วิมานหนาม : หวั่นไหววาบหวามหนามชีวิตเอย
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์[1]
หลังจากลงแรงลงเงินอยู่หลายปี ทองคำ (วรกมล ชาเตอร์) กับ เสก (พงศกร เมตตาริกานนท์) ก็เพิ่งจะไถ่ถอนฉโนดที่ดินสวนทุเรียนของพวกเขาได้ ที่ดินนั้นเดิมเคยเป็นของพ่อของเสก ทองคำเป็นคนลงทุนและเป็นลูกมือชายคนรักในการฟูมฟักสวนทุเรียน วาดฝันจะเก็บเกี่ยวดอกผลที่ทำมา แม้จะเป็นคู่รักเพศเดียวกันแต่เสกก็ขอทองคำแต่งงานด้วยช่อดอกทุเรียน กระทั่งคืนหนึ่งในฤดูดอกทุเรียนบ้าน ระหว่างผสมเกสร เสกตกลงมาจากต้นไม้ หมอบอกว่าต้องผ่าตัด แต่ทองคำที่ไม่ได้เป็นญาติหรือภรรยา เขาจึงไม่มีสิทธิ์เซ็นอนุมัติได้ เขาโทรตาม แสง (สีดา พัวพิมล) แม่ของเสกที่ขาพิการอาศัยอยู่กับ โหม๋ (อิงฟ้า วราหะ) ลูกสาวบุญธรรม สองคนอยู่กระต๊อบปลูกกะหล่ำ ลึกเข้าไปในภูเขา เดินทางมาได้แบบเดียวคือขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ ลงดอย ระหว่างทางรถล้ม ทั้งคู่มาไม่ทัน เสกเสียชีวิต
เรื่องเริ่มต้นจากตรงนี้ เริ่มจากที่ดินและบ้านที่มีชื่อเสกเป็นเจ้าของ บ้านใต้ถุนสูงหลังคาสังกะสีมีห้องแอร์บนเนินเขาที่มองลงไปเห็นสวน หลังเสกตาย ตามกฎหมายทรัพย์สินตกเป็นของแม่แสง ซึ่งตัดสินใจย้ายมาอยู่ในฐานะเจ้าของบ้าน ไล่ทองคำไปนอนในห้องเก็บของและให้โหม๋มาปูที่นอนหน้าเตียงเพื่อคอยดูแล ทองคำพบว่าค่อยๆ เสียทุกอย่างที่ตัวเองสร้างมากับมือให้ผู้หญิงแปลกหน้าสองคน โหม๋ตาม จิ่งนะ (หฤษฎ์ บัวย้อย) น้องชายมาช่วยงาน หวังให้มาเรียนรู้งานสวน แต่ดูเหมือนจิ่งนะจะสนใจทองคำมากกว่านั้น จนเมื่อทองคำพบความจริงบางอย่างเขาจึงตั้งใจจะทำทุกทางเพื่อช่วงชิงสวนทุเรียนคืนมา
‘วิมานหนาม’ (2024) พาผู้ชมย้อนกลับไปหาหนึ่งในประเภทเก่าแก่ของสื่อบันเทิงไทยอย่างเรื่องเล่าว่าด้วยการแย่งมรดกของบรรดาเมียหลงเมียน้อย บ้านเล็กบ้านใหญ่ โดยพลิกกลับจากเรื่องของคนร่ำรวยชนชั้นนำ เป็นเรื่องของคนชนชั้นล่างปากกัดตีนถีบ การเปลี่ยนชนชั้นเป็นหนทางในการเติมประเด็นทางการเมือง เช่น Burning (2018) ของ ลี ชางดง (Lee Chang-dong -คนทำหนังชาวเกาหลีใต้) ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น Barn Burning ของ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami -นักเขียนชาวญี่ปุ่น) ที่ตัวต้นฉบับเล่าเรื่องของชนชั้นกลางร่ำรวยในญี่ปุ่น เมื่อย้ายบริบทเปลี่ยนสถานะบางตัวละครให้เป็นคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ยากจน ประเด็นทั้งหมดก็ย้ายจากเรื่องเชิงปัจเจกมาเป็นการเมืองเรื่องชนชั้น กรณี ‘วิมานหนาม’ ซึ่งตัวอย่างหนังขึ้นข้อความว่า ‘แรงบันดาลใจจากความไม่เท่าเทียม’ ยิ่งทำให้ผู้ชมเขม้นมองได้อย่างเข้มข้นขึ้นว่านี่คือหนังที่เป็นดอกผลจากการต่อสู้เรื่องสมรสเท่าเทียม เป็นหนังยุคก่อนกฎหมายจะผ่านสภา และเราหยุดการมองหนังในฐานะหนังเมโลดราม่าแบบที่เราเห็นในละครหลังข่าว และมองอย่างตั้งใจ/จงใจ ในฐานะภาพแทนทางการเมือง
ในทางหนึ่งเราอาจเล่าเรื่องเสียใหม่โดยแตกเป็นประเด็นย่อยๆ ที่ว่าด้วย 1. กะเทยที่โดนผู้ชายหลอกเอาเงินจนหมดตัว 2. ศึกของแม่ผัวมหาภัยกับสะใภ้สารพัดพิษ 3. เกมหักเหลี่ยมพิศวาสระหว่างเมียหลวงเมียน้อย 4. ศึกแย่งชิงมรดกเจ้าปัญหาที่นำพาความฉิบหายวายวอดมาสู่มนุษย์โลภโมโทสัน 5. คนผู้เยือกเย็นอย่างน้ำแข็งได้รับความรักครั้งใหม่จากอีกคนที่อ่อนโยนและเป็นดังแสงสว่าง และ 6. เส้นทางแห่งหายนะของหญิงสาวที่แสนทะเยอทะยาน พล็อตทั้งหกแบบล้วนเป็นเรื่องได้ยินจนเกร่อ เป็นทั้งสิ่งที่ถูกเรียกเป็น นิทานสอนใจ (a.k.a. ในปี 2024 ถูกเรียกว่า ละครคุณธรรม) เท่าๆ กับที่ถูกเรียกว่า ‘ละครน้ำเน่า’ และหนังเรื่องนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่า ภายใต้พรมเก่าของการรวบยอดเพื่อจัดประเภทตัดสินเรื่องเล่าสักเรื่องนั้นมีอะไรอยู่ใต้พรมผืนนั้น ในโครงเรื่องที่เคยถูกมองและตัดสินผ่านกรอบคิดแบบปัจเจกนิยมที่ครอบด้วยเรื่องเชิงศีลธรรมและศาสนา ในทำนอง ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ ‘เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร’ ‘สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม’ ถูกท้าทายให้เห็นว่า ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องของการเมืองเชิงโครงสร้างและสงครามชนชั้น ไปจนถึงการตกใต้อำนาจของปิตาธิปไตย
เราอาจเริ่มกันตั้งแต่ การไม่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม และการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพในพื้นที่ห่างไกลที่ทำให้เสกต้องจบชีวิตลง และทองคำเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของสวนทั้งที่ลงเงินลงแรงมาด้วยกัน จนเมื่อแม่กับโหม๋เข้ามา แง่มุมอื่นๆ ก็ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นมาด้วย ในขณะที่องก์แรกอาจจะกระอักกระอ่วนด้วยความสมจริงแบบภาพยนตร์ คือความสมจริงเท่าที่จะสมจริงได้ของการใช้ดารามาเล่นเป็นคนชายขอบ ทั้งการพูดภาษาไทยสำเนียงกรุงเทพฯ หรือเครื่องแต่งกายที่พออยู่บนเรือนร่างของนักแสดงก็ทำให้เสื้อผ้าฉูดฉาดมือสอง (ซึ่งที่จริงก็มีคนทั่วไปสวมใส่) ดูโดดเด่นมีออร่าจนดึงดูดสายตาผู้ชม ทำให้หนังยังเป็นหนังและยังเข้าใกล้ชีวิตจริงโดยไม่ต้องเหมือนชีวิตจริง ความเกือบสมจริงของหนังสร้างบรรยากาศเฉพาะที่มีแต่ในโลกภาพยนตร์เท่านั้นที่จะมอบให้ได้ และทำให้มันมีความเฉพาะที่ไม่จริงแต่ไม่ปลอมขึ้นมาอย่างน่าสนใจและเพลินตาความเป็นเรื่องแต่งปกปิดรอยด่างพร้อยข้อบกพร่องของความจริงไว้และโอบอุ้มผู้ชมให้จดจ่ออยู่กับเรื่อง ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้หนังไม่มีอะไรเหมือนกันกับปัญหาจริงๆ ของผู้คนจริงๆ
จนเมื่อเข้าสู่องก์สองที่เป็นสงครามประสาทของทองคำกับแม่แสงและโหม๋ หนังก็ตบเกียร์เดินหน้าเข้าสู่กลวิธีเมโลดราม่าที่เข้มข้นถึงอกถึงใจ หนังเริ่มขยับจังหวะไปเป็นละครช่องที่เน้นเชือดเฉือน ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าสงครามนี้มีที่มาที่ไปที่ไม่ใช่ความโกรธแค้น ความริษยา ความดำมืดในจิตใจคนเลวไร้ที่ติ และคุณความดีของตัวละครหัวใจทองคำ แต่ที่จริงมันคือความจนตรอก หลังชนฝาของทุกตัวละคร หนังค่อยๆ คลี่ปูมหลังให้เห็นว่า เสกไม่ได้มีทองคำแค่คนเดียว แต่โหม๋เป็นเมียคนแรกที่เสกยื้อเธอเอาไว้ให้ดูแลแม่พิการ หลอกเธอว่าจะทำให้เธอพ้นไปจากสภาพนี้ในเร็ววันหลังจากเขาได้ทุกอย่างจากทองคำ และอันที่จริงเขาอาจจะเริ่มต้นจากการตั้งใจมาหลอกทองคำให้เอาเงินเก็บมาลงในสวน แต่ความรักผูกพันก็พัฒนาของมันไป ส่วนทองคำก็มอบทั้งตัว หัวใจ ชีวิตและเงินเก็บทั้งหมดให้กับเสกไปแล้ว ถึงที่สุดเขาจะต้องกลายเป็นคนตัวเปล่า หรือเป็นแรงงานอพยพตามแม่ไปไต้หวัน ขณะเดียวกัน แม่แสงก็ดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจในแผนการนี้อยู่แล้ว แต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเพราะตัวเองก็เป็นเพียงหญิงชาวบ้านยากจนขาพิการต้องพึ่งพาคนคอยดูแล ตัวละครทั้งสามต่างเป็นคนจนตรอกต่างรูปแบบที่มีบ้านและสวนเป็นทางออกเดียว จึงไม่รีรอที่จะเข้าฟาดฟันกันทำลายล้างกันและกัน
สำหรับโหม๋และแม่แสง แม้ว่าหนังจะเริ่มต้นโดยการยืนอยู่ข้างทองคำ แต่เราค่อยๆ พบว่าโหม๋กลายเป็นตัวละครที่ถูกกดทับมากที่สุด ถึงที่สุด ผู้หญิงอยู่ในจุดต่ำสุดของห่วงโซ่ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับรักต่างเพศหรือหรือรักเพศเดียวกัน เสกเก็บโหม๋ไว้ใช่เป็นข้ารองมือรองเท้าแม่ ไม่ยอมให้เธอเข้ากรุงเทพฯ ไปหางานทำ โหม๋ไม่มีอำนาจของการเป็นลูกชายที่ศาสนาทิ้งอำนาจไว้ให้ผ่านการบวชได้ และเมื่อโหม๋ต้องการอำนาจสำหรับตัวเองบ้างเธอก็ต้องแลกมาด้วยการทำลายคนอื่น ทั้งการทำลายแม่แสง และทำลายตัวเองด้วยการยอมแต่งงานกับปลัด สำหรับผู้หญิง ถ้าไม่เป็นแม่พระที่ยอมรับทุกสิ่งก็ต้องเป็นหญิงแพศยา ยิ่งในช่วงท้าย ไอเดียชั่ววููบของทองคำในการแก้แค้นด้วยการพยายามข่มขืนโหม๋เพื่อจะทิ้งสายเลือดของเขาเอาไว้ยิ่งตอกย้ำว่าโหม๋ เป็นได้เพียงข้ารับใช้ เครื่องบำบัดใคร่ และเครื่องจักรผลิตลูกของผู้ชาย การลุกขึ้นสู้กลายเป็นความทะเยอทะยานที่ชั่วร้าย ดังนั้นเมื่อโหม๋บอกจิ่งนะว่า “ในชีวิตนี้ไม่มีใครน่าสงสารไปกว่ากูอีกแล้ว” จึงถูกต้องทุกประการ และโหม๋จะได้รับอนุญาตให้มีอำนาจก็ต่อเมื่อวันหนึ่งโหม๋กลายเป็นแม่แสง การเป็นแม่จึงเป็นข้อยกเว้นไม่กี่ประการที่ผู้หญิงได้รับจากสังคมชายเป็นใหญ่ แม่ไม่เคยโดนลงโทษแม้จะเป็นแม่ที่ชั่วร้ายราวกับการทำเพื่อลูกของเธอจะได้รับการให้อภัยชั่วนิรันดร์เพราะถูกกำกับด้วยศาสนาที่ยกแม่ให้ลอยนวลพ้นผิด สงครามของแสงกับโหม๋จึงเป็นสงครามของผู้หญิงสองแบบที่สะท้อนกันเองในโลกที่พวกเธอต่างไร้อำนาจ จะมีอำนาจก็ต้องผ่านการถูกมอบให้โดยผู้ชาย ผ่านทางการเป็นเจ้าของบ้านและสวนนี้
ตัวละครทั้งสามจึงเป็นทั้งคนที่มีอำนาจและไร้อำนาจ อำนาจที่เดิมเคยมีเสกเป็นผู้บริหาร ถูกยักย้ายถ่ายเทไปยังบ้านและสวนทุเรียนทองคำและโหม๋ไม่มีสิทธิ์ เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์ แสงมีเอกสารสิทธิ์ แต่ไม่สามารถจะทำกินได้ เพราะแม้แต่ช่วยตัวเองยังไม่ได้ มันจึงเป็นเกมบริหารอำนาจที่จะรักษาสมดุลของเมียทั้งสองของเสกเพื่อเก็บไว้ช่วงใช้ ในขณะที่เมียทั้งสองก็พยายามใช้ประโยชน์จากแม่ผัวเพื่อจัดการกับอีกฝ่าย ถึงที่สุด ทุกคนตกอยู่ภายใต้อำนาจของผีที่ตายไปแล้วอย่างเสก เราอาจบอกว่าผู้หญิงและคนรักเพศเดียวกัน วิ่งไล่คว้าเงาของผู้ชายที่ตายไป คนที่ครั้งหนึ่งเคยจัดการสมดุลเหล่านี้ได้ในฐานะ คนรัก ลูกชาย สามี ด้วยคำสัญญาว่าจะให้ได้เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว คำสัญญานั้นดูเหมือนสำคัญกว่าสินทรัพย์เสียด้วยซ้ำ ทุกคนอยู่ได้ด้วยคำสัญญาอันปราศจากหลักฐานนั้น ลงมือห้ำหั่นหันก็เพราะคำสัญญานั้น ด้วยเหตุนี้โลกจึงขับเคลื่อนไปได้ แสงมีคนดูแล โหม๋ยังคงจัดการบ้านช่องและทองคำยังทำสวนทุเรียน คำสัญญาเหล่านี้มอบความฝันลมๆ แล้งๆ ให้ และปล่อยให้ต่างฝ่ายขูดรีดกันและกัน เสกจึงเป็นกันชนของคนกับรัฐและเป็นแขนขาของรัฐในฐานะผู้มีชื่อครอบครองทรัพย์สิน ปิตาธิปไตยและทุนนิยมทำงานประสานกันอย่างหมดจดไร้รอยต่อ และถึงที่สุดทุกคนก็ได้ค้นพบว่าคนที่พูดจริงๆ ว่า “กูเคยบอกเหรอว่ากูจะให้มึง!” ไม่ใช่แสง หรือเสก แต่คือรัฐที่มองไม่เห็น
อันที่จริงแล้วในจินตนาการถึงโลกแบบอื่น พวกเขาอาจจะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีเสก ในฐานะของการแบ่งงานกันทำและเกื้อกูลกันในนามของชุมชนที่ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใดเลย พวกเขาทั้งสาม (รวมจิ่งนะเป็นสี่) สามารถแบ่งปันดอกผลจากสวนทุเรียน และใช้ชีวิตร่วมกันได้ ซึ่งดูเหมือนแม่แสงก็พยายามจะทำเช่นนั้น แต่ในนามของการเก็บไว้หลอกใช้ไม่ใช่ในนามของความเท่าเทียม ความเท่าเทียมในอีกรูปแบบหนึ่งที่หนังไม่ได้คำนึงถึงจึงไม่เกิดขึ้น ความเท่าเทียมในโลกที่ปราศจากผู้ชายและทุนนิยม (แม้พวกเขาจะต้องเอาผลผลิตเข้าตลาดก็ตาม) ถึงที่สุด พวกเขาจึงต้อง ‘เป็นเจ้าของ’ อะไรสักอย่าง ไล่คว้าคำสัญญาที่ไม่เป็นจริง และมีปลัดหนุ่ม ที่จู่ๆ ก็โผล่มาเป็นตัวแทนของรัฐในลักษณะคนเป็นๆ
ปลัดหนุ่มยืนตรงกันข้ามกับจิ่งนะ น้องชายของโหม๋ที่อยู่ในฐานะคนชายขอบเสียยิ่งกว่าอะไร เป็นคนพื้นเมือง ไม่มีการศึกษา หนุ่มแน่นแต่รักเพศเดียวกัน จิ่งนะเป็นคนที่แทบจะถูกลบออกจากเกมการแย่งชิง เป็นคนนอก เป็นคนที่ไม่ว่าใครชนะก็จะเป็นแรงงานในไร่ จิ่งนะเป็นทองคำที่สมบูรณ์แบบของเสก สำหรับทองคำที่ค่อยๆ กลายเป็นเสก เมื่อต้องเข้ายื้อแย่งสิ่งที่เขาควรได้ หากในที่สุดความรักก็ยับยั้งได้ทุกอย่าง เมื่อทองคำกับจิ่งนะเกิดรักกันขึ้นมาและคิดจะไปจากที่นั้น หากความรักก็เป็นหนึ่งในคำสัญญาของทุนนิยมที่จะมอบชีวิตที่ดีให้ทำให้ทองคำอ่อนลง แต่ในอีกทางหนึ่งจิ่งนะก็เป็นสินทรัพย์ไร้ชื่อที่ทองคำเอาไปแลกกับโหม๋อยู่ดี
ในขณะที่ปลัด เป็นอำนาจที่มาปรากฏกายในรูปคน เป็นหนทางที่โหม๋ใช้ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรโดยใช้ร่างกายของตนแลก การแต่งงานจึงเป็นรูปร่างของเอกสารสิทธิ์ที่โหม๋ถือครอง ฉากแต่งงานสุดกระอักกระอ่วน การบรรยายของโฆษกที่ราวกับว่าปลัดและโหม๋รักกันมายาวนาน และในที่สุดปลัดก็ออกลายอย่างรวดเร็วด้วยการริบคืนทุกสิ่ง ทำลายทุกอย่างในคืนเดียว
ปลัดเป็นตัวอย่างทีดีของปัญหาที่หนังมี ในฐานะการที่หนังตั้งใจจะเป็นภาพแทนทางการเมือง การที่ตัวปลัดจู่ๆ ก็โผล่มามีบทบาทในช่วงปลายของเรื่อง ทำให้ทุกอย่างดูรีบร้อนจนเราไม่อาจเข้าใจได้ว่าโหม๋ใช้กลเม็ดเด็ดพรายอะไรนอกจากรองพื้นผิดเบอร์ในการทำให้ปลัดมาตกร่องปล่องชิ้น การมีอยู่ของปลัดในฐานะตัวละครทำให้ทุกอย่างดูประดักประเดิดผิดที่ผิดทางจนทำให้สิ่งที่ตามมาดูจะเป็นเช่นนั้นเพราะบทต้องการให้เป็นเช่นนั้นมากกว่าจะถูกปูทางมาอย่างแยบยล และทำให้เราเห็นปัญหาของหนังชัดขึ้นว่า พอตัวละครทุกตัวมีหน้าที่ของการเป็นภาพแทนทางการเมืองที่ชัดเจน แต่การเป็นภาพแทนทางการเมืองเป็นเพดานมากกว่าจะเป็นขอบฟ้า เพราะการห้ำหั่นของพวกเขาได้เป็น ภาระทางการเมืองและทางพล็อตเพื่อผลักดันเรื่องเล่ามากกว่าจะมีน้ำเนื้อชัดเจนในฐานะมนุษย์
อันที่จริงความสัมพันธ์ของโหม๋กับทองคำ ชวนให้นึกถึงความสัมพันธ์ของ เฉิงเตี๋ยอี นางเอกงิ้วเพศชายอาภัพรัก (เลสลี่ จาง) กับ จูเสียน (กงลี่) อดีตนางโลมที่ได้ครอบครองพระเอกงิ้วที่เตี๋ยอีรักมาตลอดในFarewell to My Concubine (1993) ความสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง ทั้งเกลียดทั้งเห็นอกเห็นใจของคนสองคนที่รักคนเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่ ‘วิมานหนาม’ ไม่สามารถมอบความเห็นอกเห็นใจระหว่างตัวละครให้แก่กันได้มากพอ ปูมหลังและการถูกกดขี่ของตัวละครจึงไม่ได้สร้างสภาวะภายในจิตใจที่ซับซ้อนมากเท่ากับการเป็นตัวแทนทางการเมืองของผู้ถูกกดขี่ และทำให้มิติของหนังกลับไปสู่รูปแบบของละครที่เข้มข้นตัวละครดำรงคงอยู่และตัดสินใจตามบทบาทที่ถูกกำหนดมากกว่าจะมีชีวิตของตัวเอง
กระนั้นก็ตามถึงที่สุด ‘วิมานหนาม’ ก็ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่ามีการเมืองอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ในความบันเทิงน้ำเน่าที่เราดูถูก ในชีวิตของผู้คนที่เราเหยียดหยาม ในทุเรียนที่เรากิน ในแผ่นดินที่เราอยู่ ในกฎหมายที่เราต้องเคารพ และในทุกการตัดสินใจของเรา ราวกับว่าหนทางไปยังวิมานถูกปูลาดด้วยหนามทุเรียน เพื่อให้เราไม่ไปไม่ถึงก็ต้องไปถึงด้วยการใช้ศพของผู้อื่นมาปูทับทางเดินอีกชั้นหนึ่ง
[1] ชื่อบทความ จากท่อนหนึ่งในเนื้อเพลง หนามชีวิต ขับร้องโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ประพันธ์เนื้อร้องโดยชาลี อินทรวิจิตร เพลงนี้ถูกบันทึกเสียงในวันที่คุณเพ็ญศรี ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ เพราะเธอแลคุณ สุวัฒน์ วรดิลก เป็นหนึ่งในคู่รักที่มีชีวิตยากลำบากในยุคสมัยผเด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพลงเศร้าที่แสนปัจเจกเพลงนี้จึงมีเบื้องหลังที่เป็นการเมืองอย่างยิ่ง
ฟังเพลงนี้ที่นี่
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกร็ดเพลงนี้ ที่นี่