โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง! ‘ดร.จักษ์’จวกยับพฤติกรรม นศ.ตะโกนใส่หน้า‘ผู้บรรยาย

แนวหน้า

เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิชาภาคบังคับ: เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง —

แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็น “คอกม้าอารมณ์”
ที่อัดแน่นไปด้วยคนที่เชื่อว่าการแหกปากคือการใช้เสรีภาพ
การด่าผู้ใหญ่คือการแสดงความกล้า
และการไม่รู้แต่พูดดังกว่าคนอื่นคือการชนะด้วยเหตุผล
ภาพนิสิตจุฬาฯ ตะโกนใส่หน้าผู้บรรยายจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
มันคือ “อาการของโรค” — โรคที่ชื่อว่า มโนการเมืองเรื้อรัง
ติดเชื้อมาจากห้องเรียนที่เคยศักดิ์สิทธิ์
แต่ตอนนี้กลายเป็นห้องทดลองของอาจารย์บางคนที่ชอบเล่นบท “นักปฏิวัติในร่างข้าราชการ”
สอนเด็กให้ด่าคนอื่นในนามของเสรีภาพ
แต่ไม่เคยสอนให้รับผิดชอบต่อคำพูดตัวเอง

ในยุคนี้ “การศึกษา” ถูกแทนที่ด้วย “การสะใจ”
แทนที่จะสอนให้คิดเป็น กลับสอนให้ “เกลียดเป็น”
แทนที่จะฝึกให้โตอย่างผู้รู้ กลับบ่มให้กล้าแบบคนพาล
และทุกครั้งที่เด็กเหล่านี้ออกมาชูป้ายตะโกนด่าคนอื่น
พวกเขาไม่ได้แสดงความกล้าหาญ
แต่กำลังแสดงบทของ “นักเชิดหุ่นรุ่นเยาว์” ที่ทำตามบทอาจารย์เงาอย่างซื่อสัตย์
เพราะอาจารย์บางคนเลือกที่จะสวมคราบนักวิชาการกลางวัน
แต่กลางคืนกลับเปิดกลุ่มลับปลูกฝังวาทกรรมแบบ “ข้าเท่านั้นคือผู้รู้”
ใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือป้อนความเกลียด
ใช้เด็กเป็นเครื่องขยายเสียง
และเมื่อเด็กทำพลาด ก็ตีหน้าเศร้าแล้วพูดว่า “เยาชนเป็นเหยื่อของระบบ”
ทั้งที่มือของอาจารย์ยังเปื้อนหมึกคำสั่งอยู่เลย
และความจริง
เยาวชนพวกนั้นตกเป็นเหยื่อสนองปมของอาจารย์ที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะลงมือทำเอง

นี่ไม่ใช่แค่การขาดมารยาท แต่มันคือ “ความล้มเหลวของระบบสติปัญญา”
เด็กที่ควรจะเป็นอนาคตของประเทศ กลับโตมาเป็น “เครื่องขยายเสียงของความโง่”
พูดซ้ำสิ่งที่ไม่เข้าใจ
โวยวายกับสิ่งที่ไม่รู้
และหลงคิดว่าความดังของเสียงเท่ากับความถูกต้องของเหตุผล
พวกเขาชูป้าย แต่ไม่รู้ว่าป้ายนั้นเขียนขึ้นเพื่อใคร
พวกเขาแหกปากตะโกน แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดในนามของใคร
บางคนถึงขั้นเรียกตัวเองว่า “นักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม”
แต่กลับดูถูกคนเห็นต่างอย่างไม่ลังเล
เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยน้ำเสียงของทรราชย์ในคราบนักศึกษา

สิ่งที่เรากำลังเห็นคือ “ความเกลียดแบบมีตราสถาบัน”
เกลียดโดยมีโลโก้มหาวิทยาลัยค้ำหลัง
เกลียดโดยคิดว่าตัวเองสูงส่งเพราะเรียนสูง
และเกลียดโดยเชื่อว่าความโกรธคือปัญญา
นี่แหละอันตราย — เพราะมันคือการสร้าง “ชนชั้นแห่งอารมณ์”
ที่เชื่อว่าตนเองมีอภิสิทธิ์จะพูดอะไรก็ได้เพราะอยู่ฝ่ายดี
แต่เมื่อฝ่ายตัวเองทำผิดกลับเรียกว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”
เมื่อคนอื่นทำบ้าง กลับเรียกว่า “บ่อนทำลายประชาธิปไตย”
นี่ไม่ใช่ความเท่าของคนรุ่นใหม่
แต่มันคือการตกอยู่ในสภาวะ “หลงตัวเองทางอุดมการณ์”
ที่อันตรายยิ่งกว่าความโง่ เพราะมันทำให้คนโง่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองโง่

ถ้ามหาวิทยาลัยยังไม่กล้าผ่าตัดโรคนี้
อีกไม่นานมันจะกลายเป็น “สำนักปลุกระดม” เต็มรูปแบบ
เราต้องเริ่มจากการตรวจสอบบทบาทอาจารย์
ใครใช้ศิษย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง — ต้องมีบทลงโทษทางวินัย
ใครปลูกฝังอารมณ์แทนเหตุผล — ต้องส่งไปเรียนใหม่ ไม่ใช่สอนคนอื่น
และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยต้องฟื้น “อารยธรรมแห่งการโต้แย้ง”
ให้คนเห็นต่างได้เถียงกันด้วยสมอง ไม่ใช่ด้วยเส้นเสียง

ผมไม่ได้เกลียดเด็กที่ตะโกน
แต่ผมสมเพชระบบที่สอนให้พวกเขาคิดว่า
“เสียงดัง = ปัญญา”
“หยาบคาย = กล้า”
“ด่าอาจารย์ = ก้าวหน้า”
หากเรายังยอมให้จักรกลผลิตซ้ำความโง่นี้เดินต่อไป
อีกไม่นานเราคงได้เห็นมหาวิทยาลัยที่มีคติประจำสถาบันว่า
“เชื่อก่อนคิด ตะโกนก่อนฟัง ด่าก่อนเข้าใจ”
และเมื่อวันนั้นมาถึง —
สิ่งที่ถูกฝังในใจเด็กคงไม่ใช่ความรู้
แต่คือ “อารมณ์ดิบในคราบอุดมการณ์” ที่พร้อมจะกัดทุกคนที่คิดต่าง

มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเวทีปลุกม็อบ
แต่ควรเป็นที่หล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักคิด พูด และรับผิดชอบ
ถ้าอาจารย์ไม่กลับมารับบท “ผู้สอน”
แล้วมัวแต่อยากเป็น “ผู้นำม็อบในร่างนักวิชาการ”
ประเทศนี้ก็ไม่ต้องหวังเห็น “ปัญญาชน” อีกต่อไป —
จะเหลือก็แต่ “นักตะโกนมีปริญญา” เท่านั้น.
จักษ์ พันธ์ชูเพชร
๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...