KAOS: ใครเลยจะยื้อยุดเวลาและวารี
หมายเหตุ: เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ Kaos (2024)
“โหรทำนายว่าวันหนึ่ง พระองค์จะถูก สังหาร จึงมีพระราชบัญชาให้ ”
จงเติมคำในช่องว่าง เชื่อมือตัวเองเถอะ คุณรู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว
ทันทีที่เรื่องปรัมปราสักเรื่องเริ่มต้นด้วยรัชสมัยอันรุ่งเรือง ก่อนจะถึงจุดพลิกผันเมื่อมีคำทำนายว่าใครสักคน อาจเป็นลูกชาย ทาส หรือไพร่ฟ้าหน้าใส (ใครก็ได้!) จะเติบโตขึ้นมาสังหารผู้ปกครองอันทรงอำนาจ เราย่อมคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ผู้ปกครองผู้นั้นจะมีคำสั่งให้ขุดรากถอนโคนเสี้ยนหนามที่ว่าตั้งแต่ต้นลม ไม่ว่าจะด้วยการนำไปทิ้งเสีย ลวงไปสังหารในป่า หรือโยนลงลำน้ำไนล์ และแน่นอนว่าจะไม่สำเร็จ คำทำนายจะยังเป็นจริง จะเป็นฟาโรห์เซติที่ 1 ในเรื่องราวของโมเสส กษัตริย์ไลอัสผู้เป็นบิดาของอีดิปัส ราชินีแม่เลี้ยงในสโนไวท์ แมคเบธจากบทละครชื่อก้องของเชกสเปียร์ หรือวายร้ายยุคใหม่อย่างลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ก็ล้วนพิสูจน์แล้วทั้งสิ้น!
กระทั่งเทพเทพีผู้ทรงฤทธิ์ในปกรณัมกรีก-โรมันก็หนีไม่พ้นชะตานี้ โครนอสหรือแซตเทิร์น บิดาของซุสหรือจูปิเตอร์ ก็ถึงกับกลืนลูกๆ ของตนในวัยแบเบาะด้วยหวั่นเกรงว่าวันหนึ่งบุตรธิดาจะโค่นบัลลังก์ตนเองเช่นเดียวกับที่ตนโค่นบัลลังก์และสังหารบิดา แต่จนแล้วจนรอด ภรรยาผู้ไม่อาจอดรนทนเห็นลูกน้อยถูกสามีกลืนลงท้องก็ลอบนำซุสไปเลี้ยงจนเติบใหญ่ กลับมาเติมเต็มคำทำนายจนได้ โครนอสเลี่ยงการดับสูญไม่พ้นอย่างไร ซุสใน KAOS ก็เลี่ยงการหล่นร่วงจากสวรรค์ไม่ได้เช่นกัน
KAOS คือซีรีส์ตลกร้ายสัญชาติอังกฤษจากความคิดริเริ่มของ ชาร์ลี โคเวลล์ (Charlie Covell) เจ้าของผลงานบทละครโทรทัศน์ The End of the F***ing World (2017–2019) ว่าด้วยการเดินทางและเติบโต (แม้ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวและบิดเบี้ยวอยู่สักหน่อย) ของสองหนุ่มสาว ที่ยังสื่อสารด้วยน้ำเสียงแสบคันหยันโลกเช่นเดิมตั้งแต่ในตัวอย่างแรก ระหว่างการสัมภาษณ์กับ อีดิธ โบว์แมน (Edith Bowman) นักจัดรายการวิทยุชาวสกอตแลนด์ โคเวลล์เผยว่าตนเป็น ‘เนิร์ด’ ปกรณัมกรีก-โรมัน และแทบจะชม Clash of the Titans (1981) -หนังอีพิกสุดอลังการที่ดัดแปลงมาจากมหากาพย์เทพปกรณัมกรีก- ในวัยเด็กทุกวัน ความหลงใหลนี้ยังทำให้นักเขียนบทดาวรุ่งเฝ้าติดตามการตีความเรื่องราวของเหล่าเทพเจ้าใหม่แทบทุกฉบับที่หาได้ กระทั่งเกิดคำถามในวันหนึ่งว่า “ถ้าซุสเผชิญวิกฤตวัยกลางคนกับเขาบ้างล่ะจะเป็นอย่างไร” ซึ่งโคเวลล์เก็บคำถามนั้นไว้ในใจเรื่อยมาขณะพัฒนาฝีไม้ลายมือใน The End of the F***ing World
นอกจากนี้ เรื่องราวในปกรณัมกรีก-โรมัน ไม่ว่าจะเป็นฉบับดั้งเดิมหรือฉบับโคเวลล์ซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ยังสอดคล้องกับความเป็น ‘เควียร์’ ของโคเวลล์เอง เรียกได้ว่า KAOS มีทั้งส่วนผสมจากความหลงใหลและตัวตนของผู้เขียน
ผลงานชิ้นเยี่ยมส่วนใหญ่ในโลกก็มักจะมีองค์ประกอบเช่นนี้
จากคำถามตั้งต้นนั้น กลายเป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยการดำรงอยู่และ ‘ตกชั้น’ ของเหล่าเทพเทพีกรีกในฉากหลังยุคปัจจุบัน เรื่องราวดำเนินไปด้วยการตัดสินใจคุ้มดีคุ้มร้ายของซุส ราชันแห่งทวยเทพ ผู้หวาดหวั่นถึงขั้นวิตกจริตว่ามนุษย์จะไม่สักการะตนเองอีกต่อไป สลับกับแผนอันแยบยลของโพรมีธีอุส (ใช่แล้ว โพรมีธีอุสที่นำไฟมาให้เรา) ที่เฝ้ารอจะเห็นราชันแห่งทวยเทพตกสวรรค์เสียที
เทพเทพีในปกรณัมกรีก-โรมันซึ่งล้วนมีรัก โลภ โกรธ และหลงเยี่ยงมนุษย์นั้นมีเสน่ห์ยิ่ง ตลอดจนผ่านทั้งการชำแหละแจกแจงและตีความใหม่เรื่อยมาว่าเป็นภาพแทนของสิ่งใด อาจเป็นพลังที่ไม่ยี่หระปรานีใครของธรรมชาติ หรือความลี้ลับสุดหยั่ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ของใจมนุษย์ แต่ดูเหมือนการตีความเทพเจ้าเหล่านี้ใหม่ใน KAOS จะมุ่งหมายให้พวกเขาเป็นภาพแทนของผู้ปกครองหรือผู้ทรงอำนาจในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม ใครก็ตามที่โน้มนำความคิดอ่านของผู้คนไปในทางที่เป็นคุณต่อตนเองได้ เก็บเกี่ยวจิตวิญญาณ (ทั้งความหมายโดยตรงและโดยนัย) ของผู้อื่นเพื่อหล่อเลี้ยงตนเองได้ และย่อมจะฟาดงวงฟาดงาจนฟ้าถล่มดินทลายโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน เพียงเพื่อมิให้ตนเองถึงคราวตกตมจมดิน ประการหนึ่งเพราะซีรีส์บอกอย่างชัดเจนว่าครั้งหนึ่งซุสเป็นมนุษย์ เลือดตกยางออกและดับสูญได้เหมือนกัน
อภินิหารใดๆ ที่ซุสแสดงให้ผู้ชมเห็นใน KAOS ก็ไม่ต่างอะไรจากอิทธิฤทธิ์ของผู้ทรงอำนาจในสังคม สะบัดมือทีเดียวคนผู้หนึ่งก็หายวับไป สะบัดมืออีกครั้งก็กลับมาให้ใช้งาน ไม่สบอารมณ์ใครก็ลงทัณฑ์ได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องรับผิดชอบผลที่ติดตามมาสักหน ไม่มีทั้งคำขอโทษและความละอายต่อบาปของตน ซุสทำร้ายได้กระทั่งญาติสนิทมิตรสหาย หัวเราะชอบใจเมื่อได้ยินเสียงมนุษย์สวดภาวนาด้วยความหวาดผวายามเขานำภัยพิบัติร้ายกาจไปสังหารผู้คนกว่าครึ่งค่อนโลก ทั้งหมดนั้นเพราะสำหรับเขาแล้ว คนเหล่านี้สมควรโดนเข้าสักที ต้องถูกสั่งสอนให้เข็ดหลาบ สั่งสอนเพราะอะไรหรือ เพราะกระทำผิดรุนแรงอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย เพราะไม่เชื่อฟังซุสเท่านั้นเอง เพราะไม่เห็นว่าซุสสูงส่งหรือดีเด่ไปกว่าตนเท่านั้นเอง
กระนั้น สิ่งที่ซุสหรือผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีอำนาจล้นฟ้าปานใดย่อมหนีไม่พ้น คือผลสะท้อนแห่งการกระทำและโชคชะตา ในที่นี้ภาพแทนผลสะท้อนแห่งการกระทำคือฟิวรีส์ (Furies) สามเทพีผู้ลงทัณฑ์แห่งยมโลก ซึ่งมีส่วนร่วมในการดึงซุสและเหล่าเทพเทพีตกจากสวรรค์ ผ่านการเปิดโปงบาปของไมนอส ประธานาธิบดีแห่งครีตผู้เชื่องเชื่อต่อเทพเจ้า จนลูกสาวอย่างอาริแอดเนสูญศรัทธาทั้งในตัวบิดาและเทพเทพีอย่างสมบูรณ์
ขณะที่ภาพแทนโชคชะตานั้นตรงไปตรงมากว่า คือตัวละครมอยเร (Moirai) หรือเฟตส์ (Fates) เทพีสามพี่น้องผู้ปั่นด้ายแห่งชีวิตและสะบั้นด้ายนั้นเมื่อถึงวันสุดท้ายที่เราหายใจ ใน KAOS นอกจากเฟตส์จะเป็นผู้ผลิต ‘คำทำนาย’ กำหนดเส้นทางชีวิตของแต่ละตัวละครแล้ว เนื้อแท้ของเฟตส์ คือการเกิด การดำรงอยู่ และการดับสูญ ยังสะท้อนสารสำคัญของเรื่อง กล่าวคือ การไม่ยินยอมถูกสะบั้นด้ายแห่งชีวิตของเหล่าผู้มีอำนาจนั่นเองที่นำหายนะมาสู่พวกเขา
คำทำนายเป็นเพียง ‘ความเป็นไปได้หนึ่ง’ เท่านั้น หนึ่งในเทพีสามพี่น้องบอกซุสเมื่อเขากระวนกระวายถึงขีดสุดว่าจะไม่อาจบิดพลิ้วคำทำนายของตนได้อีกต่อไป คำทำนายที่ว่า“เส้นสายปรากฏ ลดลำดับขั้น วงศ์ล่มตกชั้น พลันโกลาหลครอง” (“A line appears, the order wanes, the Family falls, and Kaos reigns.”) เฟตส์ไม่ได้โกหกซุสเลย เพราะไม่ใช่เพียงเขาที่ได้รับคำทำนายนั้น แต่มนุษย์อีกสามคน คือยูริดีซี อาริแอดเน และคาเนอุส ต่างได้รับคำทำนายเดียวกันนี้ยามลืมตาดูโลก ต่างคนต่างตีความคำทำนายต่างกันไป กระนั้นท้ายที่สุด ผู้ที่เร่งปฏิกิริยาให้วงศ์ของซุส ‘ล่มตกชั้น’ ได้ ก็มีซุสเพียงผู้เดียว ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่หมกมุ่นกับคำทำนายจนต้องส่องกระจกดูริ้วรอย (‘เส้นสาย’ ในการตีความของเขา) ทั้งวี่วัน ถ้าเพียงแต่เขาจะยอมรับความจริงเสียบ้าง ว่ามีคนรักย่อมมีคนชัง ก็คงไม่พิโรธโกรธาเมื่อถูกท้าทายจนหมายฆ่าล้างผู้คนครึ่งโลก แล้วเร่งเร้าให้พี่ชายอย่างฮาเดสเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณมนุษย์สดใหม่มาหล่อเลี้ยงความเป็นอมตะของเหล่าเทพเทพี โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังว่าการตัดสินใจนั้นจะนำมาซึ่งความศรัทธาล้นปรี่หรือความจงชังของมนุษย์กันแน่ ซุสยังหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับครอบครัว และสั่งให้ไมนอสผู้เชื่องเชื่อสังหารบุตรชายของตน เพียงเพราะอยากเห็นใครสักคนหลบเลี่ยงคำทำนายได้ ตามคำทำนาย ไมนอสจะถูกสังหารด้วยมือบุตรคนแรกที่หายใจ และแน่นอนว่าตามขนบเรื่องปรัมปรา ไมนอสจะทำไม่สำเร็จ ซุสที่เฝ้าดูอยู่ก็ถึงกับล้มตึงไป
ด้วยความพยายามหลบเลี่ยง ‘โชคชะตา’ ของตน ทั้งคำทำนายและการเสื่อมสลายตามกาล ซุสเร่งเครื่องยนต์ทะยานสู่หายนะของตนเอง ทั้งที่ได้รับคำเตือนแล้วว่ามีบางสิ่งอยู่สูงยิ่งกว่าอำนาจของเทพเจ้า เพราะใครเลยจะยื้อยุดเวลาและวารี อำนาจที่มีวันหนึ่งต้องสูญสลาย ชีวิตผ่านมาและจะผ่านไป การไม่ยอมรับความจริงนั้นรังแต่จะนำไปสู่การดิ้นรนขัดขืนให้ตนมีโอกาสดำรงอยู่ไม่ว่าต้องจ่ายด้วยราคาเท่าไร และยิ่งฝืนดำรงอยู่อย่างที่เป็นโดยไม่รอมชอมยิ่งส่งผลร้ายต่อตนเอง ผู้มีอำนาจที่ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับความจริงนี้มีแต่จะดิ้นรนตักตวงทรัพยากรมากขึ้น สูบกินจากผู้อื่นมากขึ้น รีดนาทาเร้นผู้อื่นมากขึ้น กักเก็บอำนาจและความรุ่งเรืองไว้ ให้โลกเบื้องล่างตนยิ่งอดอยากแร้นแค้นโดยไม่ให้คุณอันใดกลับคืนอย่างสมน้ำสมเนื้อกับที่กอบโกยมาได้ ท้ายที่สุดฐานอันเปราะบางนั้นก็จะทรุดลง
มนุษย์เรา และอาจรวมถึงเทพเจ้าที่มีลักษณะอย่างมนุษย์ด้วย เมื่อมีอำนาจบารมีและศักยภาพมากขึ้นก็มักหลงนึกว่าตนเองควบคุมได้ทุกสิ่ง กะเกณฑ์ได้กระทั่งความเป็นไปได้นับล้านล้านประการในจักรวาล ลืมไปว่าความเป็นไปได้มหาศาลนั้นก็เหมือนเม็ดทรายและสายน้ำ ยิ่งกำมือแน่นเข้า เม็ดทรายและสายน้ำยิ่งร่วงไหลจากมือจนไม่เหลือหลอ
แต่ทำไมต้องเป็นเทพเจ้ากรีก-โรมันเล่า หลายคนอาจตั้งคำถาม หากการกระทำของตัวละครเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากการตัดสินใจของคนดังชื่อก้องที่ร่อนเครื่องบินส่วนตัวไปมา มหาเศรษฐีช่างเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้มีอิทธิพลที่ประพฤติตนเลวร้ายอย่างประเจิดประเจ้อ เหตุใดจึงไม่ถ่ายทอดความไม่งามของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา นอกจากชั้นเชิงการเขียนบท การหลบเลี่ยงคำครหา และความหลงใหลของโคเวลล์แล้ว เราก็ทำได้เพียงคาดเดา กระนั้นเหตุผลหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ คือการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่าน ‘ไข่อีสเตอร์’ ในโลกปกรณัมทำให้เหล่าตัวละครทรงอำนาจดูเป็นความเหนือจริงที่เอาชนะได้ขึ้นมา
ใช่ พวกเขามีอำนาจที่มนุษย์ไม่อาจเอื้อม อำนาจที่มองด้วยตาเนื้อแล้วเป็นความวิเศษเด็ดขาดชนิดไม่อาจหลบเลี่ยง แต่พวกเขาไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงตำนานเก่าเก็บ เป็นศาสนาที่ไม่มีใครบูชาแล้วในปัจจุบัน เหลือเพียงซากปรักของสนามกีฬา โรงละคร และมหาวิหารให้เราซื้อตั๋วเข้าไปทอดน่องขณะจินตนาการถึงวันวานอันเกรียงไกรเท่านั้น
เทพเจ้าก็ถึงที่ตายได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ ความไม่จริงยังอาจถ่ายทอดความจริงได้ชัดเจนกว่า ท่ามกลางข้อถกเถียงทั้งปวง ทั้งที่เดียดฉันท์และสนับสนุนเหล่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันกาลอันซับซ้อน ปกรณัมที่ถูกหยิบยกมาใช้ใน KAOS ลดทอนเสียงโต้เถียงเซ็งแซ่ในโลกออนไลน์ให้เหลือเพียงความตรงไปตรงมาระดับเทพนิยาย ผ่านการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “แล้วดีไหมล่ะ ยุติธรรมไหมล่ะ” สิ่งที่เทพเจ้าและเหล่ามนุษย์เหนือมนุษย์กระทำต่อเรา หากเราเจ็บแค้นและเวทนาชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ในปกรณัมเหล่านี้ได้ หากเราต่างเอาใจช่วยตัวเอกที่ถูกข่มเหงในนิทานก่อนนอน ทำไมการเอ่ยให้เต็มปากว่าเหล่าเทพเจ้าผิดอย่างไรในโลกแห่งความเป็นจริงจึงยากนัก เราจะชักแม่น้ำทั้งห้ามากล่อมตัวเองให้เชื่อในความทรงสิทธิ์ของพวกเขาด้วยเหตุใด
การยกกรณีหนึ่งมาเพิ่มน้ำหนักให้ข้อเสนอของตนเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์อยู่แล้ว และการนำเทพเจ้ากรีก-โรมันมาใช้ในกรณีนี้ก็ยิ่งกว่าเหมาะเจาะ เพราะพวกเขาช่างตอแยกับมนุษย์ระดับยืนหนึ่งในมวลเทพปกรณัมด้วยกัน ไม่ว่าจะสมสู่กับมนุษย์ จุดชนวนสงคราม ลงทัณฑ์ตามอำเภอใจ หรือกลั่นแกล้งใครสักคนเพราะนึกสนุกขึ้นมา ความใกล้เคียงและใกล้ชิดมนุษย์ของเทพเจ้าเหล่านี้จึงเป็นวัตถุดิบที่พร้อมถูกแปรรูปเป็นภาพแทนของมนุษย์แท้ๆ ที่มีฤทธิ์เดชเหนือมนุษย์ทั่วไป
อีกประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ติดตามว่าเรื่องราวจะดำเนินไปทางใดต่อ คือการที่ความโกลาหล หรือเคออส (chaos หรือ KAOS ในชื่อเรื่อง) ยังมาไม่ถึงอย่างแท้จริง เคออสในปกรณัมกรีก-โรมันนั้นหมายถึงช่วงเวลาแห่งความไร้ระเบียบก่อนที่ยุคของเทพเจ้าจะเริ่มต้น หรือช่วงเวลาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวเข้ามาประกาศศักดาว่า “เอาละ ฟังฉันนะ ต่อไปนี้ฉันเป็นผู้นำ”
เราเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความไร้ระเบียบที่ว่านั้นในโค้งสุดท้ายของเรื่อง เมื่อรอยยิ้มของโพรมีธีอุสที่เราคิดว่าจะอยู่ ‘ข้างมนุษย์’ เริ่มชวนให้กระอักกระอ่วนใจว่าเขาจะทำอย่างไรกับโลกที่ไร้ซุสผู้ยิ่งยงบ้าง ไหนจะการที่เฮรา ราชินีแห่งสวรรค์ ซึ่งดูจะร้ายกาจและเฉลียวฉลาดกว่าสามีอย่างซุสมากต่อสายโทรศัพท์หาใครสักคนให้ระดมพลเสียที
โค้งสุดท้ายนี้ดูจะเป็นภาพสะท้อนของหลายฉากตอนในหน้าประวัติศาสตร์ ที่เมื่ออำนาจหนึ่งมลายไป เมื่อเลไวอะธันใหญ่สิ้นใจลง โลกทั้งใบก็หันรีหันขวางไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยแห่งความกลัวหลังปฏิวัติฝรั่งเศส ความไร้เสถียรภาพหลังปฏิวัติจีน สงครามเย็นหลังระเบียบทั้งปวงในโลกตะวันตกสูญสิ้นไป ยุคสมัยแห่งความไร้ระเบียบนั้นถักทอเรื่องราวเลวร้ายได้ไม่แพ้การฟาดงวงฟาดงาก่อนสิ้นใจของผู้มีอำนาจ ความไร้ระเบียบหรือรอยต่อระหว่างยุคสมัยนี้จึงชวนหวาดหวั่นเสมอมา ไม่ว่าสำหรับผู้เสียประโยชน์โดยตรงเช่นเจ้าของอำนาจเดิมอย่างซุส หรือมนุษย์ที่ดำรงอยู่โดยใช้ศรัทธาต่อเทพเจ้าเป็น ‘แกนใจ’ ของตน
คุณค่าอีกประการของการแทนค่าผู้มีอำนาจใน KAOS ด้วยเทพเจ้า จึงเป็นการชักนำเราให้ตีความ ‘chaos’ ใหม่ตั้งแต่รากคำ คำว่าความโกลาหลฟังไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย และก็เป็นความกริ่งเกรงว่าระเบียบอันคุ้นเคยจะพังพาบลงนั่นเองที่หลายครั้งทำให้เรายึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งแม้จะเห็นตำตาแล้วว่าไร้เหตุผล เพราะถ้าไม่มีเขาแล้วจะทำอย่างไร จะอยู่อย่างไร ทั้งที่คำถามแท้จริงคือแล้วเราจะเลี่ยงการก้าวสู่ความโกลาหลได้อย่างไร สิ่งใดกันที่ไม่มีวันตาย มีระเบียบ กฎเกณฑ์ หรือวัตรปฏิบัติใดกันที่จะไม่มีวันสูญสลายไป เราเผชิญความโกลาหลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในขอบเขตที่ย่อมลงมาด้วยซ้ำ วันหนึ่งเราต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กิจวัตรใดๆ ในวัยเด็กมีอันมลายไป วันหนึ่งเราต้องสำเร็จการศึกษา สิ่งใดที่เคยเป็นความคุ้นเคยในวัยเรียนล้วนสูญสลาย วันหนึ่งเราต้องหยุดทำงาน และหากมีลูก วันหนึ่งลูกก็ต้องจากไปมีชีวิตของตนเอง หากยุคสมัยของซุสถือกำเนิดจากความโกลาหลได้ ทำไมเราจึงคิดว่าจะไม่มีระเบียบหรือสมดุลใหม่อุบัติขึ้นจากความโกลาหลครั้งหน้า
KAOS ยังไม่มีคำตอบใดที่ชัดเจนให้คำถามนั้น มีเพียงคำบอกใบ้กลายๆ ว่า ‘อย่าฝืน’ อย่าดันทุรังขจัดธรรมชาติแห่งการเปลี่ยนผ่าน แล้วการเปลี่ยนผ่านนั้นอาจไม่เจ็บปวดเกินควร ความโกลาหลที่ผ่านเข้ามาก็อาจผ่อนแรงล้าลงได้ อีกคำใบ้หนึ่งคือจงเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าความเป็นมนุษย์ที่ว่านั้นหมายถึงอะไรบ้าง ตัวละครมนุษย์ทั้งสามที่ต่างถือกำเนิดมาด้วยคำทำนายเดียวกับซุสต่างได้รับสารนี้ เช่นเดียวกับไดโอนีซุสที่ครั้งหนึ่งเป็นมนุษย์กึ่งเทพ ก็ถูกบอกให้เชื่อมั่นในซีกส่วนที่เป็นมนุษย์ของตน
ความเป็นมนุษย์ในที่นี้อาจหมายถึงความตระหนักว่าตนไม่มีอำนาจล้นฟ้า คือความตระหนักในความสามารถที่จะรักและเจ็บปวด จึงรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่ต่างต้องเผชิญความรักและความเจ็บปวดเดียวกันนั้น ความเห็นอกเห็นใจนี้บางครั้งก็ทำได้กระทั่งฉุดกระชากเทพเจ้าลงจากสวรรค์ เทพเจ้าที่ครั้งหนึ่งเป็นมนุษย์ แต่ด้วยอำนาจล้นมือจึงลืมไปแล้วว่าการต้องกลัวนั้นเป็นอย่างไร การต้องเห็นแก่ผู้อื่นนั้นเป็นอย่างไร การต้องยับยั้งชั่งใจนั้นเป็นอย่างไร หลงเหลือเพียงความเพ้อคลั่งดังเพลงประกอบที่ได้ยินอยู่เนืองๆ ตลอดเรื่อง “สวรรค์เอย ทวยเทพเอย เฟือนวิปลาส จริงแท้” (“Celestis, Divinitus, Insania, Vero”)
เมื่อฟ้าเบื้องบนเฟือนวิปลาสฟาดฟันทุกสิ่ง ผู้อยู่เบื้องล่างหากไม่ร้องขอความเมตตาก็เคียดแค้นหมายโต้กลับ ใครเลยจะมอบความเห็นอกเห็นใจ ส่งมือให้เดินลงจากสวรรค์โดยไร้ริ้วรอย