(industry standard) มาใช้ประกอบการจัดระดับความเสี่ยง หรือกำหนดเพดานวงเงินสูงสุดของกลุ่มผู้ใช้บริการได้ และในกรณีที่ผู้ใช้บริการขอยกเว้นการกำหนดวงเงินตามกลุ่มความเสียงที่กำหนดไว้สถาบันการเงินต้องมีกระบวนการพิจารณาการขอยกเว้นที่ชัดเจนและรัดกุมด้วย
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริการ Mobile Banking สถาบันการเงินต้องกำหนดให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแอปพลิเคชันที่ให้บริการ Mobile Banking ภายใต้กรอบหลักการที่สำคัญ คือ 1. การรักษาความมั่นคงปลอดดภัยของข้อมูล 2.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของแอปพลิเคชัน และ 3.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และภัยทุจริตทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและควานเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน ดังนี้
(1) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
สถาบันการเงินต้องรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญของผู้ใช้บริการอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญของผู้ใช้บริการรั่วไหล หรือถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขทั้งขณะจัดเก็บ แสดงผล และรับ - ส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการและระบบงานของสถาบันการเงิน โดยต้องดำเนินการอย่างน้อย ดังนี้
(1.1) หลีกเสี่ยงการจัดเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่นข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตน ข้อมูลส่วนบุคคล โดยหากจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว ต้องมีกระบวนการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม โดยอย่างน้อยสถาบันการเงินต้องเข้ารหัสข้อมูล (data encryption)ด้วยวิธีการที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และทำลายขัดเมื่อสิ้นสุดสิ้นสุดการใช้งานข้อมูล
(1.2) แอปพลิเคชั่นของสถาบันการเงินต้องแสดงข้อมูลสำคัญ (sensitive information) ของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นและเป็นไปอย่างรัดกุม โดยอย่างน้อยต้องปิดบังการแสดงข้อมูลรหัสผ่าน และปิดบังหน้าจอเมื่อย่อแอปพลิเคชั่น (application blurring)
(1.3)ใช้ช่องทางสื่อสารที่ปลอดภัย (secure protocol) และยืนยันตัวตนด้วยเทคนิค certificate pinning หรือวิธีอื่นที่เทียบเท่า รวมทั้งต้องดำเนินการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญในระดับแอปพลิเคชัน (application layer) ในการรับ - ส่งข้อมูล เพื่อป้องกันการถูกดักจับหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลระหว่างการรับส่ง (man in the middle attack)
(2) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของแอปพลิเคชันสถาบันการเงินต้องติดตามดูแลและปรับปรุงแอปพลิเคชันให้มีความมันคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากลและเท่าทันภัยคคามรูปแบบใหม่อยู่เสมอ โดยต้องดำเนินการอย่างน้อย ดังนี้
(2.1)แอปพลิเคขันของสถาบันการเงินต้องขอสิทธิเข้าถึงทรัพยากรหรือบริการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการ (application permission) เท่าที่จำเป็น และมีการทบทวนการขอสิทธิดังกล่าวทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ รวมถึงเป็นช่องโหว่ที่อาจถูกใช้โดยผู้อื่นที่กระทำการโดนทุจริต
(2.2)ไม่ให้บริการบนแอปพลิเคชันเวอร์ชันเก่าที่อาจมีช่องโหว่และอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ
(2.3)ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแอปพลิเคชั่นทุกครั้งในทันทีที่ผู้ใช้บริการเข้าใช้งาน (anti-tampering) และไม่ให้ผู้ใช้บริการใช้งานแอปพลิเคชันเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลผู้ใช้บริการรั่วไหลหรือเกิดความเสียหายจากแอปพลิเคชันที่มีการดัดแปลงแก้ไข เช่น การฝัง malicious code
(2.4) จัดการการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ (session) ให้ปลอดภัยเพื่อป้องกันการสวมรอยเข้าใช้งานโดยได้รับอนุญาต (session hijacking)
(2.5) ป้องกัน source code ของแอปพลิเคขันไม่ให้อยู่ในรูปแบบที่อ่านเข้าใจโดยง่าย เช่น การทำ source code obfuscation เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงและทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไข source code ได้
(3) การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์เคลื่อนที่สถาบันการเงินต้องให้บริการMobile Banking ในสภาพแวดล้อมของอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ไม่ประสงค์ดีกระทำการทุจริตโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการเข้าถึงMobile Banking และบัญชีของผู้ใช้บริการ โดยต้องดำเนินการอย่างน้อย ดังนี้
(3.1) ไม่อนุญาตให้แอปฟลิเคชั่นของสถาบันการเงินใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ตรวจพบว่ามีการเปิดสิทธิ์ให้เข้าถึงระบปฏิบัติการ (rooted/jailbroken)
(3.2)ไม่อนุญาตให้แอปพลิเคชันของสถาบันการเงินทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ในขณะที่มีแอปพลิเคชันอื่นกำลังทำงานและมีพฤติกรรมการทำงานที่เสี่ยงจะก่อให้เกิดการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ เช่น แอปพลิเคชันที่ขอสิทธิช่วยเหลือคนพิการ (accessibility services)โดยไม่จำเป็น แอปพลิเคชันที่สามารถควบคุมอุปกรณ์เคลื่อนที่จากระยะไกลได้ (remote control)แอปพลิเคชันที่มีการปิดบังหรือขโมยข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอของผู้ใช้งาน เพื่อลดความเสี่ยงที่แอปพลิเคชันของสถาบันการเงินจะถูกควบคุมหรือเข้าถึงโดย malware ที่มีการติดตั้งบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
(3.3)หลีกเลียงการให้บริการMobile Banking ของสถาบันการเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับ เช่น Thailand Banking Sector Computer Emergency Response Team (TB-CERT) กำหนดว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ
กรณีสถาบันการเงินมีการให้บริการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรือการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการสถาบันการเงินต้องจัดให้มีแนวทางการควบคุมความเสี่ยงเพิ่มเติม โดยการแจ้งเตือนถึงความเสี่ยงจากกรณีดังกล่าว รวมทั้งจำกัดวงเงินการทำธุรกรรมของกลุ่มผู้ใช้บริการดังกล่าวให้ทำธุรกรรมไม่เกินวันละ 5,000 บาท
ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องติดตามและปรับปรุงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของการให้บริการMobile Banking ให้เท่าทันภัยคุกคามทางไซเบอร์และภัยทุจริตรูปแบบใหม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง โดยกรณีที่พบช่องโหวใหม่ สถาบันการเงินต้องเร่งดำเนินการให้มีแนวทางป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม หรือดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
การขอผ่อนผันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
กรณีที่สถาบันการมินมีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์พิเศษที่ในที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ได้ ให้ยื่นขอผ่อนผันเป็นรายกรณีต่อธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมแสดงเหตุผลความจำเป็นและแผนการดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ต่อไป
ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ให้ถือปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยก็ได้
วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่กรณีตามข้อ (3.3) ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย