เหตุทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดชายแดน สั่งการประท้วง คณะ IOT เอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมอนุมัติระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย - ความปลอดภัยของกำลังพล
THE STATES TIMES
อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Hard News Teamจากกรณีเมื่อช่วงเช้า 10 พ.ย. 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด 1 นาย บาดเจ็บอีก 1 นาย บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องแล้ว และแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก มีคำสั่งการที่ "เด็ดขาด" ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยกำชับให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กระทรวงกลาโหม (กห.) พิจารณาดำเนินการ "ประท้วง" อย่างเป็นทางการไปยัง คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว
"นายกฯ เน้นย้ำให้การดำเนินการประท้วงครั้งนี้ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของกำลังพลไทย" นายสิริพงศ์ ระบุ
พร้อมกันนี้ยังได้กำชับไปยังกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เร่งดูแลและ รักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 นาย อย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังกำลังพลทุกนายที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่บริเวณชายแดน และสั่งการให้มีการรายงานความคืบหน้าของทั้งการประท้วงและการดูแลกำลังพลอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที
ด้านพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 2 คาดว่า จะเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อผลการลงนามในปฏิญญา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตนจึงได้ขออนุมัติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้หยุดการปฏิบัติตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน
ขณะที่ หนังสือประท้วง ก็ได้ทำตามลำดับแล้วไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และจะมีการตรวจสอบอีกต่อไป แต่ถ้ามีพบว่า เป็นท่าทีที่รุกล้ำอธิปไตยก็จะต้องมีการปฏิบัติมากกว่านี้
พร้อมระบุว่า ขณะนี้คณะผู้สังเกตการณ์หรือ AOT ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตนขอยืนยันว่า ขอหยุดการปฏิบัติการลงนามตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน ที่นายกรัฐมนตรีไทยไปลงนามกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว