โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ข้อควรรู้ ดื่มชายังไงให้ดีต่อสุขภาพ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 10.35 น.

5 ข้อควรรู้ ดื่มชายังไงให้ดีต่อสุขภาพ

ชา เครื่องดื่มยอดนิยมของคนรักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องของสรรพคุณ รสชาติ หรือความสามารถในการนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับเครื่องดื่มต่างๆ วันนี้เราจึงมี 5 ข้อควรรู้ ดื่มชายังไงให้ดีต่อสุขภาพ มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ

ดื่มชาทุกวัน มีประโยชน์ยังไง?

ในน้ำชานั้นไม่ว่าจะเป็นชาเขียวหรือชาดำ ล้วนมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามิน B, C, E, กรดอะมิโน และสารต้านอนุมูลอิสระ Catechin (แคทีชิน) ช่วยให้ร่างกายต่อต้านโรคร้ายได้หลายโรค

ซึ่งสารตัวนี้มีความพิเศษคือ สามารถช่วยลดความอ้วนได้โดยเฉพาะในชาเขียว เพราะแคทีชินมีฤทธิ์เพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมันในร่างกายได้มากถึง 3-11 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้การดื่มชา ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ ชะลอหน้าแก่ด้วยสารอนุมูลอิสระต่างๆ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยคนที่ท้องผูกได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์เหลือล้นเกินจะนับไหวเลยทีเดียว

ดื่มชายังไงให้ดีต่อสุขภาพ?

  • เลือกชาที่มีคุณภาพ

การเลือกชาที่มีคุณภาพสูงจะช่วยให้คุณได้รับสารต้านอนุมูลอิสระและสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ ควรเลือกซื้อชาที่สดใหม่และมีการเก็บรักษาที่ถูกวิธี เพื่อให้ได้รสชาติและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ดีที่สุด

2. ไม่ควรดื่มชาในปริมาณที่มากจนเกินไป

อาหารหรือเครื่องดื่มทุกอย่างเมื่อบริโภคมากเกินความจำเป็นของร่างกายย่อมมีโทษตามมาเสมอ จากผลงานวิจัยของ New England Journal of Medicine พบว่าการดื่มชาในปริมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดนิ่วในไตได้และถึงขั้นไตวายได้

เนื่องจากชามีสารที่เรียกว่า Oxalate (ออกซาเลต) หากรับประทานเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก ออกซาเลตจะตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่ว แถมยังยับยั้งการดูซึมแคลเซียมและแร่ธาตุหลายชนิดในกระแสเลือดอีกด้วย

ดังนั้นควรดื่มชาในปริมาณที่แนะนำต่อวัน ผู้ที่มีโรคไตควรหลีกเลี่ยงการดื่มในปริมาณที่สูงในแต่ละวัน

3. เลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือครีมเทียม

การเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมในชาอาจทำให้สูญเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับ และยังเพิ่มแคลอรี่โดยไม่จำเป็น ลองดื่มชาแบบไม่เติมน้ำตาล หรือเลือกใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลธรรมชาติแทนเพื่อความหวานอย่างมีสุขภาพดี

4. ไม่ดื่มชาขณะท้องว่าง

การดื่มชาขณะท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือกระเพาะอาหารระคายเคืองได้ ควรดื่มชาหลังมื้ออาหารหรือตอนท้องไม่ว่างเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ

5. ดื่มชาในอุณหภูมิพอเหมาะ

ชาอุ่นๆ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาที่ร้อนเกินไป เพราะอาจทำลายเยื่อบุในปากและลำคอ ควรรอให้อุณหภูมิของชาลดลงเล็กน้อยก่อนดื่มเพื่อความปลอดภัย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...