4 หุ้นส่งออกเนื้อไก่มีเฮ! คาดปี 68 ส่งออกโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์
หนึ่งในสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ที่มีความสำคัญต่อประชากรในแง่ของการบริโภค เห็นจะหนีไม่พ้นเนื้อไก่ ที่นอกจากจะเป็นอาหารที่กินได้ง่ายและราคาไม่สูงมากแล้ว ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์หลาย ๆ ชนิด แต่ด้วยราคาไก่ที่ถูกกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมักได้รับผลกระทบในแง่ของต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับราคาขาย เนื่องจากต้นทุนด้านอาหารไก่มักมีราคาสูง ในขณะที่หลายๆ ครั้ง นอกจากราคาขายของเนื้อไก่จะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ รอบด้าน ที่เป็นตัวกดดันให้ราคาปรับลดลงอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเนื้อไก่อาจยิ้มได้ในเร็วๆ นี้ เมื่อ สนค. คาดการณ์การค้าเนื้อไก่ในปี 2568 ว่าปริมาณการส่งออกเนื้อไก่โลกจะเพิ่มสูงที่สุดในประวัติการณ์ โดยจะเติบโต 2% อยู่ที่ 13.8 ล้านตัน สำหรับไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ของโลกการส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามการขยายการส่งออกของบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่อันดับที่ 1 ของโลก ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
ขณะที่ในด้านของบริษัทจดทะเบียนก็มีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประเด็นนี้เช่นกัน โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุ ในเชิง sentiment มองเป็นบวกต่อกลุ่มส่งออกไก่ แนะนำ CPF, BTG, TFG, GFPT
Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำสำหรับหุ้นทั้ง 4 มาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 29.00 บาท/หุ้น โดยคาดว่ายอดขายของ CPF จะเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2568 เนื่องจากราคาหมูในประเทศไทยแข็งแกร่ง และอุปสงค์การบริโภคในเวียดนามแข็งแกร่ง ทั้งนี้ คิดว่าโรค ASF ที่ระบาดในเวียดนามอยู่ในช่วงนี้น่าจะยังส่งผลให้อุปทานหมูในเวียดนามจำกัด และทำให้ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาหมูในเวียดนามปี 2567F ขึ้นอีก 2% และ ปี 2568 ขึ้นอีก 9% เป็น VND 60,000/กก. สำหรับทั้งสองปี นอกจากนี้ คาดว่าต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุน GPM และบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยคาดว่า GPM ของ CPF ในปีนี้จะอยู่ที่ 14.4% และปีหน้าจะอยู่ที่ 14.0% (เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิม ที่ 12.8%) ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานของ CPF จะยังแข็งแกร่งอยู่ที่ 3.56 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อยจาก 3.65 หมื่นล้านบาท ที่คาดเอาไว้ในปี 2567
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ลงเล็กน้อย 2% เป็น 2.05 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดว่าส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจะหักล้างไปกับกำไรจากสินทรัพย์ชีวภาพที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง (Figure 1) ในขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิในปี 2568 ขึ้นอีก 25% เป็น 1.85 หมื่นล้านบาท
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 22.80 บาท/หุ้น โดยคาดว่ายอดขายของ BTG จะเพิ่มขึ้น 9% เป็น 1.239 แสนล้านบาทในปี 2568 จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของราคาหมูในประเทศไทย โดยโรงงานอาหารสัตว์แห่งใหม่ของ BTG ซึ่งมีกำลังการผลิต 4.08 แสนตัน/ปี (10% ของกำลังการผลิตรวม) เริ่มเปิดดำเนินการในไตรมาส 3/67 ในขณะเดียวกัน คาดว่ากำลังการผลิตหมูและไก่จะเพิ่มขึ้น 13% และ 14% ในปี 2567 ตามลำดับ ซึ่งน่าจะช่วยหนุนปริมาณยอดขายในปี 2568 ทั้งนี้ คาดว่าราคาหมูที่ฟื้นตัวขึ้น และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง (Figure 2) น่าจะมีน้ำหนักมากกว่าราคาไก่ที่ลดลง โดยคาดว่า GPM น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 13.2% ในปี 2568
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ขึ้นอีก 27% เป็น 2.36 พันล้านบาท พร้อมปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ลงเพียง 1% มาอยู่ที่ 2.95 พันล้านบาท (+25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 5.05 บาท/หุ้น โดยยังคงมองบวกกับโมเมนตัมกำไรปี 2568 ของ TFG จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกิจการในเวียดนาม และร้านค้าปลีก โดยบริษัทจะเดินหน้าขยายกิจการในสองส่วนนี้ต่อไปในปี 2568 ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้ยอดขาย และ GPM เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การระบาดของโรค ASF ในเวียดนามในช่วงนี้จะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ราคาหมูในเวียดนามอยู่ในระดับแข็งแกร่งใกล้ๆ VND 60,000/กก. ในขณะเดียวกัน สัดส่วนยอดขายผ่านช่องทางจัดขจำหน่ายของบริษัทเองที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุน GPM ในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่า TFG จะรับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ โดยได้แรงส่งจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
อย่างไรก็ดี บล.เคจีไอ ปรับประมาณการกำไรปกติเล็กน้อยเป็น 3.26 พันล้านบาท ในปี 2567 และ 3.63 พันล้านบาท ในปี 2568 (+11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ถือ” บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 11.20 บาท/หุ้น โดยการส่งออกไก่ไทยอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งในปี 2567 และมีแนวโน้มจะแข็งแกร่งต่อเนื่องในปี 2568 จากอุปสงค์ในตลาดหลัก อย่างเช่น ยุโรป และ ญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ราคาส่งออกน่าจะยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2567 ดังนั้น จึงปรับเพิ่มสมมติฐานยอดขายปี 2567 ขึ้นอีกเล็กน้อย 1% เป็น 1.94 หมื่นล้านบาท (+2% จากปี 2567) โดยคาดว่ายอดขายในธุรกิจอาหารจะเพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายทางอ้อมและยอดขาย byproduct ในประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิตของโรงเชือดแห่งใหม่เพิ่มเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 (+100%) อย่างไรก็ตาม ยอดขายในธุรกิจฟาร์มน่าจะลดลง 3% เพราะต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง เนื่องจากราคาขายไก่เป็นให้กับ JVs (GFN) เป็นแบบ cost plus
ทั้งนี้ บล.เคจีไอ คาดว่าในปี 2568 กำไรสุทธิจะลดลง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 1.79 พันล้านบาท