โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิตตะเวลธ์ฉายภาพลงทุน เปิดตัวช่วยวางแผนพอร์ต

ทันหุ้น

อัพเดต 24 ม.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2568 เวลา 03.11 น.

#บลจ.จิตตะเวลธ์ #ทันหุ้น- บลจ.จิตตะ เวลธ์ ส่องโลก พร้อมวิเคราะห์แผนเตรียมลงทุนปี 2568 ที่เต็มไปด้วย ปัจจัยเสี่ยง และโอกาส มองเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสหรัฐ ส่วนจีนผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อรับมือสงครามการค้ากับสหรัฐ ทางด้านเวียดนามยังแกร่งเศรษฐกิจโต พร้อมชูตัวช่วยลงทุน Jitta Ranking Alpha

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ บลจ.จิตตะ เวลธ์ กล่าวถึงปัจจัยที่กระทบต่อการลงทุนในปี 2568 ว่า หลักๆ มาจากนโยบายกีดกันการค้าของ นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ด้วยการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าในหลายๆ ประเทศ นโยบายดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประเทศคู่ค้าสหรัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสหรัฐยังเป็นตลาดที่ดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกได้ต่อเนื่อง ทั้งหุ้น และตราสารหนี้

รวมถึงจับตาว่าหากตราสารหนี้ แม้จะปรับดอกเบี้ยลงแต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงจะดึงเม็ดเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นได้หรือไม่ เนื่องจากเทียบความเสี่ยง กับผลตอบแทนแล้ว ตราสารหนี้ยังคงน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ อายุคงเหลือของตราสารด้วย (Duration)

*ลงทุนสหรัฐยังน่าสนใจ

นายตราวุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า แม้ S&P500 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในปีที่ผ่านมา แต่นโยบายของทรัมป์ 2.0 ที่มีแผนรับลดภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ลงเหลือ 20% และเหลือเพียง 15% สำหรับบริษัทผลิตสินค้าอยู่ภายในสหรัฐ ปัจจัยดังกล่าวก็อาจสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ สามารถสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ ก็ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐยังคงน่าสนใจ แต่ก็ต้องระมัดระวังในส่วนของสงครามการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ขณะที่มุมมองเศรษฐกิจจีน คาดว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะเปลี่ยนท่าทีนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Prudent) มาเป็น ผ่อนคลายปานกลาง ( Moderately loose) เหมือนช่วงปี 2551-2553 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งบลจ.จิตตะเวลธ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การผ่อนคลายนโยบานการเงินเหมือนช่วงปี 2551-2553 หนุนตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจีนก็ได้มีการกล่าวว่าในปี 2568 จะมีการปรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ มากเพิ่มขึ้นอีกหลังจากที่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในมกราคม 2568

ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมาจีนก็ได้มีการออกมาตรการหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ลดอัตรา Requirement Reserve Ratio (RRR) เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ลดอัตราเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้านหลังที่สอง ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (LPR) และอื่นๆ ที่พยุงตลาดหุ้นโดยรวมของจีนมาถึงปัจจุบัน

*เวียดนามแกร่งศก.โต

เวียดนาม เป็นอีกตลาดที่นักลงทุนสนใจ โดยตลาดหุ้นเวียดนามมีสัดส่วนอยู่ในดัชนีตลาดชายขอบ (Frontier Market) มากที่สุดในปัจจุบันทั้ง MSCI Frontier Market Index และ FTSE Russell Frontier Index โดยมีสัดส่วนอยู่ 25% และ 37.48% ตามลำดับ ซึ่งยังมีโอกาสสูงที่เวียดนามอาจถูกปรับไปเป็น Emerging Market ภายในปี 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2567)

เวียดนามเป็นประเทศที่มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2567 โดยมีมูลค่าปัจจุบันถึง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนมูลค่าการลงทุนปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10.7% ส่วนหนึ่งมาจากด้านการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์ที่หลายบริษัทหันมาให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหลักจากค่าแรงและประชากรหนุ่มสาวที่มีจำนวนมาก

นักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของ GDP เวียดนามใน ปี 2567 - 2568 อยู่ที่ 6.5% ขยายตัวทุกปีตั้งแต่ 2553 และแม้จะเจอโควิด-19 และคาดว่า ตลาดหุ้นเวียดนามอาจถูกปรับไปเป็น Emerging Market ในปี 2568

*ในความเสี่ยงมีโอกาส

สำหรับมุมมองการลงทุนปี 2568 นายตราวุทธิ์ กล่าวว่า หากพิจารณาสถิติตลาดหุ้นย้อนหลังในหลายๆ ประเทศ พบว่า ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นลงเป็นวัฏจักร โดยเฉลี่ยแล้วใน 10 ปี ตลาดหุ้นจะติดลบประมาณ 3 ปี และกำไรประมาณ 7 ปี ทำให้คาดการณ์ได้ว่า หากตลาดหุ้นโดยรวมทำผลตอบแทนได้ดีหลายปีติดต่อกัน ก็มีโอกาสที่ปีต่อไป ตลาดหุ้นจะปรับฐานทำผลตอบแทนลดลง

ขณะเดียวกัน หากตลาดหุ้นทำผลตอบแทนไม่ค่อยดีในปีที่ผ่านๆ มา หรือประสบวิกฤติ ตลาดหุ้นตกลงมาแรงๆ ก็มีโอกาสที่ปีต่อไปจะฟื้นตัว กลายเป็นตลาดหุ้นขาขึ้นได้ ดังนั้นหากนักลงทุนสามารถวิเคราะห์หา เวลาที่เหมาะสม ในการลงทุนของตลาดหุ้นแต่ละประเทศ และสามารถสลับการลงทุนจากตลาดหุ้นที่ราคาแพงเกินไปแล้ว นำเงิน ไปลงทุนในตลาดที่มีโอกาสมากกว่า ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยลดระยะเวลาการฝ่ามรสุมตลาดหุ้นขาลง (Drawdown Period) ของพอร์ตได้ และเพิ่มผลตอบแทนให้ดีขึ้นได้ในระยะยาว

“หุ้นพื้นฐานดีอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนต้องวิเคราะห์ดูอีกชั้นว่า หุ้นพื้นฐานดีที่มีอยู่ในประเทศนั้นๆ ปัจจุบันเป็นหุ้นที่ ถูก หรือ แพง มากน้อยแค่ไหน เพราะสัดส่วน หุ้นดีราคาถูก ในตลาดหุ้นจะบอกถึงโอกาสทำกำไรของตลาดหุ้นนั้นๆ ได้ดี ตลาดหุ้นใดมีหุ้นพื้นฐานดีเยอะกว่า แสดงว่าเป็นตลาดที่มีรากฐานการเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืนกว่า”

นายตราวุทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่หาก หุ้นดีราคาแพง มีจำนวนเยอะกว่า หุ้นดีราคาถูก ก็เป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นในตอนนั้นร้อนแรงเกินไป ราคาหุ้นค่อนข้างเฟ้อเป็นฟองสบู่รอวันแตก และถ้าเราลงทุนในเวลานั้นแล้วฟองสบู่แตกจริงก็จะทำให้เราขาดทุนหนักๆ ได้ แม้ว่าเราจะซื้อหุ้นที่ดีไว้ก็ตาม ดังนั้น การเลือกลงทุนในประเทศที่มีหุ้นพื้นฐานดีและราคาถูก จำนวนมากกว่า ย่อมเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีกว่า

*ชูแผน Jitta Ranking Alpha

ทั้งนี้เพื่อการคัดเลือกหุ้นดีราคาถูก บลจ.จิตตะ เวลธ์ จึงได้พัฒนาต่อยอดแผนการลงทุน Jitta Ranking ให้เหนือขั้น ด้วย Alpha AI อัลกอริทึมวิเคราะห์ประเทศที่น่าลงทุนที่สุด ในแต่ละปี เกิดเป็น Jitta Ranking Alpha แผนการลงทุนใหม่ที่ช่วยให้นักลงทุน สามารถลงทุนใน ตลาดหุ้นที่ดี ในเวลาที่เหมาะสม และ หุ้นดีราคาถูก ได้พร้อมๆ กัน ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้นักลงทุนได้ดีกว่า

กองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking Alpha มีแนวทางจัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ต เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป จึงจะเน้นการกระจายความเสี่ยงลงทุน 20 หุ้น ตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ประเทศนั้นๆ ในสัดส่วนเท่าๆ กัน (Equal Weight) รีวิวและปรับพอร์ตทุกๆ 3 เดือน ตามช่วงเวลาประกาศผลประกอบการของธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีการรีวิวและปรับเปลี่ยนตลาดหุ้นที่ลงทุนในทุกๆ ปี เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...