โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ต้นแบบ “สัจนิยมมหัศจรรย์” โดย กาโบ

Sarakadee Lite

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 01.27 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 01.27 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

ในวาระที่ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว (One Hundred Years of Solitude) ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel García Márquez) หรือ กาโบ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ค.ศ. 1982 ได้รับการต่อยอดสู่ซีรีส์ในแพลตฟอร์มสตรีมมิงเจ้าใหญ่อย่าง Netflix ไปเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2024 ที่ผ่านมา เราจึงชวนหยิบวรรณกรรมภาษาสเปนปี ค.ศ. 1967 ของกาโบกลับขึ้นมาอ่านอีกครั้งว่าทำไม หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว จึงเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกที่ส่งให้ชื่อ “กาโบ” ขึ้นแท่นนักเขียนอมตะระดับโลกจวบจนทุกวันนี้ และทำไมนวนิยายเล่มนี้จึงมีอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรมปัจจุบันโดยเฉพาะขนบทางวรรณกรรมแบบ สัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) พร้อมยอดจัดจำหน่ายทั่วโลกไม่น้อยกว่า 50 ล้านเล่ม ตีพิมพ์มากกว่า 46 ภาษา

One Hundred Years of Solitude เวอร์ชัน Netflix

แม้ในปัจจุบันแนวทาง สัจนิยมมหัศจรรย์ มีผู้นิยมมากขึ้น แต่ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ก็มักถูกหยิบขึ้นมาอ้างอิงเสมอเวลาเอ่ยถึงขนบ “สัจนิยมมหัศจรรย์” และนอกจากความโดดเด่นด้านรูปแบบวรรณกรรมแล้ว หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ยังบรรจุเนื้อหาไว้เต็มเปี่ยมทั้งประเด็นการล่าอาณานิคม ประวัติศาสตร์และการหลงลืม ความรักและความตาย การเจริญเติบโตทางเทคโนโลยี โลกทัศน์ที่อ้างอิงกับความคิดจิตวิญญาณ จนไปถึงการถ่ายทอดความรู้ของมนุษย์จากรุ่นสู่รุ่น และแนวคิดอีกมากมายที่สะท้อนความรู้ความคิดของกาโบในสมัยยุค 60’s โดยประเด็นทั้งหมดถูกเล่าผ่านวรรณกรรมที่ผสานทั้งประเด็นทางสังคมเข้ากับการจินตนาการ ร่วมด้วยเรื่องราวส่วนตัวของเขาและเรื่องราวรอบตัว จนเขาสามารถสร้างเรื่องราวของ มากอนโด เมืองลึกลับที่เต็มไปด้วยเหตุมหัศจรรย์อันขมขื่นขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์

กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ภาพ : © Richard Emblin. Kindly provided by Richard Emblin

น้ำแข็งแห่งมากอนโด

“น้ำแข็ง” เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวมหากาพย์ใน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว จากวัตถุเล็กน้อยที่เราแทบไม่ประหลาดใจกับมันแล้วในปัจจุบัน แต่กลับกันมันคือชนวนเหตุแห่งความมหัศจรรย์แห่งเมือง มากอนโดที่เพียงได้สัมผัสก็สามารถรับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ซึ่งทำให้น้ำแข็งมาสถิตเบื้องหน้า จนสามารถลืมเลือนทุกสิ่งที่เคยสำคัญมาก่อนหน้าไปชั่วขณะ และเมื่อนั้นวิทยาศาสตร์ก็กลายเป็นพระเจ้าของชาวเมืองในทันทีดังที่ตัวละครโฆเซ อาร์กาดิโอ บวนเดีย กล่าวไว้ว่า

“…ในขณะที่ประทับมือลงบนก้อนน้ำแข็งราวกับกำลังแสดงประจักษ์พยานต่อพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ เขาประกาศก้องว่า …นี่คือสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคของเรา”

หากอิงจากในนวนิยายในฉากที่คณะยิปซีเข้ามาในเมืองเพื่อเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์ล้ำยุคเหนือจินตนาการอย่าง “แม่เหล็ก” ที่บรรยายไว้ว่าเหล็กสองแท่งที่สามารถดูดเหล็กต่างๆได้ และ “แว่นขยาย” ที่สามารถรวมแสงนำมาเป็นพลังงานความร้อนจนจุดไฟจากฟางแห้ง ทำให้ตัวละครโฆเซ อาร์กาดิโอ บวนเดีย อยากมีความสามารถเยี่ยงนักประดิษฐ์และสามาถคิดค้นอะไร “ใหม่” ให้เกิดขึ้นมาได้ แต่นั่นกลับนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดกับ อูร์ซูลา ภรรยาผู้เชื่อโลกทัศน์แบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนการเข้ามาของคณะยิปซี โดยฝั่งภรรยาให้คุณค่ากับการสร้างครอบครัว และใช้ชีวิตแบบปกติแบบที่ที่ยังเชื่อเหตุมหัศจรรย์โดยไม่ต้องพยายามหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้กาโบได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ในฐานะความล้ำสมัย ก้าวหน้า และ “ความเป็นจริง” เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและหากนำไปอ่านเชิงบริบทว่านวนิยายเล่มนี้เขียนและเผยแพร่ในสมัย 1960 ซึ่ง เป็นยุคสมัยที่โลกทั้งใบอยู่ภายใต้การต่อสู่ทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ ซึ่งหนึ่งในสมรภูมิทางความคิดประชันกันของสองโลกคือ “แนวคิดทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์” เช่น การแข่งกันปล่อยอากาศยานสู่อวกาศเพื่อไปเยือนดวงจันทร์ สู่การโฆษณาด้านเทคโนโลยีว่าจะเป็น “อนาคต” ของโลกโดยเฉพาะฝั่งเสรีที่ขายพ่วงความล้ำสมัยกับแนวคิดตลาดเสรี พร้อมคุณค่าแบบวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ชีวิตสามารถคำนวนและหาความแน่นอนได้ เช่นเดียวกับการรุกคืบมากอนโดของคณะยิปซี ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ามาเผยแพร่แนวคิดใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมอบ “ความจริงอันแน่นอน” เพื่อชวนผู้คนในมากอนโดเชื่อในความจริงอีกแบบนอกเหนือความจริงแบบพื้นถื่นที่อิงอยู่กับผีสางและอิทธิฤทธิ์มหัศจรรย์

ภาพจากเวอร์ชันซีรีส์ Netflix

มองเทคโนโลยีและอนาคตจาก มากอนโด

อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้คือการเดินทางเพื่อคว้าความฝัน การตั้งคำถามถึงชีวิตที่ต้องขวนขวายเพื่อความมั่งคั่งและความสำเร็จ…จริงหรือที่การดำรงอยู่ของชีวิต หมายถึงการเดินทางเพื่อค้นหาความไม่สิ้นสุดไปตลอดกาล โดยโฆเซ อาร์กาดิโอ บวนเดีย กล่าวไว้สั้นๆ แต่น่าสนใจว่า

“ไม่มีใครเป็นคนของที่ไหนทั้งนั้น ตราบเท่าที่ยังปราศจากคนตายฝังอยู่ใต้ดิน”

เมื่อ โฆเซ อาร์กาดิโอ บวนเดีย หมกมุ่นในการผจญภัยเพื่อค้นคว้าสิ่งใหม่ เขาจึงคิดว่าการดำรงอยู่ของเขาคือการเดินทางเพื่อค้นหาความไม่สิ้นสุดตลอดกาล แนวคิดนี้สำคัญอย่างยิ่งและเป็นส่วนสำคัญของโฆษณาชวนเชื่อของฝั่งโลกเสรี ที่พยายามขายความไม่สิ้นสุดของชีวิต รวมทั้งการมีความฝันที่ต้องเดินทางไล่จับไปตลอดกาล ต้นตำรับสำหรับทุนนิยมอย่างอเมริกาจึงมี ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) ที่มากจากแนวคิดทำมากได้มาก ชีวิตต้องขวนขวายเพื่อความมั่งคั่งและสำเร็จความฝัน ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินทางไม่หยุดนิ่งเสมอหากต้องการความมั่งคั่ง และอุดมการณ์ดังกล่าวก็กำลังแพร่ขยายไปในหลากหลายพื้นที่ของโลกขณะที่กาโบกำลังเขียนนวนิยายเล่มนี้อยู่

ภาพจากเวอร์ชันซีรีส์ Netflix

กลุ่มยิปซีผู้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมล้ำสมัยมาเผยแพร่ในมากอนโดจึงเป็นทั้งภาพแทนของเจ้าจักรวรรดิที่เดินทางเข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดของคนพื้นถิ่นให้เชื่อในความสมัยใหม่ผ่านเทคโนโลยี และทำให้วิถีดั้งเดิมดูอ่อนค่าลง ไม่หวือหวาเท่าชีวิตแบบใหม่ที่พวกเขานำมาขาย มากอนโด ในฉากเปิดเรื่องจึงเป็นเหมือนหลายทวีปที่ได้รับผลกกระทบจากการเผยแพร่แนวคิดจากโลกใบใหม่ เพื่อมาเปลี่ยนแปลงโลกของพวกเขาและเธอให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ดยการก้าวเท้าตามโลกใบใหม่นามของ “อนาคต” ไปตลอดกาล

และไม่ว่าใครก็ตามที่สามารถครองนิยามของ “อนาคต” ไว้ในมือได้ก็จะสามารถควบคุมการสร้างอนาคตไว้ได้อย่างมหัศจรรย์กว่าผีตนไหนๆ ที่มีมาในมากอนโด…ตรงกันข้ามกับใครก็ตามที่ไม่เชื่อแนวคิดแห่ง “อนาคต ก็อาจจะต้องถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวไปอีกหลายร้อยปี

Fact File

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

นักเขียน : กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

ผู้แปล : ชนฤดี ปลื้มปวารณ์

สำนักพิมพ์ : บทจร

อ้างอิง

The post หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ต้นแบบ “สัจนิยมมหัศจรรย์” โดย กาโบ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...