โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องระบบการศึกษาโอซาก้า (2): สำรวจการศึกษาระดับประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หนทางเข้าสู่ตลาดแรงงานญี่ปุ่น

The101.world

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 20.13 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 17.02 น. • The 101 World

ต่อจากตอนที่ 1 ระบบการศึกษาญี่ปุ่นที่มีโอกาสได้ศึกษาดูงานในระดับต่อไปคือ ‘ประถมศึกษา’ ในตอนนี้ผู้เขียนยังคงอยู่ในจังหวัดโอซาก้า ยิ่งเป็นชั้นที่โตขึ้น เสียงเรียกร้องถึงสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จากปากครูและนักการศึกษา ในกรณีของโอซาก้าอาจเข้มข้นเป็นพิเศษ เพราะในทริปนี้เดินทางโดยการอำนวยความสะดวกจากเครือข่ายครูที่ทำงานสหภาพแรงงาน ซึ่งใส่ใจเรื่องสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก พวกเขาตระหนักดีว่าระบบการศึกษาญี่ปุ่นมีปัญหาทั้งเรื่องความรุนแรงต่อเด็กในครอบครัว รวมไปถึงสวัสดิการของครูปฐมวัยที่แม้จะดีขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังไม่น่าพอใจ

โรงเรียนประถม รอยต่อจากระดับปฐมวัย

โรงเรียนประถมศึกษาที่ได้ไปเยือน อาจให้ชื่อสมมติว่าโรงเรียน N แต่เดิมเป็นที่อยู่ของลูกหลานชนชั้นแรงงานที่ถูกดูถูกและตั้งแง่รังเกียจ จึงมีความพยายามเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งรับฟังเสียงจากชุมชนและประชาชน เรื่องเหล่านี้ถูกขับเน้นมาราว 50 ปีแล้ว ทุกวันนี้ยังมีลูกหลานของชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีน เปรู อินโดนีเซีย รวมถึงคนพิการเข้าเรียนด้วยกัน มีแนวคิดหลักคือ ‘ทุกคนเรียนด้วยกัน’ ทุกคนควรจะได้สิทธิเรียนอย่างเท่าเทียม

ผู้บริหารเล่าให้ฟังว่า นักเรียนที่นี่จะเรียนรู้ในด้านสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องสิทธิตัวเองได้ด้วย เมื่อ 7 ปีที่แล้วได้การรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในฐานะที่เป็น Safe Community โดยมีความตั้งใจที่จะสร้างทักษะให้กับเด็กๆ คือ ความภูมิใจในตัวเองและชุมชน ทักษะในการเห็นใจเพื่อนและผู้อื่น ทักษะการสื่อสารความรู้สึกและความคิดเห็นให้ผู้อื่นเข้าใจ ต่อสู้การดูถูกหรือเหตุทุจริต การแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงการมีส่วนร่วมกับสังคม ให้สังคมช่วยรักษาสิทธิมนุษยชน

โรงเรียนยังสนับสนุนให้เด็กออกไปยังชุมชน ไปทำนา หรือกระทั่งเข้าโรงงาน ในแต่ละชั้นจะให้เด็กค่อยๆ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันไป นั่นคือ

  • ป.1-2 เพื่อนและชุมชน
  • ป.3-4 สังคมญี่ปุ่นและชุมชน
  • ป.5-6 ต่างประเทศและวัฒนธรรมต่างแดน

ก่อนเข้าเรียนในแต่ละวัน โรงเรียนจะให้เด็กได้ ‘เล่น’ เสียก่อน นอกจากนั้นครูต้องพยายามดึงข้อดีของเด็กมาให้ได้ การเรียนรู้ดังกล่าวอาจต้องให้เด็กอยู่ในกลุ่มถึงจะสามารถเห็นจุดเด่นของตัวเอง สำหรับคนที่ไม่เห็นข้อดีของตัวเองอาจจะไม่มีความมั่นใจ เด็กเหล่านี้อาจจะชอบอยู่คนเดียวหรือใช้ความรุนแรงกับเพื่อน จึงมีการสอนให้เด็กเขียนบันทึกทุกวัน เป็นการเขียนถึงเรื่องภายในของเด็กให้ครูได้อ่าน และฝึกแสดงความรู้สึกที่มีต่อเพื่อน

ในระบบการศึกษาญี่ปุ่นจะไม่มีการให้ ‘ซ้ำชั้น’ แต่เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องฝึกและโค้ชอย่างใกล้ชิด หากไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ ในระดับ ป.2 ขึ้นไป นอกจากครูประจำชั้นแล้ว จะมีครูช่วยสอนเสริม เช่น วิชาคณิตศาสตร์

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีระบบการส่งต่อระหว่างโรงเรียนอนุบาลมายังประถมศึกษา ซึ่งจะมีการจัดประชุมร่วมในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม โดยมีการจัดทำข้อมูลรายบุคคลของแต่ละคนเพื่อส่งต่อ นอกจากนั้น ในระดับประถมศึกษาสู่ระดับมัธยมต้น คณะครูของโรงเรียนทั้งคู่ต้องมาประชุมร่วมกันเช่นกัน เนื่องจากระบบการศึกษาญี่ปุ่นนั้น ในระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมต้น จะต้องเรียนในเขตการศึกษาของตนเท่านั้น โรงเรียนในเขตที่อยู่อาศัยจึงเป็นโรงเรียนที่ถูกกำหนดไว้อย่างหลวมๆ

ผู้เขียนมีโอกาสสังเกตการณ์เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ จึงไม่เห็นบรรยากาศการเรียนการสอนมากนัก แต่หากเทียบประสบการณ์ในระดับประถมศึกษา อาจจะเห็นได้จาก ภาพยนตร์สารคดี The Making of a Japanese (2023)สารคดีได้เล่าเรื่องคู่ขนานกันของชีวิตเด็ก ป.1 และ ป.6 ในโรงเรียนเทศบาลแห่งหนึ่งในโตเกียว ชีวิตพวกเขาอยู่ใน 3 เทอม ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ขณะเดียวกัน ก็มีมุมมองจากครูของเด็กๆ ด้วย แม้จะไม่ใช่พื้นที่อย่างที่โอซาก้า ก็น่าจะพอทำให้เราเห็นภาพได้บ้าง

เราจะเห็นว่าพิธีกรรมปฐมนิเทศเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าพิธีจบการศึกษา น้องๆ ป.1 จะได้รับการต้อนรับจากพี่ ป.2 และในบางคาบ บางกิจกรรม พี่ ป.6 หรือชั้นโตๆ จะเข้ามาดูแลน้องๆ นี่คือกระบวนการการสร้างการทำงานร่วมกัน และสังคมรวมหมู่ของญี่ปุ่น แม้การช่วยเหลือกันก็เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมชุดหนึ่ง แต่ในอีกด้าน สังคมญี่ปุ่นคาดหวังว่าเด็กๆ จะเติบโตมาแบบที่พึ่งพาตัวเองได้ และถูกผลักดันไปให้สุดผ่านการแข่งขัน ในระดับประถมฯ เราจะเห็นตัวละคร ป.1 อย่างน้อย 2 คนที่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นแข่งวิ่งหรือการออดิชันเพื่อเล่นดนตรีในงานปฐมนิเทศให้น้องในปีหน้า

มากไปกว่าการแข่งขัน คือ เมื่อได้เป็นตัวแทนกลุ่มและทำงานในนามของกลุ่มแล้ว เด็กๆ จะต้องทำเต็มที่ในหน้าที่ ฝึกในโรงเรียนไม่พอ ก็ต้องกลับไปฝึกซ้อมที่บ้าน เด็ก ป.6 ที่มีหน้าที่ต้องแสดงกิจกรรมกระโดดเชือกเพื่อแสดงในงานกีฬาสี เมื่อเจอปัญหาว่าไม่สามารถแสดงได้ตามที่ถูกคาดหวัง ก็ต้องกดดันและพัฒนาตัวเองให้กระโดดเชือกในท่ายากๆ อย่างการไขว้ซ้ายขวา หรือกระทั่งกระโดดให้ได้ 2 รอบในการหมุนเชือกเพียงครั้งเดียว

เช่นเดียวกับเด็กหญิง ป.6 ที่ผ่านออดิชันไปตีฉาบในงานแสดงดนตรี แต่ปรากฏว่า เธอไม่ได้ซ้อมและแสดงออกมาไม่ดี นอกจากนั้นเธอเป็นคนเดียวที่เล่นเครื่องดนตรีชิ้นนั้น สายตาและคำพูดของครูผู้คุมวงตอกย้ำแบบไม่ปรานีว่า “ถ้าเป็นแบบนี้วงก็เล่นไม่ได้” เด็กคนนั้นเสียใจและมีน้ำตา แต่ครูผู้รับผิดชอบการแสดงดนตรีก็ไม่มีการโอ๋ใดๆ กลับเป็นหน้าที่ครูประจำชั้นที่เข้ามาช่วยปลอบและพูดกับเธอว่า ถ้าเธอจะถูกด่า ครูจะอยู่ตรงนั้นด้วย

สารคดียังเผยว่า ครูประถมของเทศบาลจะมีวาระในการอยู่ในโรงเรียน เช่นทุก 2 ปีจะต้องเวียนไปโรงเรียนอื่น ซึ่งไม่รู้ลึกถึงรายละเอียด แต่คงอยู่ในเขตเทศบาลนั้นๆ การทำงานของครู ถือว่าเป็นงานที่หนัก ที่ญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน พวกเขาดูแลนักเรียนในหลายรูปแบบ ทั้งการเข้มงวด การปลอบประโลม อีกทั้งต้องเตรียมนักเรียนก่อนจะออกทัศนศึกษา ปีนั้นจะมีแข่งโอลิมปิกที่ญี่ปุ่น เด็กป.6 จึงต้องเตรียมพร้อม และทุกคนตื่นเต้น แต่ความฝันก็ต้องพังลงเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาถึง ไม่เพียงทัศนศึกษา แต่ยังหมายถึงโลกแบบเก่าที่พังทลาย ต้องเข้าสู่โลกที่การเว้นระยะเกิดขึ้น และมีการสอนนักเรียนเพียงครึ่งเดียว

สำหรับเด็กๆ แล้ว การซ้อมหนีอุบัติภัยเป็นเรื่องปกติ และมีการสุ่มซ้อมด้วยเสียงเตือนภัยในบางวัน เช่น วันหนึ่งพวกเขากินข้าวเที่ยงอยู่ ก็มีประกาศซ้อมรับมือแผ่นดินไหว เด็กๆ ก็จะทำตามคู่มือที่พวกเขาได้เรียนรู้ ว่าหากเกิดแผ่นดินไหวจะต้องมุดลงไปใต้โต๊ะเพื่อป้องกันของร่วงหล่นใส่หัว แล้ววันนั้นมีสถานการณ์ว่า แผ่นดินหยุดไหว แต่มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้น จะต้องรีบอพยพ ที่โต๊ะจะมีหมวกสามเหลี่ยม เด็กๆ จะสวมให้รัดกุมและออกไปรวมตัวกันที่สนามหน้าโรงเรียน ส่วนกรณีของเด็ก ป.6 ที่ได้ไปพักแรมนอกสถานที่ ก่อนจะเข้าพัก ครูก็จะมีการซ้อมหนีไฟในโรงแรมด้วย

ท้ายเรื่อง น้อง ป.1 ที่เรียนมา 1 ปี กลายเป็นพี่ ป.2 สำหรับกิจกรรมในงานปฐมนิเทศของน้องใหม่ พวกเขาได้รับมอบหมายต้อนรับน้อง ป.1 ด้วยบทเพลงที่พวกเขาเพียรพยายามซ้อมอย่างเต็มที่ ส่วน พี่ป.6 ก็จบการศึกษาไป ครูหัวเกรียนอิ่มเอมใจที่ส่งนักเรียนของตัวเองจนสำเร็จการศึกษา ครูชายอีกคนนึงกลั้นน้ำตาแห่งความภูมิใจในวันสุดท้ายของเด็กๆ ไม่ไหว ส่วนครูหญิงก็ต้องอำลานักเรียนเพื่อไปอยู่โรงเรียนอื่น

จากการเข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการงานหนึ่งที่วิทยากรมีประสบการณ์ด้านการศึกษาในญี่ปุ่น มีการแลกเปลี่ยนกันว่า การเปลี่ยนผ่านจากระดับปฐมวัยสู่ระดับประถมศึกษา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และจะต้องถูกเอาใจใส่เป็นพิเศษ

ม.ต้น กับ เส้นทางอาชีพ

ทราบมาว่านักเรียนญี่ปุ่นมุ่งเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยราวร้อยละ 60 ดังนั้น การเรียนในระดับมัธยมต้นจึงเป็นการศึกษาในระบบที่จะส่งต่อเหล่านักเรียนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมชมห้องสมุดเมืองของเทศบาล และพบว่าในโซนหนังสือเด็กจะมีหนังสือแนะนำอาชีพอยู่เสมอ ปกหนังสือเล่มหนึ่งผู้เขียนใช้ Google translate แปลอ่าน ได้ใจความว่า “ฉันต้องหาให้เจอว่าจะทำอาชีพอะไรก่อนจะเรียนชั้น ม.ต้น” สอดคล้องกับวันหนึ่งที่คณะศึกษาดูงานไปที่เยือนศูนย์เด็กแห่งหนึ่งแล้วพบว่า มีนักเรียนชั้น ม.2 ไปฝึกงานอยู่ ก็คงหวังว่าจะได้สัมผัสว่าในอนาคต ชีวิตในอาชีพนั้นจะต้องเจออะไรบ้าง แม้จะไม่ใช่เวลาที่ยาวนานมาก แต่พวกเขาก็ได้รับประสบการณ์ที่ครูแนะแนวไม่อาจจะให้ได้ นั่นคือประสบการณ์ตรง

ในระดับมัธยมต้น ได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์โรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ขอใช้ชื่อว่าโรงเรียน D โรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียนระดับมัธยมต้นซึ่งสังกัดกับเทศบาลเมืองมัตสึบะระ มีตั้งแต่ชั้น ม.1-3 ชั้นละ 4 ห้อง มีนักเรียนราว 370 คน โดยมีครูราว 40 คน เราได้มีโอกาสสังเกตการณ์ห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน ห้อง workshop งานช่าง ห้องศิลปะ รวมไปถึงห้องดนตรี ในห้องที่ดูเก่ามีกีตาร์คลาสสิกวางเรียนกันอยู่ราว 30 ตัว จะเห็นว่าอุปกรณ์การเรียนและห้องเรียนนั้นได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

ผู้บริหารเล่าให้เราฟังหลายประเด็น แต่ที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้จะเป็นการเรียนรู้แบบกลุ่ม เป็นเพื่อนเรียนรู้ด้วยกัน สำหรับนักเรียนที่เรียนรู้ช้า จะให้มาแต่เช้า หรืออยู่หลังเลิกเรียนเพื่อที่ทางโรงเรียนจะสอนพิเศษให้ นอกจากนั้นจะเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยให้คิดถึงชีวิตตัวเอง เพื่อนๆ และอาชีพภายหน้า ไม่เพียงเท่านั้น ว่ากันว่าทุกโรงเรียนจะต้องมีครูที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ สาเหตุอาจเป็นเพราะในอดีต โรงเรียนและครูเคยมีปัญหากับชุมชน เช่น ครูเคยดูถูกชุมชนและกระทบกระทั่งกันมาก่อน เรื่องนี้จึงถูกให้ความสำคัญขึ้นมาเช่นเดียวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ผู้เขียนมีโอกาสสังเกตการณ์และกินข้าวเที่ยงกับกลุ่มเด็ก ม.ต้น ปรากฏว่า นักเรียนญี่ปุ่นขี้อาย ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติ แต่โชคดีที่โต๊ะนั้น น่าจะเป็นเด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นกับต่างชาติอะไรซักอย่าง คนนี้จะโอเคหน่อยเวลาสนทนากับคนต่างชาติอย่างเรา ตัวอย่างนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นเองก็มีประเด็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในฐานะแรงงานและลูกหลานแรงงาน ยามที่ประชากรญี่ปุ่นจำนวนลดลง จำต้องนำเข้าแรงงานข้ามชาติมาทำงานไปด้วย

พวกเรายังได้พบปะกับคณะกรรมการศึกษาเทศบาลเมืองมัตสึบะระ จึงได้ข้อมูลว่า มีโรงเรียนประถมในสังกัด 15 แห่ง และโรงเรียนมัธยมต้นอยู่ 7 แห่ง รวมนักเรียนราว 7,500 คน โดยมีการคัดเลือกครูผ่านการสอบข้อเขียนและมีผู้บริหารโรงเรียนมาสอบสัมภาษณ์

ภาพที่ 1 ปกหนังสือที่มีคำโปรยว่า “ฉันต้องหาให้เจอว่าจะทำอาชีพอะไร ก่อนจะเรียนชั้น ม.ต้น”

โรงเรียน ม.ปลาย: การเลือกเรียนเพื่ออาชีพในอนาคต

ส่วนโรงเรียนระดับ ม.ปลาย โดยโครงสร้างแล้ว มักจะสังกัดส่วนท้องถิ่น ในกรณีนี้อาจจะเรียกเพื่อเทียบเคียงให้เข้าใจได้คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดโอซาก้า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนจำนวน 670 คน มีครูราว 60 คน ประวัติโรงเรียนก็ไม่ธรรมดา มีคำบอกเล่าว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้วมีการเรียกร้องขนานใหญ่ในโอซาก้า เพื่อให้โรงเรียนมัธยมรับคนพิการเข้าเรียนร่วม (เข้าใจว่าแต่ก่อนจะแยกกันเรียน) เพื่อนที่รักกันมาได้ทำการรณรงค์เพื่อให้จังหวัดโอซาก้าปรับเปลี่ยนเกณฑ์การเข้าเรียนของนักเรียนพิการให้เรียนร่วมกัน ครั้งนั้นมีการล่ารายชื่อกว่า 20,000 คน และแล้วการเรียกร้องนั้นก็ประสบความสำเร็จ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โรงเรียนนี้จะมีชมรมเพื่อนดูแลเพื่อนเพื่อดูแลเพื่อนที่เป็นผู้พิการ

จากตารางสอน[1] จะพบว่า ไม่ได้แบ่งแผนการเรียนกว้างๆ อย่างสายวิทย์-สายศิลป์ แต่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกวิชาเรียน ในที่นี้แบ่งเป็น 4 กรณีของนักเรียนชั้น ม.6 โดยหยิบยกตัวอย่างมาทั้งหมด 4 คน ได้แก่ คุณ A ผู้ตั้งเป้าจะเป็นพยาบาล คุณ B ผู้ตั้งเป้าจะทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ คุณ C ผู้ตั้งเป้าจะเป็นครูปฐมวัย และคุณ D ผู้ตั้งเป้าจะเรียนต่อด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

ตารางในลำดับถัดไปนี้ แถบสีดำคือวิชาบังคับ แถบสีขาวคือวิชาเลือกตามแผนการเรียน, แถบสีเทาคือวิชาวิจัยที่นักเรียนจะต้องเลือกและนำเสนอธีมของตน จะเห็นว่าตามตัวอย่างทางเลือกของสี่คน จะมีวิชาบังคับที่ต้องเรียนเหมือนกันหมดก็คือ วรรณกรรมร่วมสมัยใหม่ที่มีเรียนมากถึง 3 คาบ รองลงมาคือ พลศึกษา ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น A และโฮมรูป ที่กินเวลา 2 คาบ และที่เหลือก็จะสัมพันธ์กับเป้าหมายหลังจบการศึกษา นอกจากนั้นที่นี่ยังใหความสำคัญกับภาคปฏิบัติ หรือวิชาด้านสัมมนาที่นักเรียนมิได้แค่เป็นผู้ฟังการบรรยายจากครูเท่านั้น ส่วนใครที่ต้องการจะเป็นครูปฐมวัยจะมีวิชาเพิ่มมาอีกวิชาหนึ่งคือ เปียโนพื้นฐานที่ต้องเรียนเพิ่มในคาบที่ 7 ของวันพุธ

เมื่อมีวิชาเลือกเยอะ ครูก็ต้องมากตามด้วย บางวิชาเรียนอาจมีครูช่วยสอนมากถึง 7 คน เมื่อขึ้นชั้น ม.6 แต่ละคนจะต้องมีโครงการวิจัยเฉพาะเรื่อง เช่น หัวข้อว่าด้วย ‘มือถือเป็นอุปสรรคการสื่อสารระหว่างเรียน’ ก็จะเสนอว่าจะไม่ใช้มือถือ แต่จะใช้การเขียนจดหมายให้เพื่อนแทน ทั้งยังสนับสนุนให้นักเรียนลงพื้นที่ให้เห็นปัญหาและประเด็นต่างๆ ในเมืองและชุมชนที่เขาอยู่

ตารางเรียนของคุณ A ชั้น ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะเป็นพยาบาล

ตารางเรียนของคุณ B ชั้น ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะทำงานด้านสังคมสงเคราะห์

ตารางเรียนของคุณ C ม.6 ผู้ตั้งเป้าจะเป็นครูปฐมวัย

*วิชาเปียโนขั้นพื้นฐาน สอดคล้องกับการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ที่มักจะมีการใช้เปียโนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและดูแลเด็ก

ตารางเรียนของคุณ D ผู้ตั้งเป้าจะเรียนต่อด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

การหล่อหลอมที่สร้างตัวตนและสร้างสังคมรวมหมู่แบบนี้ ต่างจากบ้านเราที่ครูลุแก่อำนาจจนทำร้ายร่างกายเด็ก หากแต่ในญี่ปุ่น เกิดจากการควบคุมระเบียบวินัย จับจ้องและมีการลงทัณฑ์แบบฟูโกต์ โดยเข้ามาจัดระเบียบร่างกายและความคิด ผ่านความคาดหวังของรัฐและสังคม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างพลเมืองและแรงงานที่ป้อนตลาดแรงงานขนาดใหญ่ และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุของความตึงเครียดสะสมของสังคมญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมญี่ปุ่นได้เคี่ยวกรำและผลิตความเป็น ‘master’ ในสาขาต่างๆ ขึ้นมาได้ อาจเพราะระบบการแข่งขันของปัจเจก และมีสังคมที่พร้อมจะพยุงกันไปและจับจ้องกันและกันในแบบของญี่ปุ่น เช่นนี้

[1] ตารางเรียนมีที่มาจากเว็บไซต์ของโรงเรียนมัธยมปลาย M แห่งโอซาก้า ได้รับความช่วยเหลือในการแปลจากญี่ปุ่นเป็นไทย โดย ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...