ตามเกมเดนมาร์ก-เกาหลี ชู Wellness – วัตถุดิบโลคอล Soft Power อุ้มเศรษฐกิจประเทศ
รวิศ CEO “ศรีจันทร์” มอง Wellness - วัตถุดิบไทยมีโอกาสแจ้งเกิดเป็น Soft Power ตามรอย “Novo Nordisk” ยาเบาหวานเซฟ เดนมาร์ก จาก “Economic Crisis” แบรนด์เครื่องสำอางค์เกาหลีแทกทีมชู “วัตถุดิบโลคอล” Raw Material เดียวเล่นทั้งตลาดพร้อมโปรโมตผ่านซีรีส์
นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศรีจันทร์สหโอสถ เปิดเผยผ่าน Chula Thailand Presidents Summit 2025 หัวข้อ Future Thailand: Soft Power ว่า ในอดีต “รถยนต์” เป็นสิ่งที่ถูก Define Luxury เป็นตัวบ่งบอกสถานะของเจ้าของได้มาตลอด 100 ปี แต่ทุกวันนี้การเข้ามาถึงของ “EV จีน” ทำให้ในอนาคต 5 ปีข้างหน้าคนอาจเลือกรถยนต์เหมือนเลือกทีวี และรถยนต์อาจไม่ใช่ Define luxury อีกต่อไป
แต่ในอนาคต Wellness จะกลายเป็นพาร์ทหนึ่งของ Luxury ซึ่ง Wellness ของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมาก แต่มีประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ “เดนมาร์ก” หากย้อนกลับไปดู 2 ไตรมาสก่อน “หุ้นปั่นป่วน” จะเห็นว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ “Novo Nordisk” ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยารักษา “เบาหวาน” ซึ่งมียาชื่อ“Ozempic” ที่ทำให้คนสามารถลดน้ำหนักได้ 15% ของบอดี้เวทและมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย กลายเป็น “POP CULTURE” ที่สุดตั้งแต่มีการนำผลข้างเคียงของยามามาใช้ลดน้ำหนักปัจจุบันชาวอเมริกา 1 ใน 8 ใช้ “Ozempic” ในการลดน้ำหนัก
“วันนี้กำไรของ “Novo Nordisk” เกือบทั้งหมดมาจากยา Ozempic ซึ่งช่วยเซฟ เดนมาร์ก จาก“Economic Crisis” ตอนนี้มาร์เก็ตแคปของ Novo Nordisk ใหญ่กว่า GDP ของ เดนมาร์ก ทุกครั้งที่จะมีออเดอร์ใหม่เข้า Novo Nordisk จะต้องโทรหาผู้ว่าแบงก์ชาติเพื่อป้องกันเงินแข็งค่า จะเห็นว่าธุรกิจนี้ไม่ได้ขายยาแต่ขายสิ่งที่มนุษย์ทำได้ยากมากที่สุดก็คือควบคุมน้ำหนักของตัวเอง”
ทั้งนี้ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องของ “เวลเนส” ซึ่งมีทั้งอาหาร ท่องเที่ยว บริการ สุขภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง หากอนาคต ไทยสามารถทำได้พร้อมกันหลายเรื่องเช่น “วัตถุดิบ” นำเทคโนโลยีเข้าใส่ก็จะสามารถอัพเกรดได้ทั้งแวลูเชน เช่น “ขิง” ถ้าสามารถนำไปอยู่ในเครื่องสำอางต่อยอดแบบเกาหลีนำไปอยู่ในซีรีส์ให้ represent ก็จะช่วยให้ทั้งซัพพลายเชนเติบโตไปด้วยกัน อย่างไรก้ดีประเทศไทยมีปัญหาตั้งแต่อดีตคือ “การเชื่อมโยง” จุดต่างๆ
“เราเคยมีอินโนเวชั่นที่จุฬาฯ ช่วยวิจัยคือ เวลาปลูกทุเรียนชาวสวนจะต้องตัดทุเรียนอ่อนทิ้งไปเกินครึ่งเพื่อให้ได้ทุเรียนที่สมบูรณ์และสวยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราค้นพบว่าในทุเรียนอ่อนที่ถูกตัดทิ้งมีสารสกัด “ไฮยาลูรอน” ซึ่งจะต้องใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้วในปริมาณที่สูง ซึ่งไทยน่าจะปลูกทุเรียนเยอะที่สุดเพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่เราจะทำทุเรียนมาต่อยอดเป็น Product และทำให้คนรู้จักว่าทุเรียนไม่ใช่แค่ผลไม้แต่มีคุณสมบัติบางอย่างในนั้น ซึ่งเราเชื่อว่าไทยมีงานวิจัยแบบนี้อีกเยอะมากในมหาวิทยาลัยแต่ยังไม่มีใครนำมาใช้
สเต็ปต่อไปคือจะเชื่อมโยงอย่างไรเหมือนที่เกาหลีนำ “โซจู” ไปใส่ในซีรีส์จนทำให้เราเห็นบ่อยและอยากจะซื้อกิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำแบบนั้นได้ก็จะเกิดองคาพยพที่แท้จริง แน่นอนว่าทำไม่ง่ายแต่รัฐบาลต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เอกชนต่างคนต่างดัน
จะเห็นว่าธุรกิจเครื่องสำอางเกาหลีช่วงไหนที่ Raw Material ตัวไหนฮิต แบรนด์ใหญ่ทุกแบรนด์จะเข้ามาโหมตลาดผลิตสินค้าจาก Raw Material นี้เป็นตัวหลักเหมือนกัน
ประเทศไทยจะต้องทำแบบนี้ให้ได้เพื่อเกิดความเชื่อมโยงกัน แต่ก็เป็นความท้าทายเพราะเป็นเรื่องของการร่วมมือกับคู่แข่งเพราะถ้าไปคนเดียวโดดเดี่ยวจะไปยากเพราะแรงเราน้อย
เราเห็นโมเดลจากเกาหลีญี่ปุ่นมาแล้วเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ได้ เพราะมีหลายเรื่องที่น่าสนใจอย่างใน Industry ของเรา วันนี้ไทยเป็นผลิตเครื่องสำอางอันดับ 3 ของเอเชีย ส่วนใหญ่จะเป็น OEM บริษัทใหญ่ๆ มาจ้างเราผลิตเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างน่าเสียดายก็คือไทยนำเข้า Raw Material กว่า 97% ถ้าทำได้ก็จะเป็นการช่วยทั้ง Supply Chain ตั้งแต่คนปลูก แต่ต้องมีคนมา Educate ว่าปลูกแล้วจะนำไปใช้อะไร เพราะแต่ละส่วนให้ราคาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความเชื่อมโยงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย”