โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุบ ‘สกาลา’ รื้อทิ้งความทรงจำ กับคำถามเดิมที่ยังไม่มีคำตอบ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 พ.ย. 2564 เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 07.00 น.

กลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกรอบ หลังเคยถูกส่องมาแล้วหลายรอบ เมื่อเกิดการแชร์ทั้งภาพและถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ที่เผยให้เห็นการ ‘ทุบทิ้ง’ อาคารโรงภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง ‘สกาลา’ ย่านสยามสแควร์ สมบัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งที่ก่อนหน้าเคยมีข่าวว่าบริษัทเอกชนอย่าง ‘เซ็นทรัล พัฒนา’ ซึ่งได้สิทธิเช่ายาวๆ 3 ทศวรรษต่อจากนี้จะเก็บรักษาโครงสร้างสถาปัตยกรรมเดิมไว้ แม้เตรียมพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจในลักษณ์ ‘มิกซ์ยูส’ สร้างความโล่งใจไป 1 กรุบ กระทั่ง 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปฐมบทการรื้อสถาปัตยกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นวันแรก เกิดเสียงวิพากษ์หนักหลังจากหลายฝ่ายเกิดอาการช็อกเบาๆ

ประชาชนคนไทยผู้รักในศิลปะสถาปัตย์แห่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัย แห่ไปบันทึกภาพเหตุการณ์ ก่อนที่คนงานจะถูกสั่งให้ยุติการทำงานตั้งแต่บ่าย 2 โมงตรง

ซากอาคารงดงามถูกล้อมรั้วสังกะสีและขึงสแลนสีดำ ปากทางสยามสแควร์ซอย 1 ติดตั้งป้าย ‘ขออภัยในความไม่สะดวก’ ขอให้ไปใช้ทางเข้าสยามสแควร์ซอย 7 แทนระหว่าง ‘งานรื้อถอน’

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวว่า “เสียใจที่พยายามแล้ว แต่ก็ช่วย #SaveScala ไม่ทัน ไม่ได้ ต้องขอโทษทุกคนด้วย”

แน่นอนว่า ไม่มีใครโทษเนติวิทย์ แต่ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ ?

‘เซ็นทรัล’ เปลี่ยนใจ จากเก็บไว้ เป็น ‘ทุบทิ้ง’

จ่อผุดอาคารกว่า 20 ชั้น งบเกิน 5 พันล้าน

ย้อนไปที่จุดเริ่มต้น เมื่อครั้ง บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้สิทธิเช่าระยะยาว 30 ปี พื้นที่บริเวณ Block A เขตพาณิชย์สยามสแควร์ เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ของสํานักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจ่ายค่าตอบแทนโดยรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5,902 ล้านบาท แยกเป็นค่าตอบแทนการทำสัญญา 742 ล้านบาท และค่าตอบแทนรายปี 30 ปี รวม 5,160 ล้านบาท

5 กันยายน 2564 แหล่งข่าวจากเซ็นทรัล พัฒนา เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ‘มติชน’ ว่า ทางสํานักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะส่งมอบพื้นที่ให้ในต้นปี 2565 จากนั้นบริษัทจะเดินหน้าดำเนินการในทันที โดยจะเป็นการปรับปรุงและรีโนเวตโครงสร้างเก่าให้เป็นศูนย์การค้าขนาดเล็กๆ คล้ายกับคอมมูนิตี้มอลล์ จะใช้เวลาดำเนินการไม่นานประมาณ 1 ปีเศษ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 เจาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงาน โดยจะเข้าเติมเต็มให้สยามแสควร์เป็นช้อปปิ้งสตรีท

นอกจากนี้ ยังมีประโยคสำคัญว่า

“โครงสร้างเก่าเป็นโรงหนังสกาลา

เราจะพยายามรักษาโครงสร้างเก่าไว้ให้มากที่สุด”

ส่วนทางสำนักงานบริหารจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนั้นก็มีแนวคิดการพัฒนาสร้างพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์กในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรมและแนวคิดการออกแบบที่กลมกลืน สอดคล้องกับพื้นที่แนวราบ และอัตลักษณ์ของสยามสแควร์ตามแนวคิดการเป็นช้อปปิ้ง สตรีท ส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ และพื้นที่โดยรอบ

ทว่า ผ่านไปเพียง 2 เดือน ตัดฉากมาในวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ‘สกาลา’ ถูกทุบทิ้ง !

ในวันเดียวกัน โลกโซเชียลเกิดกระแสเชี่ยวกราก ผุดแฮชแท็ก #savescala แม้เซฟไม่ได้แล้วในโลกแห่งความจริง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ‘มติชน’ ต่อสายด่วนถึง แหล่งข่าวจาก บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา อีกครั้ง ได้ความว่า ที่มาที่ไปของการ ‘เปลี่ยนใจ’ ทุบทิ้งคือ จากการออกแบบการพัฒนาโครงการล่าสุด จะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน เป็น อาคารสูงตั้งแต่ 20 ชั้นขึ้นไป ใช้เงินลงทุนเกิน 5,000 ล้านบาท โดยจะต้องทุบอาคารเก่าเป็นโรงหนังสกาลาเดิมทิ้งแล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน

“เดิมเราจะพยายามรักษาโครงสร้างเก่าไว้ให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อดูแล้วหากยังใช้โครงสร้างเก่าจะทำให้สร้างอาคารสูงไม่ได้ จึงตัดสินใจรื้อทิ้งเลยดีกว่า รูปแบบคร่าวๆ อาคารใหม่ที่สร้างจะมีอาคารเดียว ด้านล่างทำเป็นศูนย์การค้าประมาณ 4-5 ชั้น และมีออฟฟิศ ด้านบนเป็นโรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขนาด 200-300 ห้อง”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางสํานักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯทยอยส่งมอบพื้นที่ให้ และทางบริษัทเพิ่งเริ่มเข้าไปดำเนินการพื้นที่โรงหนังสกาลาแล้ว ส่วนการพัฒนาจะหลังจากที่โครงการผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน

ขณะที่ รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองอธิการบดีกำกับดูแลด้านการจัดการทรัพย์สินและนวัตกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เริ่มทยอยส่งมอบพื้นที่ให้ทางเซ็นทรัลพัฒนาแล้ว ในส่วนของ โรงหนังสกาลา โครงสร้างเดิมส่วนที่สำคัญทางเจ้าของเดิมก็ได้ทำการรื้อถอนไปแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ทางเซ็นทรัล อาจจะมองว่า ใช้งานไม่ได้จึงดำเนินการรื้อถอนทิ้ง ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการจะต้องรอให้มีการออกแบบรายละเอียด การทำรายงานอีไอเอ การขออนุญาตก่อสร้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกสักระยะหนึ่ง

สำหรับที่ดิน Block A สภาพปัจจุบัน ประกอบด้วย โรงภาพยนตร์สกาลา และอาคารพาณิชย์สูง 3-4 ชั้น 79 คูหา ส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นคลินิก ร้านอาหาร ร้านค้าสินค้าแฟชั่น เครื่องสําอาง ธนาคาร โรงเรียนกวดวิชา ฯลฯ ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน จุดตัดระหว่างถนนพญาไทกับ ถนนพระรามที่ 1 ตรงข้ามกับสยามดิสคัฟเวอรี่ มีเนื้อที่โครงการทั้งหมดประมาณ 7 ไร่ 31 ตารางวา

ทำไม ‘กรมศิลป์’ เมิน ‘สกาลา’ เปิดโพยนิยาม

‘โบราณสถาน’ ตรงไหนไม่เข้าเกณฑ์?

ประเด็นเช่นนี้ ไม่มีทางพ้นสายตา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รั้วศิลปากร ซึ่งเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว เจ้าตัวก็นำข้อเขียนมา ‘รีรัน’ ผ่านเฟซบุ๊ก เน้นย้ำว่า การรื้อโรงภาพยนตร์สกาลาไม่ใช่เพียงการรื้อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สวยงามเท่านั้น แต่คือการรื้อทิ้งหลักฐานประวัติศาสตร์สังคมชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทยที่บอกเล่าประวัติศาสตร์สงครามเย็นผ่านธุรกิจโรงภาพยนตร์

“ในทางสถาปัตยกรรม สกาลาคือโรงภาพยนตร์ standalone ที่ออกแบบอย่างสวยงามที่สุดในประเทศไทย ตัวอาคารออกแบบขึ้นด้วยแนวทาง “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ช่วงปลาย” (Late Modern Architecture) ที่ผสานเข้ากับการตกแต่งภายในแบบ Movie Palace ที่เน้นความอลังการหรูหรา ผสมศิลปะจากหลากหลายยุคสมัยเพื่อสร้างความแปลกตาแฟนตาซี (Eclectic Exoticism) ซึ่งหาได้ยากมากในโรงภาพยนตร์ standalone ในไทย ที่สำคัญ คือ เป็นตัวแบบที่เหลืออย่างสมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียว

ในทางประวัติศาสตร์สังคม สกาลาถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2512 ภายใต้บรรยากาศ “สงครามเย็น” (สงครามทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นแกนนำกับโลกคอมมิวนิสต์ที่มีโซเวียตและจีนเป็นแกนนำ) ซึ่งภายใต้การต่อสู้ทางอุดมการณ์ดังกล่าว ภาพยนตร์คือหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย

กล่าวให้ชัดคือ การเฟื่องฟูขึ้นของธุรกิจภาพยนตร์และการสร้างโรงภาพยนตร์ standalone ทั่วประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แยกไม่ได้เลยจากเศรษฐกิจและการเมืองในบริบทสงครามเย็น” อาจารย์สถาปัตย์ชื่อดังระบุ ก่อนปิดท้ายในอีกประเด็นน่าสนใจว่า

“การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในสังคมไทย ต้องยอมรับว่าแทบไม่มีใครสนใจ มีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ เท่านั้นที่พยายามรณรงค์ในเรื่องนี้ แม้แต่กรมศิลปากรเองก็ยังมองว่างานสถาปัตยกรรมในยุคสมัยนี้ไม่มีคุณค่ามากพอต่อการขึ้นทะเบียน”

งานนี้ศิษย์เก่ารายหนึ่งของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะวิชาเดียวที่สร้างบุคลากรป้อนหน่วยงานรัฐในด้านการอนุรักษ์อย่างกรมศิลปากร ลุกขึ้นมาตั้งคำถามสำคัญที่ว่า ‘สกาลา’ ไม่เข้าเกณฑ์โบราณสถานตรงไหน ?

ฆนัท นาคถนอมทรัพย์ บัณฑิตโบราณคดี และผู้ผลิตสารคดีเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ยิงหมัดตรงว่า

โรงหนังสกาลาเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของใครหลายๆ คน นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2512 จนถึงวันนี้ก็ครึ่งศตวรรษแล้ว ความทรงจำของคนเราไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ มันเกาะเกี่ยวกับสิ่งรูปธรรมบางอย่างอยู่เสมอ ที่เรามักเรียกว่า ‘หมุดหมายแห่งความทรงจำ’

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งจะมีคุณค่าขึ้นมาได้ โดยมาตรฐานชุดใดชุดหนึ่ง มิใช่เพราะคุณค่าในอิฐหินดินปูน แต่เพราะความทรงจำที่สถานที่ หรือสถาปัตยกรรมนั้นๆ เกาะเกี่ยวเรียงร้อยไว้ต่างหาก สถาปัตยกรรมมีดีไซน์ที่สะท้อนวิธีคิดของยุคสมัยอย่างชัดเจนจึงมักได้รับการให้ ‘ค่า’ อย่างสูง เพราะมันถูกนิยามว่าได้รวบรวมรวบยอดความคิดความรู้ของสังคมเอาไว้มิใช่แค่ของสถาปนิกคนใดคนหนึ่ง

“สำนึกอย่างนี้กรมศิลปากรย่อมตระหนักหรือไม่ กรมศิลปากรมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งเป็นอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ นั่นคือการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โรงหนังสกาลาผูกพันกับประวัติศาสตร์สงครามเย็น การเข้ามามีอิทธิพลของอเมริกาในการเมืองไทย เอาเฉพาะคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ สกาลาควรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานแล้วด้วยซ้ำ”

ไม่ได้เอ่ยลอยๆ แต่ยกข้อความจากเว็บไซต์กรมศิลปากร ที่ระบุถึงนิยามของ ‘โบราณสถาน’ ตอนหนึ่งว่า

‘… โบราณสถานนั้นจะต้องมีคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เช่น เป็นสถานที่สำคัญในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เป็นอาคารที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ….’

ฆนัท ยืนยันว่าโรงหนังสกาลาเข้าเกณฑ์ทุกประการ และเป็นอำนาจโดยตรงของอธิบดีกรมศิลปากรในการจะประกาศให้สถานที่ใดเป็นโบราณสถาน ดังระบุไว้ในมาตรา 7 ว่า

‘…เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขึ้นทะเบียนโบราณสถานใดๆ ตามที่อธิบดีเห็นสมควรได้ และให้มีอำนาจกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควรเป็นเขตของโบราณสถานโดยให้ถือว่าเป็นโบราณสถานด้วยก็ได้ ประกาศดังกล่าวนี้อธิบดีจะเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้กระทำได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา’

“น่าแปลกใจที่กรมศิลปากรดูไม่ได้สนใจโรงหนังสกาลาในฐานะอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม เมื่อมองไปที่ทำเนียบโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในกรุงเทพมหานคร หากสะพานพุทธสามารถได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้ ผมไม่เห็นเหตุผลใดที่โรงหนังสกาลาจะขึ้นทะเบียนโบราณสถานไม่ได้

ความทรงจำของผู้คนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครผูกพันอยู่กับวัด ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดของคนตั้งแต่รัชกาลที่ 1-7 แต่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงปัจจุบัน วิธีคิด วิถีชีวิตของผู้คน ไม่ได้ผูกพันอยู่กับวัดแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว โลกใหม่มีภาพยนตร์ ร้านอาหาร ที่ที่คนเข้าไปใช้ชีวิตกับเพื่อน กับคนรัก กับคนเกลียด

“นิยามคำว่าคุณค่าประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากร ที่จะใช้ในการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน อาจจะต้องนำมาพูดคุยกันใหม่ เพื่อให้เราไม่เสียสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทน เป็นหมุดหมายแห่งยุคสมัย อย่างโรงหนังสกาลาไปอีกในอนาคต” ฆนัทฝากไว้ให้คิดหนักๆ

‘โคลนนิ่ง’ เป๊ะอย่างไร ก็ไม่เหมือนเดิม

นับจากวันแรกที่เกิดกระแสวิพากษ์ เพียง 24 ชั่วโมง แหล่งข่าวจาก ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ บอกอีกครั้งว่า จากกรณีที่สังคมไทยกังวลใจเรื่องสถาปัตยกรรมโรงหนังสกาลาจะหายไปนั้น ก่อนที่บริษัทจะเดินหน้าทุบทิ้ง ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลรายละเอียดสถาปัตยกรรมไว้ทั้งหมดด้วยภาพสแกน 3 มิติ สามารถสร้างกลับมาได้เหมือนเดิม แบบไม่ผิดเพี้ยน อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด

“ตอนนี้เรารับมอบพื้นที่จากจุฬาฯบางส่วน เริ่มเข้าพื้นที่ เริ่มต้นโครงการ ขณะนี้เป็นขั้นตอนการเคลียร์พื้นที่ ออกแบบรายละเอียด ส่วนการก่อสร้างจะเริ่มได้เมื่อพร้อม เนื่องจากต้องให้โครงการได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอและอนุญาตการก่อสร้างก่อน” แหล่งข่าวกล่าว

ในขณะที่แหล่งข่าวจาก สำนักงานเขตปทุมวัน เปิดเผยว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ทำหนังสือถึงสำนักงานเขต เพื่อขอใบอนุญาตขอรื้อถอนอาคารพาณิชย์และโรงภาพยนตร์ บริเวณ Block A ของสยามสแควร์ทั้งหมด พร้อมมาตรการรองรับด้านความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งใบอนุญาตดังกล่าวจะมีอายุ 1 ปีหรือสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2565 ถ้ายังรื้อไม่เสร็จสามารถขอต่อใบอนุญาตได้อีก 1 ปี

“สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ไม่ได้ระบุว่าจะใช้เวลารื้อถอนโรงหนังสกาลากี่วัน ส่วนอาคารพาณิชย์ที่อยู่รายล้อม จำนวน 79 คูหา จะเริ่มรื้อถอนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2565” แหล่งข่าวกล่าว

จากข้อมูลนี้ บ่งชี้ว่า เพียงไม่ถึง 1 เดือน หลังแหล่งข่าวจาก ‘เซ็นทรัล’ ยืนยันจะรักษาโครงสร้างเดิมไว้ ในต้นเดือนกันยายน พูดง่ายๆ คือ ไม่ทุบทิ้ง สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ก็ทำหนังสือขอไฟเขียวรื้อถอนจากสำนักงานเขต

ส่วนการสร้างใหม่นั้น แม้ออกมาหน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ก็ไม่อาจทวงคืนคุณค่าที่ถูกทำลายลงอย่างน่าเศร้ากลับคืนมา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ‘สกาลา’ ไม่ใช่ครั้งแรกของการรื้อถอนประจักษ์พยานแห่งประวัติศาสตร์ความทรงจำร่วมในสังคมไทย และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายตราบใดที่มุมมองของผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคธุรกิจ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ ‘เมื่อวาน’ อันเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของพรุ่งนี้เท่าที่ควรจะเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...