โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Gen 3 หอยนางรม ฝ่าทางตันตลาดน้ำปลา มุ่งสินค้าคู่ครัว-โตนอกประเทศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 มี.ค. 2568 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. 2568 เวลา 03.14 น.
พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์-พิมพ์ลภัทร เอกอัครินทร์

สัมภาษณ์

แม้น้ำปลาจะเป็นสินค้าที่มีดีมานด์จากทั้งครัวเรือน และธุรกิจร้านอาหาร แต่อนาคตของตลาดน้ำปลาทั้งในไทยและต่างประเทศหลังจากนี้อาจไม่ราบรื่นนัก จากปัจจัยท้าทายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนของพฤติกรรมผู้บริโภค, การลดลงของประชากร, ฐานลูกค้าในต่างประเทศเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงคู่แข่งต่างชาติที่พัฒนาสินค้าขึ้นมาท้าชน ฯลฯ

ประชาชาติธุรกิจได้พูดคุยกับ “พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ และ “พิมพ์ลภัทร เอกอัครินทร์” รองกรรมการผู้จัดการ คู่สามี-ภรรยา ผู้บริหารเจเนอเรชั่นที่ 3 ของน้ำปลาพิไชย ผู้ผลิตน้ำปลาตราหอยนางรม ถึงแนวคิดการพาธุรกิจน้ำปลาเก่าแก่อายุ 88 ปี ฝ่าความท้าทายของยุคสมัย และสร้างการเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยการพลิกกลยุทธ์ธุรกิจใหญ่ในรอบกว่า 30 ปี ทั้งการสื่อสารทำตลาดที่เข้มข้นขึ้น และสารพัดสินค้าใหม่ที่จะเข็นออกสู่ตลาด รวมไปถึงการโฟกัสสร้างรายได้จากตลาดโลกเพิ่มขึ้น

“พันธ์ชนะ” ฉายภาพว่า ตลาดน้ำปลาในไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาทนั้น อยู่ในภาวะใกล้อิ่มตัว โดยด้านมูลค่าเติบโตเพียง 1-2% ต่อปี ส่วนด้านปริมาณมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากการเข้าถึงสินค้าที่สูงมากแทบทุกครัวเรือน-ร้านอาหารต่างใช้น้ำปลาอยู่แล้ว ขณะที่คนรุ่นใหม่ยังหันไปใช้เครื่องปรุงอื่น ๆ ตามตัวเลือกที่มีมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตนั้นมีเพียงกระแสความนิยมน้ำปลาระดับบน-พรีเมี่ยม เช่น น้ำปลาโซเดียมต่ำ หรือน้ำปลาที่มีกลิ่นอ่อนลง ซึ่งมีราคาสูง ทำให้มูลค่าตลาดโตได้เล็กน้อย ทำให้ในระยะยาวมีความเสี่ยงที่ตลาดจะหดตัว

ด้านตลาดต่างประเทศ น้ำปลาไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก 2 ปัจจัย คือ ชาวไทยในต่างประเทศที่เป็นผู้บริโภคหลักลดจำนวนลง เหลือเพียงชาวเวียดนามและฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกันผู้ผลิตน้ำปลาในเวียดนามต่างพัฒนาคุณภาพด้านรสชาติ-กลิ่นดีขึ้น จนสามารถชิงฐานผู้ใช้ชาวเวียดนามไปได้ ส่งผลให้น้ำปลาไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทำตลาดเข้มข้นรอบ 30 ปี

จากสถานการณ์นี้ บริษัทจึงตัดสินใจพลิกแนวทางธุรกิจ โดยขยายไลน์สินค้าทั้งน้ำปลารูปแบบใหม่ ๆ และสินค้าอื่นนอกเหนือจากน้ำปลา และทำการตลาดแบบเข้มข้นที่สุดในรอบกว่า 30 ปี รวมถึงขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น

โดยอาศัยต่อยอดประสบการณ์ในธุรกิจน้ำปลา ร่วมกับจุดเด่นด้านมาตรฐานการผลิต ซึ่งได้รับมาตรฐาน GMP/HACCP จากกรมประมง และ SGS ประเทศไทย รวมถึง ISO 9001/BRC มาพัฒนาสินค้าและจุดแตกต่างจากคู่แข่ง ตามเป้าสปีดรายได้จาก 601.4 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เพื่อให้มีส่วนแบ่งตลาดจาก 5% เป็น 10% และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจาก 25% เป็น 35% รวมถึงศึกษาโอกาสการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ IPO ด้วย

จากน้ำปลาสู่ทุกสินค้าคู่ครัวไทย

“พิมพ์ลภัทร” อธิบายว่า สำหรับสินค้าใหม่ ๆ นั้น พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ยกระดับให้หอยนางรมก้าวออกจากการเป็นเพียงน้ำปลาไปเป็น “แบรนด์ที่มีทุกสินค้าคู่ครัวไทย” ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเห็นโอกาสจากเทรนด์ของร้านอาหารขนาดเล็กที่หันมาใช้ซอสสำเร็จแทนการปรุงทีละจาน จึงเน้นจุดเด่นด้านความสะดวก แม้ทำอาหารไม่เป็นก็สามารถใช้ทำอาหารให้อร่อยได้

โดยในปี 2568 นี้ เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ อาทิ ซอสพริกสไตล์ศรีราชา, น้ำจิ้มแจ่ว, น้ำจิ้มไก่, เครื่องต้มยำพร้อมใช้ ไปจนถึงกะปิ และน้ำปลาร้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่จะสร้างรายได้จากตลาดยังต่างประเทศ เนื่องจากจะเป็นกะปิ และน้ำปลาร้า ระดับพรีเมี่ยมรายแรก ๆ ของตลาดส่งออก

หลังเปิดตัวสินค้าแนวสุขภาพอย่าง น้ำปลาตราหอยนางรม ไลท์ ที่เป็นน้ำปลาเค็มน้อย และน้ำตาล 0% กับน้ำปลาหอยนางรม สูตร SELECTED ซึ่งมีกลิ่นคาวน้อย และไม่ใส่ผงชูรส, สี รวมถึงวัตถุกันเสีย ไปก่อนแล้ว

จับมือเชฟดังนั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์

ด้านการทำตลาดนั้น ปี 2568 นี้ ทุ่มงบฯ 30 ล้านบาท มุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์หอยนางรม ทั้งในไทยและต่างประเทศ ประเดิมด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ 2 คน คือ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านฤดู (Le Du) และเชฟนิค-ณัฏฐพล ภวไพบูลย์ จากร้านวังหิ่งห้อย โดยเตรียมจัดอีเวนต์เปิดตัวใหญ่ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 นี้ เพื่อสร้างจุดเด่นในตลาดน้ำปลาไทยที่ปัจจุบันแข่งขันกันด้านแบรนดิ้ง ตามเทรนด์น้ำปลาพรีเมี่ยม

ส่วนตลาดต่างประเทศที่ปัจจุบันส่งออกไปมากกว่า 80 ประเทศนั้น จะโฟกัสประเทศอินโดนีเซีย, ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, แคนาดา รวมถึงญี่ปุ่น มุ่งชิงฐานลูกค้าทั้งครัวเรือน, ร้านอาหารไทยไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร หลังเห็นโอกาสจากการที่ผู้ผลิตข้าวกล่องในญี่ปุ่นใช้น้ำปลาไทยเป็นเครื่องปรุงรสในการผลิต และผลตอบรับของการเดินสายร่วมงานแสดงสินค้า โดยนอกจากน้ำปลาแล้วจะมีสินค้าหัวหอกเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด, กะปิ, น้ำปลาร้า

ลุยขยายโรงงาน-R&D

“พันธ์ชนะ” เสริมว่า นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนขยายการผลิตในโรงงานที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมีแผนระยะยาวที่จะสร้างบ่อน้ำปลาเพิ่มด้วยงบฯลงทุน 150 ล้านบาท และสร้างแผนกวิจัย-พัฒนาสินค้าเพิ่ม รวมถึงสร้างศูนย์ไลฟ์สดจำหน่ายสินค้า ตามแผนรุกสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์

ทั้งนี้เชื่อว่าด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ด้านสินค้า และการทำตลาดอย่างเข้มข้นทั้งในและนอกประเทศจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายระยะ 3 ปี ที่จะมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาด 10% ได้แน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Gen 3 หอยนางรม ฝ่าทางตันตลาดน้ำปลา มุ่งสินค้าคู่ครัว-โตนอกประเทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...