โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มอร์แกน สแตนลีย์” เมินตลาดหุ้นไทย ชี้ “กลุ่มแบงก์” RoE ต่ำสุดอาเซียน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 09.39 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

มอร์แกน สแตนลีย์ เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุด ระบุว่า ภาคธนาคารไทยยังขาดความน่าสนใจในการลงทุน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (RoE) อยู่ในระดับต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่อัตราเงินปันผลยังอยู่ในระดับปานกลาง

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุนในภาคธนาคารไทย มอร์แกน แนะนำให้พิจารณาหุ้นธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดยฝ่ายวิเคราะห์ให้เรตติ้ง "Overweight" สำหรับทั้งสองหุ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

โดยฝ่ายวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยคาดการณ์ว่า RoE ของกลุ่มธนาคารไทยจะลดลง 20bps สู่ระดับ 8.9% ในปี 68 สาเหตุหลักมาจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ชะลอตัวตามภาวะการเติบโตของสินเชื่อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อรายได้ของธนาคาร ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้จากค่าธรรมเนียม การควบคุมต้นทุน และการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของค่าใช้จ่ายด้านเครดิต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยพยุง RoE ให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ แม้ว่าการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคารไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าต่างประเทศ แต่ล่าสุดแนวโน้มดังกล่าวได้เปลี่ยนทิศทาง โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ถึงมกราคม 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยในดัชนี SET มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ฝ่ายวิเคราะห์ชี้ว่า ราคาหุ้นธนาคารยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากกองทุนในประเทศที่ให้ความสำคัญกับเงินปันผลมากกว่าการเติบโตของมูลค่าหุ้น ขณะที่การประเมินมูลค่าของ SCBx และ TTB ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ระดับ 8% ถูกมองว่าอยู่ในระดับเต็มมูลค่าแล้ว ในขณะที่ KBank และ BBL ซึ่งมีอัตราผลตอบแทน 6% และ 5% ตามลำดับ ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตของราคา

ฝ่ายวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์ว่า BBL และ KBANK จะมีการเติบโตของกำไรสูงสุดเป็นอันดับสองและสามในปี 2568 ตามหลัง TTB ซึ่งเป็นธนาคารที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดในปีดังกล่าว ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น BBL และ KBank ยังคงอยู่ที่ระดับ 1SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นหากปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย

แม้ว่าธนาคารไทยอาจได้รับประโยชน์จากการขยายผลิตภัณฑ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ไปยังฐานลูกค้าปัจจุบัน แต่ในระยะยาวยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงที่อาจทำให้เกิดการโยกย้ายเงินฝากเข้าสู่การลงทุน ประกอบกับสัดส่วนเงินฝากต่อ GDP ที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งอาจจำกัดโอกาสเติบโตของภาคธนาคารในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม มอร์แกน สแตนลีย์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในอัตราเลขหลักเดียวระดับสูง (high single-digit growth) โดยคาดว่า รายได้จากธุรกิจ Wealth Management จะสามารถช่วยชดเชยการเติบโตที่ชะลอตัวในภาคส่วนอื่นๆ ของธนาคารไทยได้ในระยะถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...