Gen 3 หอยนางรม ฝ่าทางตันตลาดน้ำปลา มุ่งสินค้าคู่ครัว-โตนอกประเทศ
สัมภาษณ์
แม้น้ำปลาจะเป็นสินค้าที่มีดีมานด์จากทั้งครัวเรือน และธุรกิจร้านอาหาร แต่อนาคตของตลาดน้ำปลาทั้งในไทยและต่างประเทศหลังจากนี้อาจไม่ราบรื่นนัก จากปัจจัยท้าทายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนของพฤติกรรมผู้บริโภค, การลดลงของประชากร, ฐานลูกค้าในต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงคู่แข่งต่างชาติที่พัฒนาสินค้าขึ้นมาท้าชน ฯลฯ
ประชาชาติธุรกิจได้พูดคุยกับ “พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ และ “พิมพ์ลภัทร เอกอัครินทร์” รองกรรมการผู้จัดการ คู่สามี-ภรรยา ผู้บริหารเจเนอเรชั่นที่ 3 ของน้ำปลาพิไชย ผู้ผลิตน้ำปลาตราหอยนางรม ถึงแนวคิดการพาธุรกิจน้ำปลาเก่าแก่อายุ 88 ปี ฝ่าความท้าทายของยุคสมัย และสร้างการเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยการพลิกกลยุทธ์ธุรกิจใหญ่ในรอบกว่า 30 ปี ทั้งการสื่อสารทำตลาดที่เข้มข้นขึ้น และสารพัดสินค้าใหม่ที่จะเข็นออกสู่ตลาด รวมไปถึงการโฟกัสสร้างรายได้จากตลาดโลกเพิ่มขึ้น
“พันธ์ชนะ” ฉายภาพว่า ตลาดน้ำปลาในไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาทนั้น อยู่ในภาวะใกล้อิ่มตัว โดยด้านมูลค่าเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี ส่วนด้านปริมาณมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการเข้าถึงสินค้าที่สูงมากแทบทุกครัวเรือน-ร้านอาหารต่างใช้น้ำปลาอยู่แล้ว ขณะที่คนรุ่นใหม่ยังหันไปใช้เครื่องปรุงอื่น ๆ ตามตัวเลือกที่มีมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงต่อเนื่อง
ส่วนปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตนั้นมีเพียงกระแสความนิยมน้ำปลาระดับบน-พรีเมี่ยม เช่น น้ำปลาโซเดียมต่ำ หรือน้ำปลาที่มีกลิ่นอ่อนลง ซึ่งมีราคาสูง ทำให้มูลค่าตลาดโตได้เล็กน้อย ทำให้ในระยะยาวมีความเสี่ยงที่ตลาดจะหดตัว
ด้านตลาดต่างประเทศ น้ำปลาไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก 2 ปัจจัย คือ ชาวไทยในต่างประเทศที่เป็นผู้บริโภคหลักลดจำนวนลง เหลือเพียงชาวเวียดนามและฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกันผู้ผลิตน้ำปลาในเวียดนามต่างพัฒนาคุณภาพด้านรสชาติ-กลิ่นดีขึ้น จนสามารถชิงฐานผู้ใช้ชาวเวียดนามไปได้ ส่งผลให้น้ำปลาไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง
ทำตลาดเข้มข้นรอบ 30 ปี
จากสถานการณ์นี้ บริษัทจึงตัดสินใจพลิกแนวทางธุรกิจ โดยขยายไลน์สินค้าทั้งน้ำปลารูปแบบใหม่ ๆ และสินค้าอื่นนอกเหนือจากน้ำปลา และทำการตลาดแบบเข้มข้นที่สุดในรอบกว่า 30 ปี รวมถึงขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น
โดยอาศัยต่อยอดประสบการณ์ในธุรกิจน้ำปลา ร่วมกับจุดเด่นด้านมาตรฐานการผลิต ซึ่งได้รับมาตรฐาน GMP/HACCP จากกรมประมง และ SGS ประเทศไทย รวมถึง ISO 9001/BRC มาพัฒนาสินค้าและจุดแตกต่างจากคู่แข่ง ตามเป้าสปีดรายได้จาก 601.4 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพื่อให้มีส่วนแบ่งตลาดจาก 5% เป็น 10% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจาก 25% เป็น 35% รวมถึงศึกษาโอกาสการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ IPO ด้วย
จากน้ำปลาสู่ทุกสินค้าคู่ครัวไทย
“พิมพ์ลภัทร” อธิบายว่า สำหรับสินค้าใหม่ ๆ นั้น พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ยกระดับให้หอยนางรมก้าวออกจากการเป็นเพียงน้ำปลาไปเป็น “แบรนด์ที่มีทุกสินค้าคู่ครัวไทย” ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเห็นโอกาสจากเทรนด์ของร้านอาหารขนาดเล็กที่หันมาใช้ซอสสำเร็จแทนการปรุงทีละจาน จึงเน้นจุดเด่นด้านความสะดวก แม้ทำอาหารไม่เป็นก็สามารถใช้ทำอาหารให้อร่อยได้
โดยในปี 2568 นี้ เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ อาทิ ซอสพริกสไตล์ศรีราชา, น้ำจิ้มแจ่ว, น้ำจิ้มไก่, เครื่องต้มยำพร้อมใช้ ไปจนถึงกะปิ และน้ำปลาร้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่จะสร้างรายได้จากตลาดยังต่างประเทศ เนื่องจากจะเป็นกะปิ และน้ำปลาร้า ระดับพรีเมี่ยมรายแรก ๆ ของตลาดส่งออก
หลังเปิดตัวสินค้าแนวสุขภาพอย่าง น้ำปลาตราหอยนางรม ไลท์ ที่เป็นน้ำปลาเค็มน้อย และน้ำตาล 0% กับน้ำปลาหอยนางรม สูตร SELECTED ซึ่งมีกลิ่นคาวน้อย และไม่ใส่ผงชูรส, สี รวมถึงวัตถุกันเสีย ไปก่อนแล้ว
จับมือเชฟดังนั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์
ด้านการทำตลาดนั้น ปี 2568 นี้ ทุ่มงบฯ 30 ล้านบาท มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์หอยนางรม ทั้งในไทยและต่างประเทศ ประเดิมด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ 2 คน คือ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านฤดู (Le Du) และเชฟนิค-ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ จากร้านวังหิ่งห้อย โดยเตรียมจัดอีเวนต์เปิดตัวใหญ่ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 นี้ เพื่อสร้างจุดเด่นในตลาดน้ำปลาไทยที่ปัจจุบันแข่งขันกันด้านแบรนดิ้ง ตามเทรนด์น้ำปลาพรีเมี่ยม
ส่วนตลาดต่างประเทศที่ปัจจุบันส่งออกไปมากกว่า 80 ประเทศนั้น จะโฟกัสประเทศอินโดนีเซีย, ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, แคนาดา รวมถึงญี่ปุ่น มุ่งชิงฐานลูกค้าทั้งครัวเรือน, ร้านอาหารไทยไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร หลังเห็นโอกาสจากการที่ผู้ผลิตข้าวกล่องในญี่ปุ่นใช้น้ำปลาไทยเป็นเครื่องปรุงรสในการผลิต และผลตอบรับของการเดินสายร่วมงานแสดงสินค้า โดยนอกจากน้ำปลาแล้วจะมีสินค้าหัวหอกเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด, กะปิ, น้ำปลาร้า
ลุยขยายโรงงาน-R&D
“พันธ์ชนะ” เสริมว่า นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนขยายการผลิตในโรงงานที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมีแผนระยะยาวที่จะสร้างบ่อน้ำปลาเพิ่มด้วยงบฯลงทุน 150 ล้านบาท และสร้างแผนกวิจัย-พัฒนาสินค้าเพิ่ม รวมถึงสร้างศูนย์ไลฟ์สดจำหน่ายสินค้า ตามแผนรุกสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์
ทั้งนี้เชื่อว่าด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ด้านสินค้า และการทำตลาดอย่างเข้มข้นทั้งในและนอกประเทศจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายระยะ 3 ปี ที่จะมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาด 10% ได้แน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Gen 3 หอยนางรม ฝ่าทางตันตลาดน้ำปลา มุ่งสินค้าคู่ครัว-โตนอกประเทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net