ปักหมุดไทย Music Destination Hub เอเชีย รับยุทธศาสตร์ Soft Power
อุตสาหกรรมดนตรีไทยมีแววโกอินเตอร์ ภาครัฐเร่งสปีดปลุกปั้น “Music Exchange : Thai Music Wave to the World ขับเคลื่อนศิลปินไทยสู่เส้นทางสายอินเตอร์” วางเป้าระยะสั้นปี 2568 ต้องมีเทศกาลดนตรีระดับโลกจัดในไทย ปูทางผลักดันไทยเป็นหนึ่งใน Music Destination Hub ของเอเชีย
อุตสาหกรรมเพลงและเทศกาลเพลงในไทย ยังคงติดในแรงค์อุตสาหกรรมที่น่าจับตามองด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่ง Statista ประเมินว่าเฉพาะ ‘Music Events’ หรือเทศกาลเพลงในไทยมูลค่าจะแตะ 75.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2,477.31 ล้านบาท
และในอนาคตอันใกล้ระยะปี 2567-2571 มีแนวโน้มการเติบโตในอัตราเฉลี่ยปีละ 2.72% ส่งผลให้มูลค่าตลาดทะยานแตะ 83.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2,758.33 ล้านบาทภายในปี 2571
ในส่วนของประเทศไทยในปีนี้มีการผลักดันกระแส Thai Music Wave สู่ตลาดโลก ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ Soft Power ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานที่ปรึกษา คณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ “Soft Power” ให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศและทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและทำให้คนไทยสามารถก้าวพ้นจากความยากจนได้
แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังเป็นช่วงเวลาของการวางฐานราก โดยภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุน ส่วนภาคเอกชนทำหน้าที่ขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ก้าวแรกได้คิ๊กออฟ “Music Exchange” ซึ่งรัฐบาลตั้งใจทำให้เห็นการขับเคลื่อนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ “สร้างคน” โดยนำผู้ที่มีพรสวรรค์มาส่งเสริมให้พรสวรรค์นั้นเกิดศักยภาพที่ชัดเจน
ส่วน กลางน้ำ คือทำให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยมีโอกาสเปล่งประกายได้มากขึ้น โดยแก้ปัญหาหรืออุปสรรคทั้งกฎหมายหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมไปถึงกองทุนสนับสนุนคนรุ่นใหม่ๆเพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้อำนวยความสะดวกให้กับคนที่มีพรสวรรค์อยู่แล้วได้เป็นประกายมากขึ้น
และ ปลายน้ำ คือทำให้ความสามารถเหล่านี้ได้ออกไปสู่ตลาดโลกและนำพาให้ประเทศไทยไปอยู่ในจุดสนใจของเวทีโลก
ปีหน้าไทยต้องมี Music Festival ระดับโลก เป็นของตัวเอง
“สุรพงษ์” กล่าวต่อถึงหมุดหมายสำคัญในระยะถัดไปว่า Music Exchange เป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ความสามารถของคนไทยไปสู่เทศกาลดนตรีระดับโลก
“แต่สิ่งที่เราคิด มันมากกว่านั้น ยิ่งใหญ่กว่านั้นสิ่งที่เราอยากเห็นไม่ใช่แค่การผลักดันให้คนไทยที่มีความสามารถไปสู่เทศกาลดนตรีระดับโลกเท่านั้น แต่เราอยากเห็น “เทศกาลดนตรีระดับโลก” เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเราเชื่อว่าคงได้เห็นใน “ปีหน้า” แน่นอน และจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมดนตรี”
นอกเหนือจากนี้ ยังต้องผลักดันให้ประเทศไทยมีงานประกวดดนตรีระดับชาติ เพื่อทำให้ความสามารถนั้น ๆ ได้รับการเชิดชู “เราควรมี Music Award เป็นการประกาศรางวัลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติให้ได้”
และสุดท้ายสิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมดนตรีมีความยั่งยืน จำเป็นต้องมี“สภาดนตรี” มี Music Council เพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการดนตรีและเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและพรสวรรค์ได้เปล่งประกายในเวทีโลก
ขณะที่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เปิดเผยเพิ่มเติมว่า หมุดหมายหลักในการขับเคลื่ออุตสาหกรรมดนตรีไทยให้เป็นหนึ่งใน Soft Power คือการผลักดัน “Thai music to the world ,Thai musicion to the world และThailand to the world” ซึ่งรัฐบาลเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมดนตรีมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2566 มีมูลค่าตลาดโดยรวมประมาณ 108 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากปีก่อนหน้า รวมถึงมีศิลปินนักดนตรีชาวไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปแสดงบนเวทีเทศกาลดนตรีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีของไทยในตลาดโลกอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ CEA ได้ขับเคลื่อนแผนอุตสาหกรรมด้านดนตรี เพื่อสนับสนุนการขยายฐานการส่งออกดนตรีของประเทศไทย โดยเพิ่มช่องทางการออกสู่ตลาดต่างประเทศ ไปพร้อมกับการพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน “Music destination Hub” ของเอเชีย
“เป้าหมายของเราคือการยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมของประเทศ ควบคู่กับการสร้างการยอมรับและขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Power ไทยในเวทีโลก ผ่านการสนับสนุนการออกสู่ตลาดต่างประเทศของศิลปินไทย การเชื่อมโยงและขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ต่างๆ การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมดนตรี
ไปพร้อมกับผลักดันมาตรการสนับสนุนต่างๆเช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์ดนตรี โดยผลักดันโครงการแฟลกชิพอย่าง “Music Exchange: Thai Music Wave to the World” เพื่อผลักดันศิลปินไทยสู่เวทีระดับนานาชาติและสนับสนุนการสร้างกระแส Thai Music Wave ให้เกิดแรงกระเพื่อมเข้าสู่ตลาดกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ภายใต้ “Music Exchange” ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการส่งศิลปินไทยไปร่วมแสดงผลงานในเทศกาลดนตรีที่ต่างประเทศกว่า 48 ศิลปิน/วง ใน 46 เทศกาล พร้อมกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจที่ดึงดูดผู้จัดงานเทศกาลดนตรีนานาชาติและผู้คัดเลือกศิลปินจากต่างประเทศกว่า 75 รายเข้ามาเยี่ยมชมเทศกาลดนตรีในไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2567 นี้ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการผลักดันกระแส Thai Music Wave สู่ตลาดโลกและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไปพร้อมๆกัน