โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระสูตรเว่ยหล่าง คัมภีร์เซนยอดนิยมของสังคมไทย

The101.world

อัพเดต 24 ก.ย 2567 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2567 เวลา 09.58 น. • The 101 World

“เมื่อกล่าวโดยหลักกว้างๆ แล้ว ลัทธิของเว่ยหล่างนี้ เป็นวิธีลัดที่พุ่งแรงบทหนึ่ง อย่างน่าพิศวง

…สำหรับการสรุปใจความของลัทธินี้อย่างสั้นๆ ที่สุด ก็สรุปได้ว่า พยายามคิดจนเห็นตรงกันข้ามจากความคิดของคนที่ยังมีอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ก็เป็นอันนับได้ว่าได้เข้าถึงความจริงถึงที่สุด

…ฉะนั้น นิกายนี้จึงเรียกตัวเองว่า ‘นิกายฉับพลัน’ ซึ่งหมายความว่า จะทำผู้ปฏิบัติตามวิธีลัดนี้ ให้บรรลุธรรมได้อย่างฉับพลันโดยไม่มีพิธีรีตอง”

พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

โมกข์พลาราม ไชยา

11 มี.ค.96

พุทธทาสภิกขุ

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 วันที่ 10-20 ตุลาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์[1] ผู้เขียนได้รับเกียรติจากสำนักพิมพ์มติชนให้ร่วมทำบทความประกอบภายในหนังสือ ‘ถังซำจั๋ง : จดหมายเหตุการณ์เดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง’ ซึ่งอาจารย์ชิวซูหลุนเคยได้แปลและจัดพิมพ์ครั้งแรกแล้วกับสำนักพิมพ์เดียวกันเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 ครั้นถึงปีนี้ พ.ศ.2567 จึงเป็นวาระครบ 20 ปีพอดีที่บันทึกอายุร่วม 1,400 ปีในพากย์ไทยนี้จะได้หวนคืนชีพสู่บรรณพิภพอีกครั้งหนึ่ง

บันทึกของพระถังซำจั๋ง แปลโดย ชิวซูหลุน สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2549
ฉบับพิมพ์ล่าสุด ตุลาคม พ.ศ.2567

การนั่งค้นฐานข้อมูลเก่าๆ เป็นเหตุให้พบภาพประกอบเมื่อครั้งผู้เขียนอาสาเป็นมัคคุเทศก์นำพาพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และคณะท่องไปจาริกแสวงบุญตามรอยพระเซนร่วมสมัยกับพระถังซำจั๋งอีกหนึ่งรูป คือท่านฮุ่ยเหนิง หรือที่พุทธศาสนิกชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อ ‘เว่ยหล่าง’ (ท่านอายุได้ 7 ขวบเมื่อพระถังซำจั๋งเขียนบันทึกฉบับนี้ถวายจักรพรรดิถังไท่จง) เมื่อ 10 ปีก่อน พ.ศ.2557 ณ มณฑลกวางตุ้ง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านเรื่องราวทริปนี้ผ่านบทความของพระอาจารย์ไพศาลเรื่อง ‘ตามรอยท่านเว่ยหล่าง’ ในนิตยสารสารคดี ปีที่ 30 ฉบับที่ 352 มิถุนายน 2557[2] ซึ่งสามารถเข้าถึงได้แบบออนไลน์

สำหรับผู้นำทาง พอจะนิยามได้ว่านี่คือการท่องเที่ยวไปใน ‘สังเวชนียสถานของท่านเว่ยหล่าง’ คือ สถานที่ ชาตะ-รู้แจ้ง-แสดงธรรม-มรณะ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ถ่ายร่วมกับผู้เขียนเมื่อ พ.ศ.2557 ณ กวงเซี่ยวซื่อ ใจกลางมหานครกวางเจา

ด้วยแรงใจที่ยังคงมีต่อเนื่องหลังเขียนเรื่องพระถังซำจั๋งส่งสำนักพิมพ์ดังกล่าว จึงนึกขึ้นได้ว่าราว 15 ปีก่อนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับพระเซนรูปนี้เผยแพร่ไว้ ดังนั้นจึงขอยกเรื่องราวของท่าน ‘เว่ยหล่าง’ กลับมาบันทึกไว้ในคอลัมน์ประจำเดือนกันยายน พ.ศ.2567 นี้ ด้วยหวังใจว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอยู่บ้าง

พระสูตรเว่ยหล่าง

ผู้สนใจพระพุทธศาสนาแบบจีน ย่อมต้องรู้จักพระสูตรเว่ยหล่าง (六祖壇經) นี้ดี โดยเฉพาะผ่านผลงานแปลของท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์ พ.ศ.2449-2536) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) จากต้นฉบับแปลอังกฤษของนายหวงเม่าหลิน (黄茂林 ค.ศ.1886-1936[3])

พระสูตรเว่ยหล่างฉบับแปลอังกฤษของ ‘หวงเม่าหลิน’

จุดเริ่มต้นของงานแปลผลงานพุทธศาสนามหายานนิกายเซนชิ้นแรกแห่งเจ้าสำนักสวนโมกข์นี้ เริ่มจากการอาราธนาของพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี พ.ศ.2436-2511) ภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพายุติไม่นาน และพิมพ์เผยแพร่ 7 บทจาก 10 บท เป็นครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพของบิดาพระยาท่านนี้เมื่อ พ.ศ.2496 ท่านพุทธทาสเคยย้อนรำลึกถึงพระยาท่านนี้ไว้ว่า

“คณะเจ้าคุณลัดพลีฯ นี้ เป็นฆราวาสคณะแรกที่มาเยี่ยมสวนโมกข์จากต่างจังหวัด (2481) ครั้งนั้นพระยาภรตราชสุพิชและคุณสัญญา (ธรรมศักดิ์) ก็มาด้วย ดูเหมือนหลังจากออกหนังสือพิมพ์ (พุทธสาสนา) ได้ 4-5 ปีแล้ว มาแล้วก็พักตามมีตามได้ นอนกุฏิที่พอนอนได้ โยมที่บ้านช่วยส่งปิ่นโต เจ้าคุณลัดพลีฯ ดูเหมือนจะอายุแก่กว่าผมสักปี 2 ปี (ข้อเท็จจริงคือแก่กว่าถึง 13 ปี-ผู้เขียน)”

พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี พ.ศ.2436-2511)

และกล่าวถึงที่มาของการแปลคัมภีร์เซนฉบับสำคัญนี้ไว้ว่า

“ก็เริ่มจากเว่ยหล่าง เจ้าคุณลัดพลีฯ ส่งมาให้และขอร้องให้แปล ผมไม่สามารถจะแปล แต่ก็ยังดันทุรังที่จะแปล ภาษาอังกฤษค่อนข้างง่าย แต่การตีความให้ถูกตรงนี่ยากมาก ถ้าไม่รู้ธรรมะแท้จริงอยู่บ้างแล้ว คงจะแปลออกไปผิด เพราะหนังสือใช้คำธรรมดาๆ มีประโยคธรรมดาๆ ที่มีความหมายลึกๆ อาศัยที่เรารู้หลักธรรมะแท้ๆ ของฝ่ายเถรวาทอยู่ ถ้ามันมีปัญหาอย่างนั้นก็เอาตามหลักนี้ มันอาจจะผิดไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าถูกตรงตามความหมายของเว่ยหล่าง”

สูตรเว่ยหล่างพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2496 งานศพบิดาพระยาลัดพลีฯ

ท่านพุทธทาสได้พูดคุยกับนายแพทย์ตันม่อเซี้ยงระหว่างแปลบ้าง ซึ่งนายแพทย์ท่านนี้ว่าฉบับแปลภาษาอังกฤษมีจุดผิดพลาดอยู่ โดยท่านพุทธทาสว่า

“หมอตันม่อเซี้ยงคัดค้านว่าไม่ถูกอยู่บางแห่ง ไม่ถูกอยู่หลายแห่ง แต่ผมก็ไม่รู้แน่ว่าจริงหรือไม่จริง แกว่าว่องมู่หล่ำแปลไม่ถูก แปลจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษทำให้เขว แต่เราก็รักษาหลักสำคัญหลักถูกต้องไว้ได้ในการแปลเป็นภาษาไทย”

เมื่อถูกถามเรื่องระยะเวลาในการแปล ท่านพุทธทาสตอบไว้ว่า

“หลายเดือนเหมือนกัน เพราะมันทำตามสบาย ทำทีละตอนๆ พิมพ์ทีหลัง แล้วยัง 2-3 บทสุดท้ายขี้เกียจแล้ว แล้วมันเกิดอะไรแทรกแซง ไม่ได้แปล ไปพิมพ์เป็นเล่มเท่านั้นมันพอแล้ว ข้อความที่คล้ายๆ กัน ซ้ำๆ กัน แล้วคุณอะไรมาแปลทีหลัง เอามาต่อท้ายเข้าในการพิมพ์ครั้งหลัง”

ทั้งนี้ เท่าที่ผู้เขียนค้นพบ ชีวประวัติของพระเซนรูปนี้เคยได้รับการเผยแพร่เป็นภาษาไทยครั้งแรกๆ เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เพียง 11 วัน คือจัดพิมพ์แจกเป็นหนังสือในงานศพนางฟื้น ตันบุญแบก ชื่อว่า ‘ประวัติลั่กโจ๊ว’[4] รจนาโดยนายเหรียญ มีเดช สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือภายในหอจดหมายเหตุพุทธทาส พบว่ามีต้นฉบับลายมือของนายเหรียญปรากฏอยู่ด้วย

ปกหนังสือ ‘ประวัติลั่กโจ๊ว’ โดย นายเหรียญ มีเดช พ.ศ.2475

ความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของคัมภีร์เว่ยหล่าง

เรื่องราวภายในคัมภีร์นี้คือชีวประวัติและเทศนาของพระฮุ่ยเหนิง (慧能 ค.ศ.638-713 ) หรือที่ท่านพุทธทาสแปลไว้ว่า ‘เว่ยหล่าง’ จากสำเนียงจีนกวางตุ้ง การเขียนชื่อของพระเซนรูปนี้ปรากฏอยู่ 2 รูปแบบ คือ ฮุ่ย 慧 ที่หมายถึง ‘ปัญญา’ และ 惠 ที่แปลว่า ‘ความดีงาม’ แต่เป็นที่เชื่อได้ว่าสองคำนี้ใช้แทนกันได้ และให้ความหมายเดียวกันในอดีต

ท่านฮุ่ยเหนิงเกิดในต้นสมัยราชวงศ์ถัง ค.ศ.638 ในดินแดนทางใต้ของประเทศจีน เดิมมีอาชีพตัดฟืนขาย กระทั่งขณะอายุ 22 ปีเกิดดวงตาเห็นธรรมเมื่อได้สดับรับฟังวัชรสูตร (‘จินกังจิง’ 金刚经) จึงดั้นด้นไปถวายตนขอเป็นลูกศิษย์พระหงเหริ่น (弘忍 ค.ศ.602-675) ซึ่งขณะนั้นได้ชื่อว่าเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 5 ในนิกายเซน ในพระสูตรนี้เล่าไว้ว่าระหว่างอยู่ในสำนักของท่านหงเหริ่น ท่านได้ประพันธ์โศลกสำคัญจนได้รับการยอมรับนับถือ กระทั่งท้ายที่สุดได้สืบทอดเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 6 (ผ่านการมอบบาตรและจีวร) ทว่าเรื่องนี้กลับถือเป็นทุกขลาภของท่าน เพราะยังผลให้ท่านต้องลี้ภัยลงมาเผยแผ่ธรรมทางแดนใต้จวบจนสิ้นอายุขัย สิริอายุ 75 ปี

ภาพท่านเว่ยหล่างขณะยังประกอบอาชีพตัดฟืน บนหน้าปกฉบับแปลอังกฤษของ Thomas Cleary

ท่านฮุ่ยเหนิงถือได้ว่าเป็นต้นคณาจารย์ของพุทธเซนสายใต้ (เรียกตามภูมิประเทศ) หรือ ‘สายฉับพลัน’ (ตุ้นไพ่ 顿派: Sudden School) อันนี้ว่าตามหลักคำสอน ในขณะที่กลุ่มเดิมที่อยู่กับท่านอาจารย์หงเหริ่น นำโดยท่านเสินซิ่ว หรือที่ท่านพุทธทาสแปลโดยใช้ชื่อว่า ชินเชา (神秀 ค.ศ.605-706) ได้สืบต่อคำสอนแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ หรือ ‘ตามลำดับขั้น’ (เจี้ยนไพ่ 渐派: Gradual School ) หรือเรียกอีกอย่างว่าพุทธเซนสายเหนือ ในบางคัมภีร์ชีวประวัติของท่านเสินซิ่วเองก็อ้างว่ามีความสำคัญมิได้ยิ่งหย่อนกว่าท่านฮุ่ยเหนิงแต่ใดเลย และอ้างไว้ด้วยเช่นกันว่าได้รับการสืบทอดตำแหน่งสังฆปรินายกจากพระอาจารย์หงเหริ่น ทั้งยังว่าจักรพรรดินีบูเช็คเทียนให้ความศรัทธาในตัวท่านเสินซิ่วเป็นอันมาก ฉะนั้นในวงการเซนจีนถึงกับมีประโยคว่า ‘ใต้เหนิงเหนือซิ่ว’ (南能北秀)

Sudden and Gradual โดย Peter N.Gregory

ในส่วนของคัมภีร์นี้ รู้จักกันโดยย่อว่า ‘ถันจิง’ 坛经 (‘ถัน’ แปลว่าบัลลังก์, แท่น, อาสนะ ‘จิง’ แปลว่า คัมภีร์, พระสูตร วงวิชาการฝรั่งรู้จักกันในชื่อ Platform Sutra) ถือว่าเป็นผลิตผลของพุทธศาสนาแบบจีนโดยแท้ (Made in China) ที่สำคัญได้รับการยกย่องระดับลงท้ายด้วยคำว่า 经 (พระสูตร) เทียบได้กับพระพุทธพจน์ ซึ่งชาวเซนทั่วโลกให้ความเคารพอย่างมาก

บันทึกเชิงอัตชีวประวัติของท่านฮุ่ยเหนิงนี้ (ใช้คำว่าบันทึก เพราะเป็นการจดและจำของหนึ่งในศิษย์ท่านนามว่าฝาไห่ 法海) ฉบับที่คงเหลืออยู่มีอยู่หลากหลาย ท่านพระอาจารย์ยิ่นซุ่น (印顺导师 ค.ศ.1906-2005[5]) พระสงฆ์ที่เป็นเสาหลักในวงการพุทธศาสนาไต้หวันตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา (บางแห่งถึงกับเทียบความสำคัญของท่านในระดับเดียวกับพระถังซำจั๋ง[6]) ได้แบ่งคร่าวๆ ไว้ 4 เวอร์ชันหลัก[7] ตามลำดับความเก่าแก่ดังต่อไปนี้

1.ฉบับตุนหวง (敦煌本) ประมาณ ค.ศ.780-800 ถือได้ว่าเป็นฉบับเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ แต่นักวิชาการทั่วไปยังลงความเห็นว่า ‘ยังไม่ใช่ฉบับแรกสุด’ โดยฉบับนี้น่าจะได้รับการแก้ไขโดยลูกศิษย์ของท่านฮุ่ยเหนิง นามว่า ‘เสินฮุ่ย’ (神会 ค.ศ.668-760) พร้อมคณะ (สำนักเหอเจ๋อ 荷泽)

2.ฉบับโบราณ (古本) ได้รับต้นแบบมาจากคัมภีร์ ‘บันทึกเสริมประวัติเหล่าคณาจารย์ของเฉาซี’ (曹溪大师别传) หรือรู้จักกันในนาม ‘เฉาซีหยวนเปิ่น’ (曹溪原本) สันนิษฐานว่าถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขโดยสายของสมณะหมาจู่เต้าอี (马祖道一 ค.ศ.709-788) สำนักหงโจว 洪州 ฉบับนี้จะเป็นหลัง ค.ศ.800

3.ฉบับฮุ่ยซิน (惠昕) รวบรวมโดยสมณะฮุ่ยซิน สมัยต้นราชวงศ์ซ่งราว ค.ศ.967 โดยฉบับนี้ต่อมา น่าจะเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของฉบับที่ถ่ายทอดเข้าไปในญี่ปุ่นและเป็นที่รู้จักดีในเวลาต่อมาว่าฉบับ Koshoji (興聖寺)

4.ฉบับจื้อหยวน (至元) หรือพอจะเรียกได้ว่าฉบับจงเป่า (宗寶) ราชวงศ์หยวน ค.ศ.1271 ฉบับนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และ ‘ฮิต’ มากสุด โดยนายติงฝูเป่านำฉบับรวบรวมในราชวงศ์หมิงเป็นต้นแบบ ฉบับที่ 4 นี้เป็นสำนวนที่แพร่หลายสุด ใช้กันมากที่สุด หรือว่าง่ายๆ ฉบับที่ท่านพุทธทาสแปลเป็นพากย์ไทย

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าถึงแม้จะพบว่ามีอีกจำนวนหลากหลายสิบสำนวน แต่ล้วนสามารถสืบย้อนลงในต้นทางทั้งสี่นี้

พระอาจารย์ยิ่นซุ่น

ในแง่นี้ไม่ต่างจากชีวประวัติของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตลอดชีวิตท่านไม่ได้เขียนประวัติหรือเทศนาใดๆ ด้วยตนเอง แต่เรื่องราวของท่านได้รับการถ่ายทอดจากลูกศิษย์หลากหลายท่านแตกต่างกันไป เช่น หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร (สมเด็จพระญาณวชิโรดม), พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (พระธรรมวิสุทธิมงคล) และหลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ เป็นต้น

พระสูตรเว่ยหล่าง ข้อถกเถียง

ในวงวิชาการเกิดข้อถกเถียงตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมาว่าพระสูตรเว่ยหล่างคืออัตชีวประวัติจริงหรือไม่อย่างไร ปัญหาหลักและถือว่าเป็นประเด็นมากที่สุด คือคัมภีร์นี้ถูกกล่าวหาจากฝ่ายตั้งข้อกังขา (Skeptic) ว่าเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นโดยลูกศิษย์รูปสำคัญนามว่าเสินฮุ่ย (神会 ค.ศ.684–758 ) เพื่อใช้เป็นคู่มือในการสร้างความชอบธรรมของสำนักใต้

ผู้จุดประเด็นนี้คือนายหูซื่อ ปราชญ์ชาวจีน (胡适 ค.ศ.1891-1962[8]) โดยเริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1929 บทความของท่านได้สรุปว่าผู้แต่งพระสูตรนี้ โดยหลักคือเสินฮุ่ย (ในประวัติ หูซื่อได้มีโอกาสค้นคว้าจากคัมภีร์ต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างการเดินทางไปปารีสและอังกฤษ ซึ่งคัมภีร์โบราณของจีนถูกเก็บไว้ในห้องสมุดต่างๆ อีกทั้งผ่านการถกกับนักวิชาการในญี่ปุ่นหลายท่าน) เหตุผลสำคัญของหูซื่ออันเนื่องด้วยการแข่งขันระหว่างพุทธเซนฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ในยุคนั้น (มีเหตุผลอื่นอีกบ้างประปราย แต่โดยหลักเป็นเพราะเรื่องนี้)

ต้องยอมรับว่าจากสถานะภาพของตัวหูซื่อเอง เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความรู้ความสามารถมาก อีกทั้งตัวเป็นนักวิชาการผู้ใช้วิธีวิทยาตามหลักวิชาการตะวันตกโดยอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ได้อย่างเข้มข้น

หูซื่อ (ซ้าย) กับ เจียงไคเช็ก (ขวา)

เรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันตลอดครึ่งศตวรรษหลังที่ผ่านมาในหมู่ผู้สนใจพุทธนิกายเซน เฉพาะอย่างยิ่งในปลายทศวรรษ ค.ศ.1960 นายเฉียนมู่ (钱穆) กับนายหยังหงเฟย (杨鸿飞) ได้ใช้หน้าหนังสือพิมพ์ไต้หวันจงยัง (中央日报) เป็นสังเวียนในการส่งบทความโต้แย้งกับหูซื่อ เรื่องนี้เป็นชนวนเหตุให้ท่านพระอาจารย์ยิ่นซุ่นเขียนหนังสือเรื่อง ‘ประวัตินิกายเซนในประเทศจีน’ (中国禅宗史) ขึ้นเมื่อต้นทศวรรษ ค.ศ.1970 หนังสือเล่มหนากว่า 500 หน้านี้ได้สืบประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาเซนนับจากการเดินทางมาถึงประเทศจีนโดยพระโพธิธรรม หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ตั๊กม้อ (จีนกลางอ่าน ‘ผูถีต๋าโม’ 菩提达摩 มรณภาพราว ค.ศ.536) พร้อมทั้งแฝงนัยการไม่เห็นด้วยกับหูซื่อ ในเรื่องที่ว่าพระสูตรเว่ยหล่างเป็นคัมภีร์ที่ลูกศิษย์จัดสร้างขึ้นมาภายหลัง

พระอาจารย์ยิ่นซุ่นพยายามหยิบยกข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อหักล้าง หนังสือเล่มนี้จึงมักถูกใช้อ้างจากฝ่ายสนับสนุน (proponent) พระสูตรนี้ ต่อมาผลงานชิ้นนี้ของพระอาจารย์ยิ่นซุ่นได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไตโชของญี่ปุ่น คล้อยหลังต่อมาไม่นาน ท่านพระอาจารย์ยิ่นซุ่นยังได้เขียนบทความ ‘เสินฮุ่ยกับถันจิง วิพากย์ปัญหาสำคัญของประวัติเซ็นโดยหูซื่อ’ (神会与坦经-评胡适禅史的一个重要问题) เนื้อหาภายในได้ชี้ถึงข้อผิดพลาดต่างๆ ในสมมติฐานของหูซื่ออย่างตรงไปตรงมา แต่กระนั้น หลายข้อถกเถียงเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมาภายในตำราวิชาการด้านพุทธศาสนาเซนของจีนจนถึงปัจจุบัน

‘ประวัตินิกายเซนในประเทศจีน’ ( 中国禅宗史 ) โดย พระอาจารย์ยิ่นซุ่น

นอกจากนี้ยังคงมีประเด็นอื่นของพระสูตรที่เป็นข้อถกเถียง เช่นเรื่องการต้องหนีลงใต้ของท่านฮุ่ยเหนิงว่าเป็นอย่างที่เล่าไว้ในคัมภีร์จริง หรือเกิดจากปัญหาการเมืองของกฎหมายในยุคนั้น หรืออีกข้อที่ว่าไม่มีเรื่องการสืบทอดตำแหน่งสังฆปรินายกอยู่จริง เมื่อยกว่าคัมภีร์ร่วมสมัยไม่ปรากฏการอ้างอิง บ้างถึงกับว่าเรื่องดังกล่าวสำคัญขนาดนั้น ไยไม่พบว่าท่านเสินฮุ่ยนำบาตรและจีวรซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญออกมาแสดงในระหว่างการประชันขันแข่งกับทางฝ่ายเหนือในเวลาต่อมา (ประเด็นนี้ท่านพระอาจารย์ยิ่นซุ่นไม่ยอมรับ) รวมถึงเรื่องที่ว่าท่านฮุ่ยเหนิงไม่รู้หนังสือนั้นจริงหรือ เหตุใดคนไร้การศึกษาจึงสามารถฟังวัชรสูตรได้เข้าใจ อีกทั้งต่อมาแต่งยังประพันธ์โศลก และสาธยายธรรมได้ลึกซึ้ง และท้ายสุดในเรื่องคำพยากรณ์ท้ายเรื่องฟังดูเป็นข้อน่ากังขายิ่ง

รายละเอียดทั้งหมดผู้เขียนคงต้องขอละไว้ บอกกล่าวได้เพียงว่าข้อขัดแย้งระหว่างสำนักภายหลังสิ้นอาจารย์ไปย่อมเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นศาสนิกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด

โศลกคลาสสิก

สิ่งที่เป็นหัวใจของคัมภีร์เว่ยหล่างอันมิควรข้ามไป ได้แก่โศลกที่แต่งไว้โดยสองสุดยอดปรมาจารย์แห่งยุคนั้น คือพระเสินซิ่ว (ชินเชา-คำแปลของท่านพุทธทาส) และพระฮุ่ยเหนิง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

ผู้เขียนลองยกเทียบเคียงระหว่างเล่มที่เก่าแก่ที่สุด (ตุนหวง) กับเล่มที่แต่งเติมขึ้นในสมัยหลังคือฉบับที่ท่านพุทธทาสแปลเป็นพากย์ไทยและเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

พระสูตรเว่ยหล่างฉบับตุนหวง แปลโดย Philip B.Yampolsky

โศลกส่งเข้าประกวดของท่านเสินซิ่ว หรือรู้จักในนามชินเชา (神秀 ค.ศ.605-706) จากสำนักค่อยเป็นค่อยไป หรือบ้างใช้คำว่า ‘เชื่องช้า’[9] (ซึ่งดูจะไม่ให้ความเป็นธรรมเท่าใดนัก) จากฉบับตุนหวง มีข้อแตกต่างจากฉบับหลังเพียงเล็กน้อย ตรงนี้ไม่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันนัก คือ

ฉบับตุนหวง (แปลไทยโดยผู้เขียน[10])

กายคือต้นโพธิ์ 身是菩提樹,

ใจเสมือนกระจกเงาใส 心如明鏡臺。

เพียรหมั่นเช็ดถูเป็นอาจิณ 時時勤拂拭,

เพื่อมิให้เกิดฝุ่นละออง 莫使有塵埃。

โศลกของท่านเสินซิ่ว ฉบับตุนหวง

ฉบับหลัง (แปลไทยจากภาษาอังกฤษโดยท่านพุทธทาส)

กายของเราคือต้นโพธิ์ 身是菩提樹,

ใจของเราคือกระจกเงาอันใส 心如明鏡臺。

เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ ชั่วโมง 时时勤拂拭,

และไม่ยอมให้ฝุ่นละอองจับ[11] 勿使惹塵埃。

จุดแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชันนี้คือ

1.ท่อนสี่ จากอักษร ‘โม่’ 莫 ถูกเปลี่ยนมาเป็น ‘วู่’ 勿 ทั้งสองคำแปลว่า ‘ไม่’ เหมือนกัน

2.ท่อนสี่ จากอักษร ‘โหย่ว’ 有 ถูกเปลี่ยนมาเป็น ‘เหย่อ’ 惹 ซึ่งคำแรกแปลว่า ‘มี, เกิด’ กับคำหลังมีความหมายว่า ‘ก่อให้เกิด (ในเชิงลบ)’ ซึ่งก็มิได้ก่อให้รูปประโยคแปรเปลี่ยนในเชิงความหมาย

ด้านโศลกส่งเข้าประชันของ ท่านฮุ่ยเหนิง หรือรู้จักในนามเว่ยหล่าง (惠能 หรือ 慧能 ค.ศ.638-713 ) สำนักรวดเร็วฉับพลันในส่วนนี้เกิดปัญหาถกเถียงกันมาก เหตุด้วยมีข้อแตกต่างกันกับฉบับหลังค่อนข้างมาก คือ

1.ในฉบับตุนหวง ปรากฏอยู่ 2 สำนวนทั้งยังมีความแตกต่างกันในระดับหนึ่ง

2.ท่อน 3 มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยฉบับหลังประโยคที่ว่า ‘เดิมแล้ว ไร้ซึ่งทุกสิ่ง’ (ท่านพุทธทาสใช้ว่า ‘เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว’ จากประโยคภาษาอังกฤษที่ว่า Since intrinsically it is void) ไม่ปรากฏในโศลกเดิม ซึ่งปรากฏแตกต่างกันไป ดังนี้

ฉบับตุนหวง (แปลไทยโดยผู้เขียน)

เดิมไร้ซึ่งต้นโพธิ์ 菩提本无樹,

ทั้งไม่มีกระจกเงาใส 明鏡亦非臺。

พุทธภาวะสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลา佛性常清淨,

แล้วจะมีฝุ่นละออง ณ.ที่ใด 何處有塵埃。

และอีกหนึ่งสำนวน

ใจคือต้นโพธิ์ 心是菩提樹,

กายดั่งกระจกเงาใส 身為明鏡臺。

เดิมแล้วกระจกใสสะอาดบริสุทธิ์ 明鏡本清淨,

ฝุ่นละอองจะจับลงที่ใด 何處染塵埃。

โศลกท่านเว่ยหล่าง ฉบับตุนหวง

ฉบับหลัง (แปลไทยจากภาษาอังกฤษโดยท่านพุทธทาส)

ไม่มีต้นโพธิ์ 菩提本无樹,

ทั้งไม่มีกระจกเงาอันใสสะอาด明鏡亦非臺。

เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว 本来无一物

ฝุ่นจะลงจับอะไร[12]何處惹塵埃。

ด้านเนื้อหาอื่นๆ ข้อแตกต่างยังมีการแต่งเติมเสริมเพิ่มมากมายจากฉบับหลังซึ่งเป็นเรื่องปกติ กระนั้นยังคงต้องให้น้ำหนักฉบับตุนหวงที่เก่าแก่มากกว่าฉบับใดๆ เรื่องของถ้ำตุนหวงนี่น่าสนใจมาก เพราะหลังจากการขุดค้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะในถ้ำหมายเลข 17 ที่ถูกเรียกว่า ‘ห้องสมุด (The Library)’ [13] ค้นพบเอกสารในยุคราชวงศ์ถังและยุคต่อมาจำนวนมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์จีนในแง่มุมต่างๆ

ปิดท้าย

ในราชวงศ์ถัง พระพุทธศาสนาแบบอินเดียได้แปรสภาพเป็นแบบจีนแท้จนถึงขีดสุดในหลากหลายมิติ พระถังซำจั๋งเองก็นับว่าเป็นพระร่วมสมัยรุ่นเดียวกับท่านหงเหริ่น[14] พระอาจารย์ของท่านเว่ยหล่าง หรือในอีกแง่หนึ่ง ขณะที่ท่านเว่ยหล่างเกิด พระถังซำจั๋งยังใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียก่อนเดินทางกลับมาถึงฉางอัน (长安 ปัจจุบันคือเมืองซีอาน 西安) เมืองหลวงของต้าถัง (大唐) ครั้งท่านเว่ยหล่างยังอยู่ในปฐมวัย พระอาจารย์ยิ่นซุ่นมองการวิวัฒนาการดังกล่าวเป็นพลวัตที่มีการพัฒนาขึ้นในตัวมันเอง มากกว่าจะมองว่าเซนนั้นเกิดขึ้นจากคณาจารย์เฉพาะรูปใดรูปหนึ่ง

วิธีการแบบท่านเสินซิ่วที่เดินตามรูปแบบโดยเริ่มจากสมถะกรรมฐาน (สมาธิ) เพื่อเป็นบาทฐานในการเดินวิปัสสนา (ปัญญา) นั้นก็ถูกในด้านหนึ่ง ในขณะที่ของท่านฮุ่ยเหนิงดำเนินทางลัดโดยการเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวันนั้น ก็เป็นจริงอีกด้านหนึ่ง และดูจะเป็นหัวใจหลักของนิกายเซนในแง่การบรรลุแบบฉับพลัน ที่ภาษาจีนอ่านว่า ‘วู่ 悟’ ซึ่งเป็นอักษรเดียวกันกับที่คนไทยผู้ศึกษานิกายนี้คุ้นเคยกันคือ ‘ซาโตริ’

พุทธศาสนาแนวทางนี้ดูจะถูกจริตกับท่านพุทธทาสจนถึงกับเลือกแปลเป็นภาษาไทย ส่วนตัวเจ้าสำนักสวนโมกข์นี้ยังเคยกล่าวเทียบเคียงพระร่วมสมัยกับนิกายเซนไว้ว่า “อาจารย์ชาเลยได้รับสมัญญาว่าอาจารย์เซนแห่งเถรวาทภาคอีสาน” ขณะที่เมื่อจัดพิมพ์ครั้งแรก ท่านพุทธทาสก็แสดงท่าทีระมัดระวังพอจะเขียนเตือนในคำชี้แจงที่ให้ไว้ใน พ.ศ.2496 ว่า

“เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องที่จะต้องทราบกันเสียก่อนในเบื้องต้นอยู่ 2 ข้อ

ข้อแรก หนังสือเล่มนี้จะไม่เป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่เคยศึกษาทางพุทธศาสนามาก่อนเลย, มันไม่ใช่หนังสือเล่มแรกสำหรับผู้ริเริ่มการศึกษาพุทธศาสนา. อย่างน้อยที่สุดผู้ที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ แม้จะไม่เคยอ่านหนังสือของทางฝ่ายมหายานมาบ้างแล้ว ก็ควรจะได้เคยศึกษาศึกษาหลักแห่งพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมาบ้างพอสมควรแล้ว จนถึงกับจับใจความได้อย่างใดอย่างหนึ่งว่า พุทธศาสนาที่ตนศึกษาแล้วนั้นมีหลักอย่างไร หรือวิธีปฏิบัติอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ได้ โดยเฉพาะ. และอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่เคยศึกษาแต่ฝ่ายเถรวาทมาอย่างเคร่งครัด และยังแถมยึดถือทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งไว้อย่างเหนียวแน่นนั้น อาจจะมองไปเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผิดหลักพระพุทธศาสนาเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือเป็นสิ่งที่น่าอันตรายไปอย่างยิ่ง ไปก็ได้. ทั้งนี้ เพราะเหตุที่หลักคิด และแนวปฏิบัติเดินกันคนละแนว เหมือนการเดินของคนที่เดินตามทางใหญ่ที่อ้อมค้อม กับคนที่เดินทางลัด หรือถึงกับดำดินไปผุดขึ้นในที่ที่ตนต้องการจะให้ไปถึงเสียเลย ฉันใดฉันนั้น.

ข้อที่สอง ผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความสนใจ ความทราบไว้เสียก่อนว่า หลักนิกายเซ็นและโดยเฉพาะของพระสังฆปรินายกชื่อ เว่ยหล่าง นี้ นอกจากจะเป็นวิธีการที่ลัดสั้นแล้ว ยังเป็นวิธีปฏิบัติที่อิงหลักธรรมชาติทางจิตใจของคนทั่วไป แม้ที่ไม่รู้หนังสือ หรือไม่เข้าใจพิธีรีตองต่างๆ จึงเป็นเหตุให้ลัทธินี้ถูกขนานนามว่า “ลัทธิพุทธศาสนาที่อยู่นอกพระไตรปิฎก” หรืออะไรอื่นทำนองนี้อีกมากมาย. ที่จริง ผู้ที่จะอ่านหนังสือนี้ ควรจะได้รับการชักชวนให้ลืมอะไรต่างๆที่เคยยึดถือไว้แต่ก่อนให้หมดสิ้นเสียก่อน จึงจะเป็นการง่ายในการอ่านและเข้าใจ; โดยเฉพาะก็คือ ให้ลืมพระไตรปิฎก ลืมระเบียบพิธีต่างๆทางพุทธศาสนา ลืมความคิดดิ่งๆ ด้านเดียว ที่ตนเคยยึดถือ กระทั่งลืมความเป็นพุทธบริษัทของตนเสีย คงเอาไว้แต่ใจล้วนๆของมนุษย์ ซึ่งไม่จำกัดว่าชาติใดภาษาใด หรือถือศาสนาไหน เป็นใจซึ่งกำลังทำการคิดเพื่อแก้ปัญหาที่ว่า “ทำอย่างไร จิตของมนุษย์ทุกคนในลักษณะที่เป็นสากลนี้ จักหลุดพ้นจากความบีบคั้นหุ้มห่อพัวพันได้โดยสิ้นเชิง?” เท่านั้น. การทำเช่นนี้จักเป็นประโยชน์อย่างสูงแก่ผู้อ่าน ในการที่จะได้ทราบอย่างชัดแจ้งถึง ความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนาในขอบเขตของคัมภีร์ กับพุทธศาสนาซึ่งอยู่เหนือคัมภีร์; พุทธศาสนาที่อิงอยู่กับพิธีรีตองต่างๆ กับพุทธศาสนาที่เป็นอิสระตามธรรมชาติ และเดินตามหลักธรรมชาติ; พุทธศาสนาที่ให้เชื่อก่อนทำ กับพุทธศาสนาที่ให้ลองทำก่อนเชื่อ; พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นวรรณคดี กับพุทธศาสนาประยุกต์; และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างพุทธศาสนาที่ใช้ได้แต่กับคนบางคน กับพุทธศาสนาที่อาจใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้แก่บุคคลทุกคนแม้ที่ไม่รู้หนังสือ ขอเพียงแต่ให้มีสติปัญญาตามปรกติสามัญมนุษย์เท่านั้น ผู้ที่ได้ทราบเช่นนี้แล้วจะได้รับพุทธศาสนาชนิดที่ปฏิบัติได้จริง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาปฏิบัติอย่างเหลือเฟือ และลัดดิ่งไปสู่สิ่งที่จะให้เกิดความอิ่ม ความพอ ได้โดยเร็ว ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เขาก็จะเป็นตัวหนอนที่มัวแต่กัดแทะหนังสือ หรือเป็นนักก่อการทะเลาะวิวาทตามทางปรัชญา ไปตามเดิมแต่อย่างเดียว….”

ปัจจุบันสรีระของท่านเว่ยหล่างยังคงประดิษฐานไว้ในท่านั่งสมาธิ ณ วัดหนานหฺวา (南华寺) มณฑลกวางตุ้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นการยากที่จะสามารถระบุให้ชัดเจนว่าเป็นร่างที่แท้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยนักวิชาการได้พยายามพิสูจน์จนพอบ่งบอกได้ว่าภายในเป็นร่างมนุษย์และวิธีการทำมัมมี่นี้มีใช้กันอยู่ในสมัยราชวงศ์ถังจริง ทั้งนับรวมถึงการแกะรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของปูชนียวัตถุทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้[15]

สรีระ ‘มัมมี่’ ของท่านเว่ยหล่าง ณ วัดหนานหวา

[1] งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ 10-20 ตุลาคมนี้ กับธีม “อ่านกันยันโลกหน้า” จุดเชื่อมต่อ https://www.prachachat.net/d-life/news-1649691

[2] ไพศาล วิสาโล, “ตามรอยท่านเว่ยหล่าง” จุดเชื่อมต่อ https://www.visalo.org/article/sarakadee255706.htm

[3] Upasaka KO Ping-Yip, The History of “The Sutra of Hui-Neng” in English Versions Translations, 法相學會集刊 (Dharmalakshana Buddhist Institute Buddhist Journal, Volume 4 December 1996, P.9-11 ดู https://www.dhalbi.org/?p=546

[4] เหรียญ มีเดช, ประวัติของลั่กโจ๊ว นักพรตจีน ผู้สำเร็จพระอรหันต์ องค์ที่ 6, นายตี๋ ตันบุญแบก พิมพ์เพื่ออุททิศการกุศลในการปลงศพ นางฟื้น ตันบุญแบก (ผู้มารดา) ณ วัดคณิกาผล วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2475, (โรงพิมพ์เดลิเมล์).

[5] Yin Shun (印順) ดู https://en.wikipedia.org/wiki/Yin_Shun

[6] 玄奘以來第一人 「印順導師年譜」新書發表 !呈現百年漢傳佛教變遷-民視新聞 ดู https://www.youtube.com/watch?v=2EunA-mPsSU

[7] 印顺, 中国禅宗史, 2007, 江西人民出版社, 页205.

[8] Hu Shih (胡適) ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Hu_Shih

[9] คำนี้ปรากฏในต้นฉบับของท่านพุทธทาส

[10] การแปลของผู้เขียน พยายามที่จะแปล “ตรงตัว” รูปศัพท์ มากกว่าใส่สำนวน เพื่อมิให้เกิดปัญหาในเชิง “การตีความ” จนเกินไป

[11] พุทธทาส อินฺทปญฺโญ, สูตรของเว่ยหล่าง กับ ปาฐกถาเกี่ยวกับนิกายเซ็น ธรรมบรรณาการ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ภิกขุ หลวงประจักษ์สมุทเขตต์ (จำปา ลัดพลี) ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม 12 เมษายน 2496, (มหามกุฏราชวิทยาลัย), น.28.

[12] พุทธทาส อินฺทปญฺโญ, สูตรของเว่ยหล่าง กับ ปาฐกถาเกี่ยวกับนิกายเซ็น ธรรมบรรณาการ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ภิกขุ หลวงประจักษ์สมุทเขตต์ (จำปา ลัดพลี) ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม 12 เมษายน 2496, (มหามกุฏราชวิทยาลัย), น.36-37.

[13] Mogao Cave 17 – The Library Cave (Late Tang Dynasty) ดู https://www.dunhuang.ds.lib.uw.edu/mogao-cave-17-the-library-cave-late-tang-dynasty/

[14] วัดของท่าน “หงเหริ่น” ปัจจุบันใช้ชื่อ “วัดอู๋จู่” ( 五祖寺 แปลว่าวัดสังฆปรินายกองค์ที่ 5 ) หรือเรียกอีกชื่อว่า “วัดตงซาน” ( 东山寺 แปลว่าวัดภูเขาตะวันออก ) ตั้งอยู่ ณมณฑล “หูเป่ย” (湖北省 )อำเภอ “หวงเหมย” (黄梅县 )

[15] John Jorgensen, Inventing Hui-neng, the Sixth Patriarch Hagiography and Biography in Early Ch’an, 2005, Brill, P.263-273 และดู Hsu Heng-pin 徐恒彬, A Study of the Genuine Body Statue of the Sixth Patriarch Hui Neng in the Nan Hua Temple 南华寺六祖慧能真身考, 中国文化研究所学报 第 18 卷 1987, 页 47-68 ทั้งนี้ สามารถชมสารคดีสั้นประเด็นนี้ได้ที่ 距今1300年的六祖慧能肉身佛,居然被解剖,五臟六腑被扔,還遊街示眾!จุดเชื่อมต่อ https://www.youtube.com/watch?v=8K4D-Im3BOE

บทความนี้พิสูจน์อักษรโดย ดร.สุกัญญา เจริญวีรกุล (บาลีศึกษา 9 ประโยค)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...