โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกอาจเคยมี 'วงแหวน' แล้วค่อย ๆ ตกลงสู่พื้นผิว ทิ้งร่องรอบไว้จนถึงปัจจุบัน

Environman

เผยแพร่ 24 ก.ย 2567 เวลา 00.00 น.

ครั้งหนึ่งในอดีตโลกเคยมี ‘วงแหวน’ เหมือนดาวเสาร์ จากนั้นก็ตกลงมาบนผิวโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อผลกระทบดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในธรณีวิทยา ซึ่งอาจส่งผลต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน

โลกของเรามีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนและบางครั้งก็งุนงงมาอย่างยาวนาน โดยเเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผู้คนทั่วไปรู้จักก็คือเหตุการณ์อุกกาบาต ‘ชิกซูลับ’ ชนโลกซึ่งหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน แต่มีอีกครั้งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าโลกก็เคยถูกโจมตีด้วยอุกกาบาตเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 500 ล้านปีก่อนในช่วงเริ่มต้นของยุคออร์โดวิเชียน อุกกาบาตจำนวนมากได้พุ่งเข้าชนโลกและทิ้งร่องรอยเป็นหลุมไว้ในบันทึกทางธรณีวิทยา ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สับสนมาเป็นเวลานานแล้ว โลกมีหลุมอุกกาบาต 21 แห่งภายในละติจูด 30 องศาจากเส้นศูนย์สูตร

เมื่อมองดูผลกระทบดังกล่าว มันดูเหมือนกับราวจะบอกว่ามีก้อนหินจำนวนหนึ่งหล่นลงมาจากบริเวณพื้นที่แคบ ๆ ที่โคจรรอบเส้นกลางของโลก ‘หรือโลกเคยมีวงแหวนมาก่อน?’ นักวิทยาศาสตร์คิด

“ฉันชอบคิดว่าโลกจะมีลักษณะอย่างไรหากมีวงแหวนอยู่รอบ ๆ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างไปจากปัจจุบันมาก” Andy Tomkins ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Monash ในออสเตรเลีย กล่าวถึงผลงานสืบสวนสอบสวนที่น่าทึ่งของพวกเขา ซึ่งช่วยอธิบายประวัติศาสตร์ของโลกได้อย่างมาก

ด้วยการใช้แบบจำลองทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่หลุมอุกกาบาตอยู่ จากนั้นก็นำไปเข้าแบบจำลองเปลือกโลกเพื่อดูว่าหลุมอุกกาบาตเหล่านั้นอยู่ตรงไหนเมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้ว ซึ่งยังเป็นมหาทวีปที่เรียกว่า กอนด์วานา พวกเขาก็ได้เบาะแสบางอย่าง

เมื่อประมาณ 466 ล้านปีก่อน มีดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งถูกดึงดูดเข้ามาสู่โลกด้วยแรงโน้มถ่วง มันไม่ได้เข้ามาใกล้จนตกลงมาเป็นอุกกาบาตในทันที แต่ทว่าก็อยู่ใกล้พอที่จะถูกแรงดึงดูดของโลกฉีกมันออกจากกันและข้ามขีดจำกัดที่เรียกว่า ‘Roche limit’

มันคือระยะทางขั้นต่ำที่วัตถุหนึ่งดวง (เช่น ดาวเทียม หรือ ดวงจันทร์ ในบริทนี้คือดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดึงดูดเข้ามา) สามารถโคจรรอบวัตถุอีกดวงหนึ่ง (เช่น ดาวเคราะห์ หรือ ดาวฤกษ์ ในบริบทนี้คือโลก) ได้โดยไม่แตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากแรงไทดัล (tidal forces) โดยโลกมี Roche limit อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 15,800 กิโลเมตร

เมื่อดาวเคราะห์น้อยถูกฉีกออก ชิ้นเล็กชิ้นน้อยของมันก็โคจรเป็นวงแหวนรอบโลก “เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี วัสดุจากวงแหวนนี้ก็ค่อย ๆ ตกลงสู้พื้นโลก ส่งผลให้อุกกาบาตพุ่งขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหันตามที่สังเกตได้ในบันทึกทางธรณีวิทยา” ศาสตราจารย์ Tomkins อธิบาย

ไม่เพียงเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าชั้นหินตะกอนที่มาจากช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีเศษอุกกาบาตอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทีมวิจัยยังระบุว่า ‘วงแหวนชั่วคราว’ ของโลกก็อาจทำให้สภาพอากาศบนโลกเปลี่ยนแปลงกระทันหันด้วยเช่นกัน

เนื่องจากวงแหวนอาจทอดเงาลงบนผิวโลก ซึ่งบดบังแสงแดดและทำให้พื้นที่ดังกล่าวเย็นลง กลายเป็นตัวกระตุ้นให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งตามที่พบหลักฐานในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งเมื่อ 500 ล้านปีก่อนเป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิต่ำที่สุด

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ก็คือ Great Ordovician Biodiversification Event (การวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของสิ่งมีชีวิตต่างๆ) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความท้าทายต่อสิ่งมีชีวิตและความจำเป็นที่จะต้องวิวัฒนาการ” ศาสตราจารย์ Tomkins กล่าว

“ดังนั้นหากวงแหวนเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็อาจผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วด้วย” เขาเสริม

การศึกษานี้ส่งผลกระทบไปเกินความอยากรู้อยากเห็นทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในวงกว้างที่เหตุการณ์บนท้องฟ้าอาจมีต่อประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของโลกจนมาถึงปัจจุบัน

ที่มา

https://www.sciencedirect.com/…/pii/S0012821X24004230

https://theconversation.com/hidden-craters-reveal-earth…

https://phys.org/news/2024-09-earth-million-years.html

https://www.monash.edu/…/earth-may-have-had-a-ring…

https://www.sciencealert.com/earth-may-have-once-had-a…

https://newatlas.com/…/earth-ring-saturn-climate-chaos/….

https://www.iflscience.com/499-million-years-ago-earth…

Photo: Oliver Hull

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...