โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

จับตา FED-BOJ-ตะวันออกกลาง KTB ชี้ “เงินบาท” ยังไร้ทิศทาง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. เวลา 03.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-Way Risk โดยปัจจัยหลักยังคงอยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่สามารถช่วยรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลง ประกอบกับสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังไม่ลุกลามรุนแรง ส่งผลให้แรงกดดันต่อเงินบาทลดลง และอาจจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่มีแรงขายดอลลาร์และแรงปิดสถานะเก็งกำไรเงินบาทอ่อนค่ารออยู่จำนวนมาก

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ผลการประชุมของ FED และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รวมถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินโลก

ในกรณีที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีพัฒนาการเชิงบวก และสามารถกำหนดแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเป็นรูปธรรม เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจแข็งค่าต่อไปยังโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ แม้สถานการณ์ดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะเกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรง แต่ยังไม่กระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง เงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้บ้าง แต่คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการสู้รบขยายวงจนกระทบภาคพลังงานของภูมิภาค อาจส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์ในระยะสั้น

นายพูน กล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พร้อมสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและค่าเงินบาทได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงควรใช้การวิเคราะห์หลายสถานการณ์ (Scenario Analysis) ควบคู่กับการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม แม้เงินบาทจะเริ่มฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่ KTB ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเชิงเทคนิค โดยยังประเมินว่าทิศทางหลักของเงินบาทอยู่ในภาวะอ่อนค่าหรือแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะสามารถแข็งค่าผ่านระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบเวลารายสัปดาห์ จึงจะมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.47% หลังนักลงทุนลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากความหวังต่อการคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาไม่เร่งตัวจนสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี KTB ยังคงมองว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10 ปี มีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งขึ้นและลงตามทิศทางสถานการณ์ตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองเรื่องดอกเบี้ยของ FED

KTB ยังมองว่า ระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่สูงกว่า 4.50% ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากหากสถานการณ์ตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ FED มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...