ยุทธการ 22 สิงหา : การปรากฏ ของกลุ่ม 'เพื่อนเนวิน' ความขัดแย้ง ปะทุจาก 'ภายใน'
สาระนิยาย Psy ฟุ้ง
การปรากฏ ของกลุ่ม ‘เพื่อนเนวิน’
ความขัดแย้ง ปะทุจาก ‘ภายใน’
หลังมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 หลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551
ทุกสายตามองไปยัง “ทำเนียบรัฐบาล”
ทุกสายตามองไปยังพรรคพลังประชาชน มองไปยังบทบาทและการเคลื่อนไหวอันส่งสัญญาณมาจากต่างประเทศ
คำถามก็คือ ใครจะเป็น “นายกรัฐมนตรี” ใครจะจัดตั้ง “รัฐบาล”
ด้านหลักอาจมองไปยังพรรคพลังประชาชน ด้านรองอาจมองไปยังพรรคเพื่อแผ่นดิน อาจมองไปยัง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
แต่ก็มิอาจมองข้ามการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ขณะเดียวกัน ที่มิอาจมองข้ามไปอย่างเด็ดขาดก็คือการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์
กระนั้น เป้าแห่งความสนใจอย่างแท้จริงอยู่ที่ 2 เป้าหมายสำคัญ
เป้าหมาย 1 ย่อมเป็นภายในพรรคพลังประชาชนว่าจะดำรงเอกภาพและความแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เป้าหมาย 1 มองไปในแต่ละก้าวย่างอันสะท้อนออกมาจากกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “เพื่อนเนวิน”
กลุ่มนี้ตกอยู่ในแสงแห่งสปอตไลต์จาก 2 สถานการณ์แหลมคมทางการเมือง
1 เป็นสถานการณ์ที่ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากข้อกล่าวหาในเรื่อง “ชิมไปบ่นไป” 1 เป็นสถานการณ์ที่พรรคพลังประชาชนไม่ให้บทบาทแก่ นายสมัคร สุนทรเวช และเปิดทางสะดวกให้แก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
นี่คือ“หวอด” แห่งความขัดแย้งจากภายในของรัฐบาล และจากภายในพรรคพลังประชาชน
สายตาทอดมองไปยัง นายเนวิน ชิดชอบ อย่างเป็นพิเศษ
โดยมติของคณะกรรมการบรืหารพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2551 เห็นชอบให้เสนอชื่อ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
วันเดียวกันนั้นก็ปรากฏ “แถลงการณ์” จาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”
ประกาศว่าจะขอใช้เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไม่ยอมให้ใช้มติพรรคมาบีบบังคับในการประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 กันยายน
แถลงการณ์ให้การสนับสนุน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังการประชุมพรรค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และแกนนำหารือทำความเข้าใจกับ ส.ส. “กลุ่มเพื่อนเนวิน” เป็นการพิเศษ โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ร่วมอยู่ด้วย ในการประชุม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ยังไม่เปลี่ยนใจไปสนับสนุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
แต่แล้วในวันที่ 16 กันยายน “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ซึ่งมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 72 คน ก็กลับลำให้การสนับสนุนหลังเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อเวลา 13.00 น.
ทำให้การประชุมสภาในวันที่ 17 กันยายน ที่ประชุมมีมติเลือก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 โดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ 298 คะแนน ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ 163 คะแนน มีผู้งดออกเสียง 5 คน ขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช เดินทางมาถึงรัฐสภาเมื่อเวลา 10.30 น. หลังการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว
วันที่ 18 กันยายน 2551 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
มีการเคลื่อนไหวหลายการเคลื่อนไหวในสถานการณ์แห่งการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช และการเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
นั่นก็คือ การเปิดประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยในวันที่ 21 กันยายน หลัง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยที่พรรคพลังประชาชนก็ยังเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลตามปกติ
ที่ประชุมเลือก นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นหัวหน้าพรรค นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองหัวหน้าพรรค น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจพรรคพลังประชาชน
และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช
ไม่ว่ามองผ่านชื่อ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ไม่ว่ามองผ่านชื่อ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่ว่ามองผ่านชื่อ นายปลอดประสพ สุรัสวดี ไม่ว่ามองผ่านชื่อ น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร ล้วนมีความสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับพรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย
ยิ่งกว่านั้น นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อีกด้วย
อย่าได้แปลกใจหากความขัดแย้งจากภายในพรรคพลังประชาชนจะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้น มากขึ้น
วันที่ 24 กันยายน 2551 สภาผู้แทนราษฎรประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
หลังการอภิปรายจบ องค์ประชุมก็ “ล่ม” จำเป็นต้องเลื่อนการลงมติออกไป
การประชุมสภาในวันรุ่งขึ้นที่ 25 กันยายน สภาก็“ล่ม” อีกครั้งโดยพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมกับกลุ่ม ส.ส.รัฐบาล
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชนแถลงยอมรับว่า พรรคพลังประชาชนอยู่ในสภาพง่อนแง่นเต็มที่ คนที่เป็นต้นเหตุทำให้พรรคถูกร้องกล่าวหาอันอาจนำไปสู่การยุบเนื่องจากคดีเรื่องการซื้อเสียง ยังมีบทบาทในการกำหนดตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลเกือบทุกตำแหน่ง
สะท้อนให้เห็นว่าความไม่พอใจของ ส.ส.กระทั่งนำไปสู่สถานการณ์ “สภาล่ม” เนื่องจากมีบางคนไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างที่มาดหมายเอาไว้
เป้าแห่งการกล่าวหาพุ่งเข้าใส่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีความใกล้ชิดกับกลุ่มกุมอำนาจอยู่ในพรรคพลังประชาชน
ต่อกรณีนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หาทางแก้ปัญหาความไม่ลงรอยภายในพรรคด้วยการเชิญรัฐมนตรีของพรรค 22 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันในวันที่ 29 กันยายน และในวันที่ 30 กันยายน ก็จัดให้รัฐมนตรีไปร่วมรับประทานอาหารกับ ส.ส.
วันที่ 1 ตุลาคม จึงสามารถผ่านความเห็นชอบวาระที่ 1 ให้กับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปได้
ความน่าสนใจอยู่ที่การเคลื่อนไหวอย่างสะท้อนลักษณะต่อเนื่อง
ด้านหนึ่ง คือความเคลื่อนไหวของ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ในฐานะโฆษกพรรค ที่ออกมาสำทับอย่างหนักแน่นและจริงจังว่าพรรคพลังประชาชนกำลังตกอยู่ในสภาพเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง มีการจัดตั้ง “กลุ่มอีสานพัฒนา” ขึ้นโดย นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด ออกมาแถลงตอบโต้และขู่จะยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งโฆษกพรรค
ผลในเบื้องต้นทำให้ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง ลาออกจากตำแหน่งโฆษกพรรคและมีการทำความเข้าใจต่อทั้งสองฝ่าย
ผลก็คือ การปรากฏขึ้นของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” และ “กลุ่มอีสานพัฒนา”
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นผลจากการต้อง “พัน” ไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายสมัคร สุนทรเวช
สะท้อนความขัดแย้งจาก “ภายใน” ขณะต้องสู้กับปัจจัยจาก“ภายนอก”
เหมือนเป็นการจัดแถว ตั้งขบวนทัพใหม่ เพิ่มการกระชับอำนาจ ยืนยันการนำ อย่างเบ็ดเสร็จจาก “ต่างประเทศ”
เป็นเงาสะท้อนจาก “ภายใน” ของรัฐบาล ของพรรคพลังประชาชน
ขณะที่ปัจจัยจาก “ภายนอก” ก็ให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษไปในแต่ละจังหวะก้าวแห่ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน”
รู้แล้วว่า นายเนวิน ชิดชอบ มีบทบาทอย่างไรในทางการเมือง
‘มันจบ แล้วครับ นาย’ ฐานแห่ง รัฐบาล ข้ามขั้ว
2 วันหลังรายการ “ความจริงวันนี้” นำเสนอวีทีอาร์บันทึกภาพและเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านมวลชนกว่า 4 คนของสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ
ระบุ “ระบบยุติธรรมมี 2 มาตรฐาน” ยืนยัน “นักการเมืองหักหลังประชาชน”
วันที่ 15 ธันวาคม 2551 เว็บไซต์กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานกระทรวงการต่างประเทศได้ยกเลิก “หนังสือเดินทางทูต” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
และได้ส่งหนังสือแจ้งเรื่องนี้ไปยัง “ที่อยู่” ของ “อดีตนายกรัฐมนตรี” ในกรุงเทพมหานครแล้ว
ขณะที่กล่าวสำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถืออยู่อีกเล่ม กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตีความในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเดินทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาต่อไป
แม้ต่อกรณีนี้ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะออกมาแถลงยืนยันว่า
“ไม่มีผลกระทบเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีพาสปอร์ตอยู่หลายประเทศ”
แต่นี่คือการส่งสัญญาณรุกในกระบวนการระหว่างประเทศอันสะท้อนถึงการรุกทางการเมืองภายหลังการถอดถอน นายสมัคร สุนทรเวช ภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน
สายตาจึงทอดมองไปยังบทบาทของ นายเนวิน ชิดชอบ อย่างเป็นพิเศษ สายตาจึงทอดมองไปยังบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นพิเศษ
นี่คือจังหวะก้าวและรูปลักษณ์ใหม่ในทางการเมือง
เหตุการณ์หนึ่งซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือเหตุการณ์หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชนในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 พรรคเพื่อไทยก็เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสืบทอดภารกิจพรรคพลังประชาชน
วันที่ 3 ธันวาคม ส.ส.ที่ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองต่างทยอยสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยในวันที่ 4 ธันวาคม
ยกเว้น “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จำนวนหนึ่งที่ยังรอดู “สถานการณ์”
วันที่ 4 ธันวาคม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ออกแถลงการณ์จะขอใช้ “เอกสิทธิ์” ของ ส.ส.ในการลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี”
ค่ำวันเดียวกัน แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคจัดตั้งรัฐบาลต่อไป
วันที่ 5 ธันวาคม นายเนวิน ชิดชอบ แถลงว่า ทุกอย่างต้องกลับมาเริ่มต้น 0 กันใหม่ จึงถือเป็นโอกาสที่พรรคการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศ และหมดเวลาแล้วที่ผู้มีโอกาสจะนึกถึง“การกลับเข้าประเทศโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน”
คำประกาศของ นายเนวิน ชิดชอบ ด้านหนึ่ง กำหนดแนวทางที่ชัดเจนของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่พร้อมแยกแตกตัวออกจากพรรคพลังประชาชน ด้านหนึ่ง ได้รับการตอบโต้จากภายในพรรคพลังประชาชนอย่างฉับพลัน
นั่นก็คือ กลุ่ม “วังบัวบาน” นั่นก็คือ กลุ่ม “อีสานพัฒนา”
ไม่เพียงแต่แสงแห่งสปอตไลต์จะฉายจับไปยัง“กลุ่มเพื่อนเนวิน” หากแต่ยังติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์อย่างเกาะติด
ภายในการแยกแตกตัวมีการรวมและรวบรวมพลังเพื่อชิงความได้เปรียบ
เด่นชัดยิ่งว่าการต่อสายระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ทะลวงเข้าไป “ภายใน” พรรคพลังประชาชนมิได้เป็นเรื่องเพิ่งเกิด
ตรงกันข้าม มีปัจจัยจากกรณี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นจุดเริ่มต้น
นั่นก็คือ ความเห็นต่างที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าสมควรผลักดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” ต่อไป
กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ปฏิเสธการไปต่อของ นายสมัคร สุนทรเวช
แม้ในห้วงแห่งการต่อรองจะมีการเสนอชื่อ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาเป็นตัวเลือกในลักษณะประนอมประโยชน์ ขณะเดียวกัน ก็มีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน เข้ามาเหมือนกับจะเป็นทางออก ท่ามกลางข่าวลือที่ว่าอาจเป็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
แต่เมื่อเป็นรายชื่อ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกมาก็มีความชัดเจน
การตัดสินใจนี้เองที่ทำให้เกิดการก่อรูปของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” และได้รับการต่อต้าน เปิดโปงโดย “กลุ่มอีสานพัฒนา” และรวมถึงการแสดงตัวของ “กลุ่มวังบัวบาน” ในสถานการณ์ใกล้เคียงกัน
ตรงนี้เองที่มีการต่อสายเข้ามาของพรรคประชาธิปัตย์
หนังสือ “มติชนบันทึกประเทศไทย พ.ศ.2551” นำเสนอการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายอย่างชวนให้พิจารณา
เริ่มจากแถลงการณ์ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ในวันที่ 5 ธันวาคม 2551
ประสานเข้ากับการแถลงอย่างยาวเหยียดสะท้อนความรู้สึกจากใจของ นายเนวิน ชิดชอบ ในวันเดียวกัน
จำเป็นต้องตราไว้ด้วยว่าเป็นการเลือกประกาศใน “วันที่ 5 ธันวาคม”
เช้าวันที่ 6 ธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์ดึง ส.ส.บางส่วนของพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และกลุ่มเพื่อนเนวินจากพรรคพลังประชาชน ร่วมแถลงประกาศจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล
ยืนยันว่ารวบรวมเสียงสนับสนุนได้เกิน 250 เสียง พร้อมเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยหารือกับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาราช ยืนยันตั้งรัฐบาลแข่ง ระบุมีเสียงเบื้องต้น 228 เสียง และยื่นข้อเสนอให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ไม่เป็นผล
พรรคเพื่อไทยจึงแก้เกมโดยยื่นข้อเสนอให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
เปรียบเทียบแล้วการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์มีความเหนือกว่า
เป็นความเหนือกว่ากระทั่งเกิดข่าวลือว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังการจับขั้วใหม่เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ทำให้โฆษกกองทัพบกต้องออกมาแถลงปฏิเสธว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้อยู่เบื้องหลังการจับขั้วต่างๆ ทางการเมือง
“เพียงแต่เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม มีกลุ่มนักการเมืองโทรศัพท์มาปรึกษาหารือเท่านั้น”
จุดที่ควรให้ความสนใจก็คือ การเคลื่อนไหวใน “วันที่ 5 ธันวาคม”
วันที่ 8 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เปิดปฏิบัติการเดินสายพบแกนนำ 4 พรรคการเมือง
พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การพบกับ นายเนวิน ชิดชอบ
วันเดียวกันนั้นพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับ 4 พรรคและกลุ่มเพื่อนเนวิน นำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 240 คน ยื่นต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อให้มีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี
วันที่ 9 ธันวาคม พรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่หันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์แถลงถึงเจตจำนงในการทำงานการเมืองร่วมกัน
ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 5 พรรคหารือตั้ง “รัฐบาลเพื่อชาติ” ในวันที่ 10 ธันวาคม แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายมีเพียงพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาราชเท่านั้นที่ปรากฏตัว
วันที่ 11 ธันวาคม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม ประธานรัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ออกระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 15 ธันวาคม ทันที
นี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ในทางการเมืองอันเป็นรากฐานของยอดคำเท่ “มันจบแล้วครับนาย”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุทธการ 22 สิงหา : การปรากฏ ของกลุ่ม ‘เพื่อนเนวิน’ ความขัดแย้ง ปะทุจาก ‘ภายใน’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly