ด่วน! ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ "ยุบพรรคก้าวไกล"
ด่วน! ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ 'ยุบพรรคก้าวไกล' ชี้เข้าลักษณะอันอาจปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง ใช้ประโยชน์สถาบันฯ หวังผลคะแนนเสียงชนะการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน เพิกถอนสิทธิ กก.บห. 10 ปี
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2567 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กทม. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัยเรื่องพิจารณาที่ 10/2567 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยเรื่องนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้อง) มีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)
วันนี้มีตัวแทน กกต. และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตัวแทนพรรคก้าวไกล เดินทางมาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อฟังคำวินิจฉัย โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตอนหนึ่งถึงที่มาที่ไปของเรื่องว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2564 สส.ก้าวไกล ได้ร่วมกันยื่นเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยมีการแก้ไขเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยเสนอให้เพิ่มบทมาตรา มีเหตุยกเว้นความผิด เหตุยกเว้นโทษ ให้ความผิดตามมาตรา 112 ยอมความได้ ให้สำนักพระราชวังร้องทุกข์ และให้เสียหายหน่วยงานเดียว
ซึ่งพรรคก้าวไกลใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีพฤติการณ์รณรงค์ทางการเมืองจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 และมีกรรมการบริหารพรรค สส. สมาชิกพรรคก้าวไกล เป็นนายประกันจำเลยหรือผู้ต้องหาที่ผิดตามมาตรา 112 และจัดกิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์หลายครั้ง อันเข้าข่ายผิดตามรัฐธรรมนูญ 49 วรรคหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพื่อไม่ให้ยกเลิก รวมถึงการแก้ไขมาตรา 112 ด้วยวิธีการที่มิใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ ผู้ร้อง (กกต.) วินิจฉัยคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงมีมติ 10/2567 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า กระทำการผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92
มีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ ประเด็นนี้ ก้าวไกลยื่นคำโต้แย้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคดีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การที่ กกต.ร้องมาดังกล่าว โดยอ้างคำวินิจฉัยศาล 3/2567 บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาล รธน สั่งเลิกกระทำ มิได้สั่งให้ยุบพรรค ดังนั้นการที่ กกต.ยื่นคำร้องมาตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น ไม่มีอำนาจวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นอำนาจสูงสุดวินิจฉัย วางกรอบการใช้อำนาจองค์กรต่าง ๆ กำหนดความสัมพันธ์ อาจอยู่ภายในกฎหมายลายลักษณ์อักษร ส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กำหนดรายละเอียดแนวทางต่าง ๆ เฉพาะภายในขอบเขตที่ศาลรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ มีเนื้อหาสาระ ขยายเนื้อหาในรัฐธรรมนูญเพื่อให้บังคับใช้มีประสิทธิภาพ และให้รัฐธรรมนูญบัญญัติเฉพาะได้ใจความ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 คุ้มครองการปกครองของประเทศ ให้ประชาชนปกป้องระบอบการปกครอง บทบัญญัตินี้ ส่วน พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา 92 บัญญัติหน้าที่ของ กกต.ในการควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ ได้แก่ (1) ล้มล้างการปกครอง (2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง
ดังนั้นแม้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อำนาจควบคุมหน้าที่ความชอบ และร่างกฎหมาย และพิจารณากฎหมาย อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน้าที่อื่น ๆ ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยมาตรา 210 วรรคท้าย ให้นำความมาตรา 88 วรรคหนึ่ง ให้พิจารณาคดีเป็นอำนาจของศาล ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธย มาบังคับใช้แก่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยอนุโลม และรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการบุคคลใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ให้เลิกกระทำการดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคโดยตรง เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 63 วรรคสาม หรือรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 68 วรรคสาม ก็ตาม แต่เจตนารมณ์คุ้มครองปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ หากมีข้อเท็จจริงคน หรือพรรค ใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครอง แม้มาตรา 49 จะไม่มีข้อความว่า หากมีกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการ ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
จากบทมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่อำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่น พ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณา (13) คดีอื่น ๆ ที่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น กำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาล และ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยคดี และสั่งยุบพรรคการเมืองได้ ข้อโต้แย้งของก้าวไกลฟังไม่ขึ้น
ประเด็นต่อไปมีว่า กกต.เปิดโอกาสให้ก้าวไกลรับทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ และเปิดโอกาสให้ก้าวไกลยืนยันหักล้างหรือไม่ โดยก้าวไกลโต้แย้งว่า กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 93 ประกอบระเบียบ กกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง 2566 ข้อ 7 ทำให้ก้าวไกลไม่มีโอกาสทราบข้อเท็จจริงเพียงพอ ไม่มีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐาน การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 (1) บัญญัติว่า เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และมาตรา 93 (1) บัญญัติว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคใดทำผิดตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้เสนอความเห็นต่อ กกต. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด
เห็นได้ว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกิดได้ 2 กรณีคือ 1.กรณี กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการลักษณะตาม 92 (1) – (4) และ 2.กรณีเมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคใดกระทำตามมาตรา 93 ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อเสนอต่อ กกต. จึงเป็นกรณีกฎหมายวางกฎเกณฑ์ของผู้เริ่มกระบวนการ และข้อเท็จจริงแตกต่างกัน หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองมีการกระทำที่เข้าลักษณะที่กฎหมายบัญญัติ กกต.ย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในทางตรงข้ามหากเพียงความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง นายทะเบียนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต.ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ก่อนการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ คดีนี้ผู้ร้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคการเมือง ผู้ถูกร้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจรับฟังเป็นอย่างอื่นได้
ผู้ร้องในฐานะ กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ กกต.ชี้แจงตามบันทึกข้อเท็จจริงว่า 25 พ.ค. 2566 นายพัชรนน คณาโชติโภคิน ได้ร้องเรียนต่อ กกต.ว่า ก้าวไกลใช้นโยบายการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งที่สวนสาธารณะเทศบาลแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กกต.รับคำร้องไว้ และส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะที่ 2 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ต่อมาคณะที่ 2 ตรวจคำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ไม่รับคำร้องไว้ดำเนินการ เนื่องจากไม่มีหลักฐานข้อมูลเพียงพอว่า ก้าวไกลกระทำการปฏิปักษ์การปกครอง
ต่อมา กกต.รับคำร้องธีรยุทธ สุวรรณเกสร ในคำร้องเดียวกับของนายพัชรนน จึงให้รอดำเนินการคำร้องนี้ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก่อน หลังจากมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2567 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายธีรยุทธ ยื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเดียวกัน คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงฯ คณะที่ 6 ได้ประชุมครั้งที่ 2 เมื่อ 12 มี.ค. 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า กกต.มีมติเมื่อ 10/2567 วันที่ 12 มี.ค. 2567 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 (1) (2) ไม่มีเหตุต้องรวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อนายทะเบียน และไม่มีเหตุให้นายทะเบียนเสนอต่อ กกต.พิจารณาตามระเบียบ กกต.
แม้การดำเนินการของ กกต.ในคดีนี้แรกเริ่มเป็นกรณีที่มีความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องดำเนินการตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 93 และระเบียบ กกต.ปี 2566 ข้อ 5 ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมือง ดำเนินตามกระบวนการดังกล่าว แต่เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 มีข้อเท็จจริงเป็นมูลกรณีเดียวกัน และเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ กกต.เห็นว่า ไม่อาจโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้ จึงทำให้เชื่อได้ว่า ก้าวไกลกระทำการอันเป็นเหตุควรเชื่อได้ว่า จึงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค กกต.จึงยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการตาม มาตรา 92 เหตุดังกล่าวทำให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยุติรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินการตามมาตรา 93 จึงยุติลง กกต.ไม่ต้องย้อนกระบวนการเพื่อให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อน
ขั้นตอนดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กระบวนการยื่นคำร้องตามมาตรา 92 และ 93 เป็นคนละส่วนกัน แม้คดีนี้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และไม่ได้ให้โอกาส ก้าวไกล โต้แย้งอย่างเพียงพอก็ตาม แต่ในเมื่อคดีนี้ และคดีตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 เป็นคดีมีมูลกรณีและผู้ถูกร้องบุคคลเดียวกัน การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ไต่สวนพยานหลักฐานต่อก้าวไกล และทราบข้อเท็จจริง คัดค้านพยานในสำนวนทั้งหมด และได้โต้แย้งพยานหลักฐานตัวเองเต็มที่ต่อหน้าศาลแล้ว จึงถือว่าไต่สวนคดีของศาลรัฐธรรมนูญ มีมาตรฐานยิ่งไปกว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงของ กกต. ข้อโต้แย้งของก้าวไกล จึงไม่อาจรับฟังได้
ส่วนที่โต้แย้งว่า กกต.ร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยอาศัยคำวินิจฉัยที่ 3/2567 แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า หากปล่อยให้ก้าวไกลกระทำต่อไปย่อมไม่ไกลเกินกว่าเหตุล้มล้างการปกครอง การกระทำของก้าวไกลจึงยังไม่มีผลใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง และภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งก้าวไกลเลิกกระทำ จึงได้นำนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ออกจากเว็บไซต์ และในคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ใช้มาตรฐานชัดเจนและน่าเชื่อถือ คดีนี้จึงต้องใช้มาตรฐานตามคดีอาญา จึงไม่อาจใช้คำวินิจฉัยที่ 3/2567 มาผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องไต่สวนพยานใหม่หมดนั้น
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 บัญญัติป้องกันไม่ให้บุคคลใดใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง เป็นผลเสียหายร้ายแรงคาดการณ์ได้อย่างแน่นอนว่าเกิดขึ้นหากการกระทำดำเนินการอยู่ และให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลิกกระทำดังกล่าวทันที แม้ระบอบการปกครองยังไม่ถูกยกเลิก หรือสิ้นไป แต่ข้อเท็จจริงในการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 เกิดขึ้นแล้ว การกระทำนั้นจะผิดสำเร็จทันที ไม่ต้องรอให้มีผลการกระทำเกิดขึ้นก่อน เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ก้าวไกล มีส่วนร่วมหลายพฤติการณ์ ต่อเนื่องเป็นขบวนการ เสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ที่มีเนื้อหาลดทอนคุณค่าสถาบันฯ และใช้เป็นนโยบายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จัดกิจกรรมทางการเมือง รณรงค์ผ่านสื่อ หากปล่อยให้ก้าวไกลดำเนินการย่อมไม่ไกลเกิดเหตุในการล้มล้างการปกครอง การกระทำของก้าวไกลจึงใช้เสรีภาพล้มล้างการปกครอง โดยเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 49 แล้ว
แม้ภายหลังให้ก้าวไกลล้มเลิกการกระทำ และก้าวไกลเอานโยบายแก้มาตรา 112 ออกจากเว็บไซต์แล้วก็ตาม เมื่อพิจารณาการพิสูจน์มาตรฐานแต่ละคดี ต้องใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับหลักฐานนำสืบ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยคดี เมื่อคดีนี้ กกต.ยื่นคำร้องยุบพรรคก้าวไกล จะแตกต่างจากคำวินิจฉัยที่ 3/2567 เป็นการพิจารณาวินิจฉัยเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเลิกการกระทำ เป็นคดีรัฐธรรมนูญมูลเดียวกัน แตกต่างกันที่คำวินิจฉัยที่ 3/2567 และคดีนี้ ดังนั้นจึงเป็นคดีรัฐธรรมนูญเดียวกัน ต้องใช้หลักฐานพิสูจน์เดียวกันด้วย โดย พ.ร.ป.วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญฯ มาตรา27 บัญญัติให้การพิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจค้นหาความจริง ดำเนินการไต่สวนอย่างเข้มข้น ตามมาตรฐานพิสูจน์สูงสุด โดยคำวินิจฉัยที่ 3/2567 จึงรับฟังในคดีนี้ได้ ไม่ต้องรับฟังพยานหลักฐานใหม่ เพื่อพิสูจน์ข้อแตกต่างต่อไปดังที่ก้าวไกลอ้าง
ส่วนที่ก้าวไกล อ้างว่าเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ การกระทำการใด ๆ ต้องดำเนินการตามคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เมื่อฟังคำวินิจฉัยที่ 3/2567 เป็นการกระทำของ สส.ก้าวไกล ปฏิบัติหน้าที่ มิได้ตกตามอาณัติของพรรค และการประกันตัวจำเลยมาตรา 112 กระทำการส่วนตัว การกระทำตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 จึงไม่ใช่ในนามของก้าวไกลนั้น
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ข้อเท็จจริง 3/2567 ฟังเป็นยุติแล้วว่า การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2564 ลดทอนคุณค่าสถาบันฯ ดำเนินการโดย สส.ก้าวไกล เพียงพรรคเดียว และเบิกความต่อศาล ได้เสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2566 และนโยบายนี้ยังคงปรากฏบนเว็บผู้ถูกร้อง ถือว่าก้าวไกล กับ สส.ก้าวไกล เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้าวไกลเสนอนโยบายหาเสียงในการแก้ไขมาตรา 112 ต่อ กกต. เพื่อใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง หรือเป็นนายประกันจำเลยคดีมาตรา 112 หรือตกเป็นจำเลยคดีนี้เสียงเอง แม้การกระทำนี้ไม่ผ่าน กก.บห. แต่ กก.บห. ต้องควบคุมมิให้สมาชิกกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เช่นนี้กระทำการมุ่งหวังผลักดัน ถือเป็นการกระทำผิดโดยอ้อม โดยใช้ สส. เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือกระทำผิด และผู้ถูกร้องตกลงร่วม และแสดงบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยรณรงค์ปลุกเร้า ปลุกปั่นให้สังคมเห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 อาจก่อให้เกิดความขุ่นเขืองต่อประชาชน และยุยงให้เกิดความเกลียดชัง ส่งผลให้หลักการการดำรงอยู่ของระบอบการปกครอง และอัตลักษณ์ต้องถูกล้มเลิกหรือยกเลิกไป ข้อโต้แย้งของก้าวไกล จึงไม่อาจรับฟังได้
ประเด็นพิจารณาวินิจฉัยมีว่า การกระทำของก้าวไกล ตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่ เป็นการกระทำอันอาจปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคการเมือง ไม่ได้สัดส่วน และจำเป็นถึงขนาดต้องยุบพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรยุบพรรคก้าวไกล ตามข้อโต้แย้งของก้าวไกล หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ก้าวไกล ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโต้แย้งคำวินิจฉัยที่ 3/2567 โดยอ้างข้อเท็จจริงว่า การเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ สส.ก้าวไกล มีเนื้อหาให้เปลี่ยนฐานความผิดออกจากความมั่นคงของรัฐ เสนอให้ยกเว้นโทษ ยกเว้นความผิด เสนอให้ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดอันยอมความได้ มิได้เป็นการลดทอนการคุ้มครองสถาบันฯ ก้าวไกลมิได้มีเจตนาแยกสถาบันฯกับความเป็นชาติไทยออกจากกัน แต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไป และหลักสากลเท่านั้น และ กกต.ไม่เคยสั่งห้ามก้าวไกลมิให้ใช้นโยบายหาเสียงแก้ มาตรา 112 และ กกต.เคยไม่รับคำร้องกรณีมีผู้ร้องกรณีดังกล่าว
การที่สมาชิกก้าวไกล รณรงค์ทางการเมือง หรือแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการกระทำเฉพาะตัว เข้าไปสังเกตการณ์ ฟังข้อเรียกร้องจากประชาชน เป็นนายประกันจำเลยคดีมาตรา 112 ด้วยหลักการว่า ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยยังไม่ผิด หรือการติดสติกเกอร์ยกเลิกมาตรา 112 ของนายพิธา บนเวทีปราศรัยหาเสียงที่ชลบุรี เป็นการบริหารสถานการณ์ของการปราศรัยเท่านั้น อีกทั้งการที่ก้าวไกล คัดค้านหลักฐานของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งพยานหลักฐานที่ใช้วินิจฉัย ตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ก้าวไกลกล่าวอ้างคัดค้าน ล้วนเป็นข้อเท็จจริงเดิม ที่ก้าวไกลเคยต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ คดีตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 มาแล้วทั้งสิ้น
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้ว คำวินิจฉัยที่ 3/2567 ว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาดผูกพันรัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องผูกพันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ด้วย
ส่วนการกระทำของก้าวไกลเป็นการกระทำอันอาจปฏิปักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่นั้น เห็นว่า การกระทำอันล้มล้างการปกครองย่อมร้ายแรงกว่า อันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง เนื่องจากการะทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ หมายถึงกระทำตนต่อต้านฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 รับฟังได้ว่า ก้าวไกล กระทำการล้มล้างการปกครองฯ ย่อมเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ด้วย
เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัย 3/2562 (คดียุบพรรคไทยรักษาชาติ) ว่า คำว่าปฏิปักษ์ไม่ต้องรุนแรงถึงขนาดมีเจตนาล้มล้างทำลายให้สินไป ไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพียงแค่กระทำขัดขวาง หรือสกัดกั้นมิให้เจริญก้าวหน้า หรือกระทำให้เกิดผล เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ให้อ่อนแอลง เข้าลักษณะปฏิปักษ์แล้ว การนำสถาบันฯ ไปใช้เพื่อความได้เปรียบ และมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นการกระทำที่อาจปฏิปักษ์การปกครองฯ
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ว่าพฤติการณ์ของก้าวไกล ที่เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยใช้ประโยชน์จากสถาบันฯ หวังผลคะแนนเสียง ชนะการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ก้าวไกลมีเจตนาเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยฯ ในที่สุด การกระทำของก้าวไกล เข้าลักษณะอันอาจปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองฯ
นับแต่รัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นต้นมาการปกครองของไทย ดำรงเจตนารมณ์ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยฯ ต่อเนื่องมาตลอด แสดงให้เห็นถึงการตระหนักและยอมรับในค่านิยมนานาชาติว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามมาตรา 2 ไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งยึดหลักนิติธรรมอันเป็นสากล ตามมาตรา 3 วรรคสาม และปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 4 และความเป็นอิสระของศาล ตามมาตรา 188 วรรคสอง ขณะเดียวกันมาตรา 255 บัญญัติว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ จะกระทำไม่ได้
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก้าวไกล และ สส.ก้าวไกล ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีเนื้อหาลดทอนคุณค่าสถาบันฯ ใช้เป็นนโยบายพรรค ก้าวไกลมีพฤติการณ์ร่วมรณรงค์ทางการเมืองให้ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 โดยมีกรรมการบริหารพรรค สส. และสมาชิกพรรคก้าวไกล เป็นนายประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในความผิดมาตรา 112 หรือตกเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาเสียเอง และยังเคยแสดงความเห็นให้แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ผ่านการจัดกิจกรรมทางการเมือง และสื่อสังคมออนไลน์หลายครั้ง มีเจตนามุ่งหมายแยกสถาบันฯ กับความเป็นชาติไทยออกจากกัน เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ลดทอนสถานะความคุ้มครองสถาบันฯ ใช้ประโยชน์สถาบันฯ หวังผลคะแนนเสียงชนะการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้สถาบันฯ เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน ทำให้สถาบันฯถูกโจมตี ติเตียน ทำร้ายจิตใจของชาวไทย ที่เคารพเทิดทูนสถาบันฯ ทรงเป็นประมุข ศูนย์รวมความเป็นชาติ และนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ เป็นไปตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 จึงเป็นเด็ดขาด และมีผลผูกพันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่
เมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองของประชาชน มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยฯ การยุบพรรคจึงต้องเคร่งครัด ระมัดระวัง ให้ได้สัดส่วน การยุบพรรคการเมืองต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และขึ้นอยู่กับการกระทำของพรรค โดยพรรคก้าวไกลมีการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) กฎหมายดังกล่าว ต้องใช้กับพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกพรรคต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน อย่างเสมอภาค อันเป็นพฤติการณ์และข้อกฎหมายที่ได้สัดส่วน และจำเป็นต้องปฏิบัติตาม หยุดยั้งการทำลายพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งยุบพรรคก้าวไกล ตามที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
แม้นักวิชาการสาขาต่าง ๆ นักการเมือง หรือนักการทูตต่างประเทศ ต่างมีรัฐธรรมนูญภายในประเทศ ข้อกฎหมายของตนแตกต่างกันไปตามบริบทแต่ละประเทศ การแสดงความเห็นใด ๆ ย่อมต้องมีมารยาททางการทูต และทางการต่างประเทศที่ต้องกระทำต่อกัน
ศาลรัฐธรรมนูญมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลกระทำการตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 (1) (2) อันเป็นเหตุให้ยุบพรรคก้าวไกล ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคสอง
ส่วน กก.บห.จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 92 หรือไม่ เพียงใด โดยก้าวไกล ได้ยื่นโต้แย้งว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติระยะเวลาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. ไว้อย่างชัดแจ้ง จึงต้องพิจารณาให้สอดคล้อง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 5 ปี นับแต่วันยุบพรรค และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ชุดที่ 1-2 เท่านั้น
ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคสอง บัญญัติบทบังคับว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิ กก.บห.
เมื่อก้าวไกลกระทำการอันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรค ชอบที่ ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่าง 25 มี.ค. 2564-31 ม.ค. 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรคก้าวไกล ตาม พ.ร.ป พรรคการเมืองฯ มาตรา 92 วรรคสอง โดยมีระยะเวลากำหนด 10 ปี สอดคล้องกับระยะเวลาตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 (2) รวมถึงห้ามให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เข้าไปเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใน 10 ปี