ระบบฮวยเซ็ง (เฮงซวย) (ชื่อชั่วคราว หลายโลกจร้าา)
ข้อมูลเบื้องต้น
E-Book…
ระบบเฮงซวย #1 >>> เร็วๆนี้
เรื่องนี้กะมาแนววาย และหลายโลก
โลกที่ 1. ศึกบางระจัน มันใช่เหรอ?โลกที่ 2. สร้างชื่อเสียง (ผมไม่อยากเป็นนักแสดง)โลกที่ 3. อัศวิน(ไม่)ไร้รักโลกที่ 4. แม่ทัพปีศาจโลกที่ 5. วันสิ้นโลกโลกที่ 6. มหาลัย มาหารักโลกที่ 7. ที่รักของมาเฟียโลกที่ 8. ตำนานรักโอเอซิสโลกที่ 9. องค์ชายตาบอดโลกที่ 10. ปีศาจผู้ถูกคุมขัง
โลกที่ 1 ศึกบางระจัน (มันใช่เหรอ?) บทนำ
อะแฮ่ เรื่องนี้ไรต์ขอแวกแนวนิดหนึ่ง ขอเขียนแบบแนวหลายโลกบ้างแล้วกันนะเจ้าค่ะ
และทั้งนี้ทั้งนั้น ดิฉันมิได้มีเจตนาที่จะลบลู่ หรือดูหมิ่นผู้ใด ขอกราบอภัยไว้นะที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ
………………
บทนำ
อะไรคือการตื่นมาโผล่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ?
อะไรคือการที่สองมือถือดาบ เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด?
อะไรคือการที่ทั้งสองฝ่ายสวมชุดโบร๊าณโบราณกำลังสู้กันอยู่?
แล้วอะไรคือการที่ปืนใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางเน้!!?!!
(โฮสสสสสสสสต์ หลบดิวะ!!!)
ระบบที่แสนจะสุภาพทำไมวันนี้ถึงหยาบคายจังวะครับ?
(มันใช่เวลาไหมเล่า? หลบ!!!)
และนั้นแหละครับ ผมก็กลิ่งหลบด้วยท้วงท่าที่สวยงาม
“เกือบแล้วไหมเล่า เฮ่อ….”
“อ้ายเดื่อยเอ็งจะมัวเหม่ออยู่ไย อยากถูกศัตรูบั่นคอรึ?” เสียงของนายทหารกล้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
ส่วนบนไม่สวมเสื้อผ้า สวมใส่เพียงจงกระเบนสีเลือดหมูออกน้ำตาลหม่นๆ เล็กน้อย พร้อมกับมือหนึ่งถือดาบเอาไว้
ผมมองเขาด้วยสายตาแบบ เอ่อ…งง เขาแต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อนไม่มีผิดครับ
ผั่วะ!!!
ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ ฝ่ามือของไอ้คนหน้าเหม็นตรงหน้าก็ตบลงบนหัวของผมเรียบร้อยแล้ว
“เอ็งจะเหม่อหาอันใด อยากตายรึ? ไปเร็ว”
เคร้ง!
มันพูดจบก็พุ่งตัวกระโดดเข้าปะมือกับศัตรูที่สวมชุดสีขาว ที่หัวมีผ้าโผกหัวลายหมากฮอตผันเอาไว้
“เชี้ยะ! นี่มันอะไรวะเนี่ย” ผมพูดออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะมีคนชุดขาวพุ่งเข้าหาผม ผมควรจะทำยังไงวะ? สู้คนไม่เป็นโว้ยยยยยย!!!
พรึบ! / จึก!
เสียงดาบเล่มหนึ่งตัดผ่านอากาศผ่านหูผมเล็กน้อยก่อนจะเสียบเข้าที่ตัวของคนเสื้อขาวนั้นอย่างจัง ราวกับจับวาง
“อ้ายเดื่อย!!! เอ็งจะเหม่อหาหอกเอ็งรึ?!!!”
ผมหันไปมองหน้าคนที่ตะคอกเสียงใส่ผม หรือก็คือคนที่ช่วยชีวิตผมเมื่อกี้นี่แหละครับ คนละคนกับไอ้คนก่อนหน้านี้นะครับ คนนี้ดูจะสูงกว่า ดูดีกว่า เป็นชายหนุ่มผิวเข้ม ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าก็ไทยๆ ไทยมากกก หล่ออะ
ผลัก!
ใครสักคนกระโดดถีบผมจนผมเซล้มลง ณ ตรงนั้นเลย ไอ้เหี้ย!!! ใครวะ!!?
เคร้ง!
ตอนแรกผมก็ว่าจะด่ามันอยู่แหละครับ แต่พอเห็นว่าเขาถีบผมเพราะศัตรูกำลังจะแทงผมตาย ผมก็เลยหุบปากฉับทันที
“อ้ายดื่อยยยยย!!!” เขาเอ่ยชื่อผมเสียงเหี้ยมมากครับ อารมณ์ประมาณว่า ‘ถ้าตอนนี้กูไม่สู้อยู่กับศัตรู กูจะฆ่ามึง’
“อ้ายเดื่อย ข้างหลังเอ็ง” เสียงของไอ้คนหล่อที่กระโดดถีบผมร้องขึ้น ผมเลยหันหน้าไปมองด้านหลัง พร้อมดาบในมือที่หันไปด้วย ก็พบว่าดาบที่ผมถืออยู่เสียบเข้ากลางท้องของศัตรูพอดี ตายสนิทคาดาบผมเลยทีเดียว
ผมเปล่าฆ่าคนตายนะ! ตำรวจจะจับผมรึเปล่าเนี่ย?
แมร่งเอ้ย!! ผมยังไม่พร้อมจะติดคุก ที่สำคัญผมไม่ได้ทำไรเลยนะพี่ พี่กระโดดเข้ามาเสียบดาบของผมเองนะคร้าบบบบบบ
ฮื่ออออออ……..
ตายๆ กูตาย!!!!
“ไอ้ระบบเฮงซวย คุณมึงพากูมาที่ไหนวะเนี่ยยยยยยยยยย!!!!!!!!!”
………
โลกที่ 1 ศึกบางระจัน (มันใช่เหรอ?) ตอนที่ 1 คนสมัยก่อนเขาถึกจริงๆ
กราบสวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน !!!
ผมชื่อมะเดื่อย คุณแม่เป้นคนตั้งให้เพราะตอนที่ท่านท้องอยู่ท่านชอบกินเม็ดมะเดื่อยมาก ท่านจึงตั้งชื่อผมด้วยชื่อนี้ซะเลย ตอนนี้ผมอายุ 25 ปีแล้วครับ วัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเลยครับ
อาชีพของผมเหรอ?
ผมให้พวกคุณทาย…….
นักแสดงเหรอ? ฮ่าฮ่า ไม่ใช่หรอกครับ ถึงผมจะหน้าตาดี แต่ผมก็ไม่ใช่นักแสดง
ข้าราชการ? อันนั้นยิ่งไม่มีทางเข้าไปใหญ่ เอ่อ…..ผมไม่ค่อยชอบบางอาชีพที่ชอบขูดรีดประชาชนครับ (บางคนน่ะครับ) ผมเลยไม่ไปสอบเข้ารับราชการ
หมอ? ฮ่าฮ่า ดูเหมือนพวกคุณจะประเมินผมสูงเกินไปแล้วนะครับ ผมไม่ได้เรียนเก่งขนาดนั้นหรอก ไอคิวแค่ 120 เองครับ
นักธุรกิจ? เอ่อ…..อันนั้นดูเหมือนจะห่างไกลจากชีวิตผมเหลือเกินครับ
อ่า….ผมให้โอกาสตอบครั้งสุดท้ายแล้วนะครับ ถ้าคุณตอบไม่ได้ คุณต้องถูกลงโทษนะ (ขยิบตา ^////< )
พนักงานบริษัท? ฮ่าฮ่า ดูเหมือนคุณคงอยากจะถูกลงโทษจริงๆสินะครับ (ยิ้มร้าย)
อ่า….ก็ได้ๆ ผมเห็นแก่คุณนะผมจะตอบให้ก็ได้ ผมเป็น นักแคสเกมส์ครับ แต่ก็ไม่บ่อยหรอก มีแอบเอาไปแต่งนิยายด้วยในบางครั้ง นานๆจะอัพที จนรี้ดด่าไปหลายรอบแล้ว แต่ผมก็โนสนโนแคร์ครับ
เอาล่ะๆ ผมจะไม่พูดอะไรมาก เพราะตอนนี้ผมกำลังนั่งมองรถปอเต๊กตึ๊งกำลังเก็บศพผมไปอยู่ครับ อ่าครับ เพราะผมมัวแต่เล่นเกมส์เลยหัวใจวายตายไปซะก่อน เงินก็ยังไม่ได้ใช้เลยเถอะ เฮ้อ…
ในช่วงเวลาที่ผมกำลังนั่งเหม่อมองร่างของผมไกลออกไปเรื่อยๆอยู่นั้น ในหัวก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
(สวัสดีครับ ผมเป็นระบบหมายเลข 6262 คุณต้องการเข้าร่วมกับระบบของเราเพื่อการมีชีวิตอยู่ของคุณหรือไม่?)
มันถาม พร้อมกับขึ้นหน้าต่างมาให้กด
[ตกลง / ยกเลิก]
ผมยืนงงมองหน้าต่างนั้นอย่างชั่งใจ อะไรคือระบบ และอะไรคือการมีชีวิตอยู่ของผม?
(ระบบคือตัวแทนของระบบข้อมูลที่ระบบแม่ส่งมา ส่วนการมีชีวิตของคุณคือ การที่จิตวิญญาณของคุณยังคงอยู่ และสามารถไปเกิดใหม่ได้ครับ)
ระบบ6262ตอบ
“แล้วถ้าผมไม่ตกลงล่ะ?”
ผมถาม
(คุณจะถูกทำลายทันทีครับ จิตวิญญาณของคุณจะดับสูญไปจากโลกใบนี้ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้อีก หรือก็คือ คุณจะถูกลบรายชื่อออกไปจากระบบของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ครับ)
ระบบตอบ
อืม ฟังดูน่ากลัวเนอะ
“แล้วถ้าผมตกลง ผมต้องยังไงบ้างอะครับ แล้วผมจะได้อะไรตอบแทน?”
ผมถาม
(คุณจะต้องทำภารกิจของเราให้สำเร็จ ภารกิจในแต่ละโลกจะแตกต่างกันครับ จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเหตุและผล ส่วนคุณจะได้อะไรตอบแทนนั้น ระบบตอบคุณได้ว่า คุณจะมีชีวิตคงอยู่ในสารระบบดังเดิมครับ แบะคุณยังสามารถไปเกิดใหม่ได้อีกด้วย)
ระบบตอบพลางอธิบายรายละเอียด
“ภารกิจจะยากไหมอะครับ?”
ผมถาม
(แล้วแต่โลกครับ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงไป ระบบจะมีตัวช่วยให้คุณใช้ในแต่ละโลกเสมอ ดังนั้นหายห่วง)
ระบบตอบ
หายห่วง หรือห่วงหายครับ
(เอาล่ะครับคุณโปรดเลือกมาเถอะ)
ระบบเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
[ตกลง / ปฏิเสธ]
เฮ่อ….ทำยังกับผมเลือกได้งั้นแหละ
[ตกลง]
สุดท้ายผมก็ต้องตกลงอยู่ดี
พรึบ!
ชั่วอึดใจจู่ๆผมก็โผล่มาที่ไหนไม่รู้ มันเป็นห้องสีเหลี่ยมสีขาวโพน ราวกับมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ตลอดเวลา แต่กับไม่แยงตา หรือแสบตาเลยสักนิด
(ที่นี่คือห้องพักฟื้นครับ คุณจะถูกส่งมาที่นี่ทุกครั้งที่ทำภารกิจเสร็จ ดังนั้นโปรดอย่าห่วง หรือเป็นกังวลไป ที่นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับคุณ)
ระบบว่า ผมพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียงสีขาวสะอาดตา เพราะทั้งห้องมีแค่เตียงอันนี้อันเดียวแล้วครับ
(คุณพร้อมที่จะไปโลกแรกรึยัง?)
ระบบถาม ผมเลิ่กลั่ก ยัง ยังไม่พร้อม
(สุ่มโลกเลยไหมครับ)
ระบบถามต่อ บอกว่ายังไม่พร้อมไงคร้าบบบบ!!!
(ระบบทำการสุ่มโลก ติ่ง! โลกแรกของคุณคือ ศึกแห่งหมู่บ้านบางระจัน จะทำการส่งไปในอีก 3 2 1)
เฮ้ย!!! ผมยังไม่พร้อมมมมมมม!!!
แว๊กกกกกกกกกก!!!
พรึบ!!!
ทุกอย่างมืดลงอย่างกระทันหัน อนจะสว่างจ้าขึ้น จนผมต้องหลับตาลงเพื่อปรับสายตา
เคร่ง!!ๆ
เสียงโลหะกระทบกัน แต่ผมกับไม่สามารถลืมตาขึ้นไปได้ ใช้เวลาสักพักผมก็เริ่มดีขึ้น สิ่งที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกคือ
อะไรคือการตื่นขึ้นมาโผล่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ?
อะไรคือการที่สองมือถือดาบ เนื้อตัวอาบไปด้วยเลือด?
อะไรคือการที่ทั้งสองฝ่ายสวมชุดโบร๊าณโบราณกำลังสู้กันอยู่?
แล้วอะไรคือการที่ปืนใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้?
(โฮสสสสสสต์ หลบดิวะ!!!)
ระบบที่แสนจะสุภาพทำไมตอนนี้ถึงหยาบคายจังวะครับ?
(มันใช่เวลาไหมเล่า? หลบ!!!)
และนั้นแหละครับ ผมก็กลิ้งหลบด้วยท้วงท่าที่สวยงาม
“เกือบแล้วไหมเล่า เฮ่อ….”
“ไอ้เดื่อยเอ็งจะมัวเหม่อยู่ไย อยากถูกศัตรูบั่นคอรึ?”
เสียงของนายทหารกล้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ส่วนบนไม่สวมเสื้อผ้า สวมใส่เพียงจงกระเบนสีเลือดหมูออกน้ำตาลหม่นๆเล็กน้อย พร้อมกับมือหนึ่งถือดาบเอาไว้
ผมมองเขาด้วยสายตาแบบ เอ่อ…งง เขาแต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อนไม่มีผิดครับ
ผั่วะ!!!
ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ ฝ่ามือของไอ้คนหน้าเหม็นตรงหน้าก็ตบลงบนหัวของผมเรียบร้อยแล้ว
“เอ็งจะเหม่อหาอันใด อยากตายรึ? ไปเร็ว”
เคร่ง!
มันพูดจบก็พุ่งตัวกระโดดเข้าปะมือกับศัตรูที่สวมชุดสีขาว ที่หัวมีผ้าโผกหัวลายหมากฮอตพันเอาไว้
“เชี้ยะ! นี่มันอะไรวะเนี่ย”
ผมพูดออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะมีคนชุดขาวพุ่งเข้าหาผม ผมควรจะทำยังไงวะ? สู้คนไม่เป็นโว้ยยยยยย!!!
พรึบ! / จึก!
เสียงดาบเล่มหนึ่งตัดอากาศผ่านหูของผมเล็กน้อย ก่อนจะเสียบเข้าที่ตัวของคนเสื้อขาวคนนั้นอย่างจัง ราวกับจับวาง
“ไอ้เดื่อย!!! เอ็งจะเหม่อหาหอกเอ็งรึ?!!!”
ผมหันไปมองหน้าคนที่ตะคอกเสียงใส่ผม หรือก็คือคนที่ช่วยชีวิตผมเมื่อกี้นี่แหละครับ คนละคนกับไอ้คนก่อนหน้านี้นะครับ คนนี้ดูจะสูงกว่า ดูดีกว่า เป็นชายหนุ่มผิวเข้ม ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าก็ไทยๆ ไทยมากกก หล่ออะ
ผลัก!
ใครสักคนกระโดดถีบผมจนผมเซล้มลง ณ ตรงนั้นเลย ไอ้เหี้ย!!! ไอ้วะ!!?
เคร่ง!
ตอนแรกผมก็ว่าจะด่ามันอยู่แหละครับ แต่พอเห็นว่าเขาถีบผมเพราะศัตรูกำลังจะแทงผมตาย ผมก็เลยหุบปากฉับทันที
“ไอ้เดื่อยยยยย!!!”
เขาเอ่ยชื่อผมเสียงเหี้ยมมากครับ อารมณ์ประมาทว่า ‘ถ้าตอนนี้กูไม่สู้อยู่กับศัตรู กูจะฆ่ามึง’
“ไอ้เดื่อย ข้างหลังเอ็ง”
เสียงของไอ้คนหล่อที่กระโดดถีบผมร้องขึ้น ผมเลยหันหน้าไปมองด้านหลัง พร้อมดาบในมือที่หันไปด้วย ก็พบว่าดาบที่ผมถืออยู่เสียบเข้ากลางท้องของศัตรูพอดี
ตายสนิทคาดาบผมเลยทีเดียว!!!!
ผมเปล่าฆ่าคนตายนะ ตำรวจจะจับผมรึเปล่าเนี่ย? แมร่งเอ้ย!! ผมยังไม่พร้อมจะติดคุก ที่สำคัญผมไม่ได้ทำไรเลยนะพี่ พี่กระโดดเข้ามาเสียบดาบของผมเองนะคร้าบบบบบบ
ฮื่ออออออ……..
(มันใช่เวลามาร้องไห้ไหมโฮสสสต์ รีบยกดาบขึ้นมาสู้เซ่!! เดี๋ยวก็ตายห่าหรอก)
ระบบมันว่า
“ไอ้ระบเถื่อนเอ้ย แกหลอกฉันตกลงทำงานกับแกใช่ไหม?”
ผมถามมันอย่างเคืองๆ
(เอาเวลาไปสู้เถอะโฮสต์ ถ้าตายขึ้นมา ภารกิจล้มโฮสต์ถูกลงโทษ ระบบไม่รู้ด้วยนะ)
มันว่า
“ไอ้ ไอ้ระบบเฮงซวย ไหนก่อนหน้านี้แกยังไม่เห็นพูดเรื่องลงโทษอะไรนี่เลย ห๊ะ!!!”
ผมว่า
(ก็ถ้าบอกโฮสต์ก็ไม่ตกลงนะสิ ถามอะไรโง่ๆ)
มันว่า
“ไอ้!!…..”
(ข้างหลัง)
ระบบว่า ผมเลยหันควับไปด้านหลัง และศัตรูก็กระโดดมาเสียงดาบผมอีกเช่นเคย ผมมองดูความโกลาหลไปทั่วทั้งทุ่งกว้าง มันช่างชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนจริงๆ
มีศพ นับร้อย นับพันกองกันเกลื่อนไปหมด ผมรู้สึกว่าผมจะหน้ามืดอะครับ อ่า….
“ไอ้เดื่อย เอ็งทำอะไรของเอ็งวะ?”
ใครบ้างคนบ่นผมด้วยความหัวเสีย ผมเลยหันไปมองเขา ก็พบว่าเป็นผู้ชายคนแรกที่ด่าผมตอนที่ผมลืมตาตื่น
“อ่า…เอ่อ…”
ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเลยครับ
“บะไอ้นี่ เอ็งนี่มัน! เฮ้อ…..”
เหมือนเขาจะบ่นผม แต่ก็เงียบปากไป ก่อนจะหันไปฟันศัตรูต่อ ส่วนผมก็หลบหลังเขาดิ เอ้ย! ไม่ใช่ ผมระวังหลังให้เขาหรอกครับ แฮ่ๆๆ
(โฮสต์ไม่เนียน)
ระบบว่า
‘ไม่ช่วยก็หุบปากไปเลย!!’
ผมว่าระบบในใจ ระบบก็เงียบเมินผมซะอย่างนั้น
1 ชั่วโมงต่อมา :
หลังจากที่รบราคาฟันกันอยู่นานในที่สุดพวกผมก็ชนะ แทบลากเลือดอะบอกเลย
ผมนั่งพักหายใจพลางมองไปรอบๆทุ้งกว้างแห่งนี้ ทหารที่แต่งตัวเหมือนผมหลายคนตายคาสนามรบ หลายคนบาดเจ็บสาหัส มันช่างเป็นภาพที่ทำให้ผมสะเทือนใจมาก
(ผมจะส่งข้อมูลของโลกนี้ให้นะครับ)
ระบบว่า ผมพยักหน้ารับ จากนั้นข้อมูลทั้งหมดก็ส่งตรงเข้าสู่หัวใจของผม
โลกนี้เป็นโลกโบราณของไทยเราครับ เป็นสมัยที่พม่า กับอยุธยารบกันอยู่ หมู่บ้านที่ผมอยู่เป็นเมืองหน้าด้านทางเหนือของอยุธยา ก่อนการเสียกรุงครั้งที่ 2 ของอยุธยา
โดยเป็นการนำทัพของเนเมียวสีหบดี และแน่นอนว่าพวกมันล้วนกวาดต้อนผู้คน และเสบี่ยงอาหารไปตามหัวเมืองเหนือ เผื่อเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นชาวบบ้านหลายคนที่รอดมาได้จึงได้เริ่มจับกลุ่มกันเพื่อหาทางแก้แค้นกองทัพพม่าครั้งนี้
โดยที่พวกเขาเลือกเดินทางไปสมทบกับกลุ่มที่อยู่ทางเหนือเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์บุรี และเมืองสรรคบุรี เพื่อไปรวมตัวกันที่บางระจัน ว่ากันว่าที่นั้นมีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีพระอาจารย์ชื่อดังอยู่ และแน่นอนว่ามีคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
ดังนั้นเขาและสหายทั้งหลายจึงหมายมั่นจะไปรวมกันที่นั่น แต่ทว่าระหว่างทางดันเจอกับกลุ่มราดตระเวณของเนเมียวสีหบดีเข้าพอดี ทั้งสองฝ่ายจึงปะทะกันอย่างที่เห็น
(ประกาศภารกิจ หาทางพาพระเอกไปให้ถึงค่ายบางระจันให้ได้โดยปลอดภัย)
ระบบเอ่ยขึ้น เขาจึงขมวดคิ้วหมุน
“เป็นอันใดไอ้เดื่อย?”
เสียงทุ่มของชายหนุ่มหล่อเข้มเอ่ยขึ้น
(เขาคือนายอิน พระเอกของเรื่องครับ และยังมีตัวเอกอีก 3 คนชื่อ นายแท่น นายโชติ และนายเมือง ทั้ง 4 คนนี้ล้วนเป็นผู้นำของกลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้ และแน่นอนว่าโฮสต์ต้องพาพวกเขาไปให้ถึงค่ายบางระจันครับ)
ระบบว่า
‘ไหนตอนแรกบอกว่าแค่พระเอกไง? ทำไมตอนนี้เพิ่มมาอีก 3 คนมิทราบ’
เขาว่าอย่างหัวเสีย แค่ลำพังชีวิตตัวเองยังรักษาไว้เกือบไม่ได้ จะเอาอะไรไปช่วยพวกเขา แล้วดูดิ เหมือนพวกเขาจะเก่งกว่าผมอีก!
“อ่า…แห่ะๆ ข้ารู้สึกมวนท้องเล็กน้อยนะ”
ผมตอบ ก่อนจะยิ้มเหยเกส่งไปให้
“เช่นนั้นหรือ? เฮ็งแน่ใจนะว่าไม่เป็นไรมาก?”
นายอินถาม
“ครับ”
ผมตอบ เขาขมวดคิ้วหมุนคล้ายจะส่งสัยในสิ่งที่ผมพูด อ่าไรอะ?
(แค่กๆ โฮสต์ โฮสต์อย่างลืมว่าโฮสต์อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยโบราณอะโฮสต์ มันมี ‘ครับ’ ที่ไหนกันเล่า? เฮ้อ….จะรอดไหมนิ)
ระบบว่าอย่างเอือมระอากับโฮสต์ของมัน นี่มัน (บังคับ) คนมาทำสัญญาด้วยถูกคนไหมนิ? ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วละสิ
ก็มันเห็นโฮสต์เล่นเกมส์อย่างโหด มันเลยคิดว่าโฮสต์ของมันต้องเก่งมากแน่ๆ แต่ดูเหมือนมันจะคิดผิด
“ข้าไม่เป็นไร ดีขึ้นมาแล้ว จะ เอ็งอย่าห่วงไปเลย”
ผมว่า
“เช่นนั้นก็ลุกขึ้นเถิด ผู้อื่นเขาไปกันหมดแล้ว พวกเราต้องหาที่พักให้ได้ก่อนฟ้ามืด”
นายอินเอ่ยต่อ ก่อนจะเดินนำผมไป
ห๊า!!!…คนสมัยนี้เขาจะถึกไปไหม? พึ่งจะรบเสร็จต้องออกเดินทางต่อ (ด้วยเท้า) เฮือกกกก! ลาตายแป๊บ!!!!
โลกที่ 1 ศึกบางระจัน (มันใช่เหรอ?) ตอนที่ 2 ใครหัวร้อนเชิญก่อนเลยครับ ผมจะซัพพอตให้เอง
เราใช้เวลาเดินทางกันราวๆ เอ่อ…..2 ชั่วโมงได้มั้ง เราก็มาถึงที่คาดว่าน่าจะพักได้ เป็นวัดเก่า รกร้าง พอมีที่ให้หลบลม หลบแดด จำนวนคนที่เหลือรอดจากศึกก่อนหน้านั้นคือ 50 กว่าชีวิต
ดังนั้นการเดินทางของพวกเราจึงค่อนข้างอันตราย ยิ่งคนมาก ก็ยิ่งเป็นเป้าได้ง่ายเช่นกัน มันทำให้ศัตรูตามกลิ่นเราเจอง่ายๆ ดังนั้นจึงเร่งเดินทางให้ถึงค่ายบางระจันให้เร็วที่สุด
“เอ็งนอนไม่หลับหรือวะ? อ้ายเดื่อย” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เขามีรูปร่างสูงใกล้เคียงกัน แถมยังเป็นเพื่อนของมะเดื่อยตั้งแต่เด็กๆ
“อืม กูนอนไม่เหลับวะอ้ายมิ่ง” มะเดื่อยตอบเพื่อนรักของตัวเอง
“พวกเขาทั้งหลายปรึกษากันอยู่ อีกไม่นานคงได้คำตอบ” มิ่งพูดต่อ พวกนั้นที่ว่าก็คือ เหล่าตัวเอกของเรื่องนั่นแหละครับ
มิ่งและมะเดื่อยเรียนกับพระอาจารย์คนเดียวกันพวกเขาจึงสนิทกันมาก แต่เพราะกองทัพพม่าเข้ามารุกราน ท่านอาจารย์จึงถูกฆ่าตายไปแล้ว
“เอ็งว่าเราจะไปถึงค่ายบางระจันไหมวะ?” มะเดื่อยเอ่ยถามเพื่อนรักของตน ในร่างนี้เขาอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น อ้ายมิ่งเองก็อายุเท่ากัน เพียงแต่มันแก่เดือนก็เท่านั้น
“ถึงแน่ พวกนั้นเก่งกาจนัก แค่พวกพม่าฝีมือเท่านี้ไม่คณามือพวกเขาดอก เอ็งอย่าห่วงไปเลย ไหนจะวิชาความรู้ที่ท่านอาจารย์สั่งสอนเรามาอีกเล่า” ไอ้มิ่งบอกกับมะเดื่อย
“กูก็คิดเช่นนั้น ไปล่ะ กูง่วงเต็มทีแล้ว” มะเดื่อยบอกกับเพื่อนรักของตัวเองก่อนจะลุกเดินหนีไปหาที่นอน
จากความทรงจำของมะเดื่อย บอกกับเขาว่าพ่อกับแม่ของเขาตายไปแล้วจากฝีมือของทหารพม่ารามัญพวกนั้น โชคดีที่นายอินมาช่วยเอาไว้ได้ทัน เขาถึงรอดมาได้
และเพราะอย่างนั้นแม้ทั้งสองจะอายุต่างกันมาก แต่ด้วยฝีมือที่สูสีกัน จึงทำให้คนทั้งสองเป็นสหายกันได้ ก่อนจะมาเจอกับนายแท่น และอื่นๆ ในเวลาต่อมา
ชายหนุ่มในสมัยนี้จะถูกฝึกฝนทางด้านต่างๆ ตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบปี ดังนั้นชายหนุ่มสมัยนี้จะหยิบดาบออกรบได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะมันเป็นช่วงของสงคราม จึงยิ่งต้องฝึกปรือฝีมือให้ดี
‘ระบบ คุณมีตัวช่วยให้ผมไหม? ขืนเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไปผมได้ตายก่อนส่งตัวพวกเขาถึงค่ายบางระจันแน่’ มะเดื่อยเอ่ยถามระบบเถื่อนของเขา
[มีครับ เป็นระบบช่วยเหลือเป็นสกิลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น] ระบบเถื่อนตอบ หลังระบบพูดจบหน้าจอของมะเดื่อยก็มีวงล้อกลมๆ อันใหญ่ตั้งอยู่ มันหมุนเป็นวงกลมเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลง
[ติ่ง! ยินดีด้วยคุณได้ระบบสกิล เดอะคิงแอร์โรว์ครับ] ระบบว่าพร้อมเสียงตบมือที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันคืออิหยังวะ?
‘คงไม่ใช่สกินยิงธนูไร้พ้ายไรงี้นะ ฮ่าฮ่า’ มะเดื่อยเอ่ยขึ้นอย่างขบขำ
[ใช่ครับ] ระบบตอบ
‘ห๊ะ!! จริงดิ?’ มะเดื่อยเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย ปนตกใจ
[ครับ โฮสต์สามารถยิงธนูพร้อมกัน 3 ดอก และทุกครั้งที่ยิงอัตราเข้าเป้าถึง 99.99% ครับ] ระบบตอบอีกครั้ง แบบนี้ก็ไม่มีโอกาสพลาดแล้ว
แน่นอนว่าหลังจากที่มะเดื่อยได้สกิลมา เขาย่อมเอามาลองใช้ก่อน เผื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาเขาจะได้รีบแก้ไข ซึ่งจากการเอาธนูมาซ้อมยิงกลางดึกคนเดียว เขาก็ยิงเข้าเป้าทุกดอก ไม่มีพลาด!
ว้าววว!!โคตรเจ๋ง!!
แปะๆ!
เสียงตรบมือทำให้เขาต้องหันไปมองคนที่มาไหม่
“อ้ายอิน” มะเดื่อยเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างเคอะเขิน เขาไม่คิดว่าจะมีคนมาแอบดูเขาซ้อมแบบนี้
“ฝีมือดีนักเทียว” นายอินเอ่ยขึ้นพลางเดินเข้ามาหา
“ไม่ดอกๆ ข้ายังต้องฝึกอีกมากโขเทียว” มะเดื่อยเอ่ยอย่างถ่อมตน
“หึ ดึกแล้ว เอ็งไปนอนเอาแรงเสีย ประเดียวฟ้าใกล้สางเราจักต้องเดินทางกันแล้ว” นายอินเอ่ย
“ขอรับ” มะเดื่อยเอ่ยพลางก้มหัวเคารพผู้อาวุโสกว่าก่อนจะเดินกลับไปที่นอนของตน
.
.
.
วันต่อมา :
ยามนี้กลุ่มของพวกเขาได้เดินทางออกจากเมืองสิงห์บุรีแล้ว และกำลังตรงไปทางปากน้ำประสบ ตรงปากคลองโพธิ์สามต้น ซึ่งต้องผ่านที่นั่นจึงจะไปถึงค่ายบางระจันได้
แม้ในใจมะเดื่อยจะรู้ว่าที่ค่ายแห่งนี้อีกไม่นานก็จะแตกพ่ายแล้วทุกคนที่นั้นจะตายกันหมด
แต่เขาจะทำให้ประวัติศาสตร์ที่เป็นมาเปลี่ยนแปลงมิได้ ดังนั้นจึงทำเพียงภารกิจของตัวเองแล้วออกจากโลกนี้ไปเสีย
บอกตามตรง เขาทำใจไม่ได้ที่จะเห็นพวกเขาตาย และใช่ เขารู้สึกผู้พันธ์กับผู้คนเหล่านี้แล้ว อาจจากเจ้าของร่างเดิม หรือจากเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้
“เอ็งเป็นอันใด?” มิ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเกลอของตนกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่เทียว
“เปล่า ข้า กูไม่เป็นไร” มะเดื่อยตอบเกลอของตนก่อนจะถอนหายใจออกมา เช่นนี้หรือที่บอกไม่เป็นไร?
“นี่มิ่ง กูถามอันใดมึงสักหน่อยได้หรือไม่?” มะเดื่อยเอ่ยขึ้น
“อืม ได้ หากกูตอบมึงได้กูจักตอบให้” มันว่า
“คือ สมมุตินะ สมุติว่ามึงสามารถรู้ว่ากาลข้างหน้าจะมีอันใดเกิดขึ้น มึงจักทำเช่นไร?” มะเดื่อยถาม
“แล้วมันคือกาลดีหรือกาลไม่ดีเล่า?” มิ่งถาม
“หากมันไม่ดีเล่า?” มะเดื่อยตอบอย่างอ่อมแอ่ม
“เช่นนั้นก็ควรว่ากล่าวตักเตือน หรือแนะนำให้เกิดผลที่ดีมากกว่าร้ายเสีย” มิ่งตอบ
“อ่า…มันก็ใช่ เพียงแต่ หากการเปลี่ยนแปลงนั้นนำผลไปสู่กาลข้างหน้าเล่าจะทำอย่างไร? มันอาจจะส่งผลให้กาลข้างหน้าผันเปลี่ยนไปมากโข เจ้าจะทำกระไร?” มะเดื่อยถามต่อ
“แล้วกาลข้างหน้าของเอ็งมันร้ายหรือดีเล่า? หากเปลี่ยนไปดีขึ้น มันก็ควรเปลี่ยนมิใช่หรือ?” มิ่งตอบ
“อ่า….มิ่งเอ็งไม่เข้าใจข้าอะ เฮ้ออออ….” มะเดื่อยเอ่ยอย่างเซ็งๆ
เพราะหากเขาเปลี่ยนแปลงเรื่องราวไปแล้วน้องๆ รุ่นหลัง ไม่สิ! ความรู้ที่ทุกคนรับรู้ทั้งหมดก็ผิดเพี้ยนนะสิ
แล้วไหนจะเรื่องในอดีตที่ต้องดำเนินต่อจากครั้งนั้นอีกเล่า เพราะผลจากอดีต มันจึงทำให้มีปัจจุบัน แล้วหากเขาเปลี่ยนอดีต ปัจจุบันจะเป็นเช่นไรเล่า? เฮ้อ…..
“ช่างเถิด” มะเดื่อยตัดจบเรื่องที่สนทนากันไปทั้งอย่างนั้น ก่อนจะก้มหน้าเดินต่อไป
เคร้ง!/เคร้ง!
เสียงการต่อสู้ดังขึ้นจากด้านหน้า จึงทำให้นายแท่นส่งคนไปสำรวจว่าเกิดอันใดขึ้นและหนึ่งในนั้นคือ มะเดื่อย
มะเดื่อย มิ่ง และชายหนุ่มในกลุ่มอีก 2 คนลอบไปสำรวจทางด้านหน้า ก็เห็นว่าทหารพม่ากลุ่มหนึ่งกำลังไล่ฆ่าชาวบ้านที่กำลังหลบหนี มีบางคนที่ลุกขึ้นสู้แต่ก็ถูกฆ่าตาย
“ไอ้ชั่ว!” มิ่งสบถ สิ้นคำสบถมิ่งก็พุ่งตัวออกไปสู้กับทหารพม่านับ 20 คน มันบ้าไปแล้วเหรอ?!!
แหกตาดูฝั่งตัวเองบ้างเซ่!! มี 4 คน จะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน?
แต่ถึงเขาจะบ่นไปอย่างนั้น ไอ้พวกบ้าเลือดก็ออกไปประจันหน้ากับทหารพม่าเรียบร้อยแล้ว
แล้วมะเดื่อยจะทำอะไรได้นอกจากซัพพร์อตอีกฝ่าย
ฟิ่ว! / จึก!
ธนูพุ่งเข้าสู่กลางอกของฝ่ายศัตรูอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะไม่ต้องเล็งอะไรมากมายนัก เพราะสกิลราชาธนูนั่นแหละ
[เดอะคิงแอร์โรว์ครับ ไม่ใช่ราชาธนู] ระบบค้าน
“มันก็เหมือนๆกันแหละ ความหมายก็ตรงตัว จบนะระบบเถื่อน” มะเดื่อยเอ่ยขึ้น มือก็ยิงธนูใส่ศัตรูไม่หยุด คนอื่นก็เหมือนกัน 3 คนนั้นมันสายปะทะไง ส่วนเขาขอซัพพร์อตอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แล้วกัน
การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายกินเวลานานมากพอสมควร เนื่องจากฝ่ายศัตรูมีเยอะกว่า จนกระทั้งทางนายแท่นส่งคนอีก 5 คนเพื่อมาเป็นกำลังเสริมการต่อสู้จึงจบลง
“แฮ่กๆ นึกว่าจะตายซะแล้ว” มะเดื่อยยืนหอบแดกพิงต้นไม้ต้นหนึ่งเอาไว้ พลางหายใจอย่างเหนื่อยหอบ
“เอ็งไหวรึไม่?” มิ่งเอ่ยถาม
“เกือบแล้วอ้ายมิ่ง ข้าเกือบไปเจอยมบาลแล้ว คราหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วหนา” มะเดื่อยเอ่ยขึ้น ไอ้มิ่งหัวเราะหึหึ อย่างขบขัน
“หึหึ ไปกันเถิด ป่านนี้คนอื่นๆ รอแย่แล้ว” ไอ้มิ่งเอ่ยขึ้นหลังหัวเราะออกมาแล้ว ก่อนจะเดินนำคนอื่นๆ กลับกลุ่ม
และแน่นอนว่าทันทีที่มาถึงและแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้ง 2 คนเป็นอันโดนด่าจนหูชา
ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นคนเริ่ม แต่กับถูกกล่าวหาว่าไม่ยอมห้ามเพื่อนเสียอย่างนั้น เฮ้อ…..
เราออกเดินทางต่อไปยังจุดมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้ คือ ปากคลองโพธิ์สามต้น ใช้เวลาเดินทางหลายเดือนทีเดียว และแน่นอนว่าในระหว่างทางพวกเขาก็ปะทะเข้ากับทหารของพม่าบ้าง
ในเวลานี้เนเมียวสีหบดีกำลังเคลื่อนพลตามหลังพวกเขามาติดๆ การเดินทางจึงยิ่งเร่งเข้าไปใหญ่ เรียกได้ว่า ยามค่ำคืนพวกเขาก็ยังเดินทางกันอยู่
“พวกพม่ารามัญพวกนั่นมันตามมาใกล้นัก เราจักต้องเดินทางกันให้ถึงบางระจันให้เร็วขึ้นเสียแล้ว” นายแท่นเอ่ยขึ้น
“บ่ะ! อ้ายพวกนี่ มันน่าฆ่าให้ตายนัก” นายเมืองเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย
“แต่ชาวบ้านไม่น่าจะเดินทางต่อไหวแล้ว” นายอินเอ่ยขึ้น อ่า….ใช่ครับ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านหรอก ผมก็ด้วย แฮ่กๆ
“เราคงจักต้องหาที่พักกันก่อนแล้วกระมัง” นายโชติเอ่ยขึ้น
“อ้ายมิ่ง อ้ายเดื่อย เอ็งสองคนออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน หาที่พักที่ปลอดภัยรอพวกข้าแลชาวบ้านเสีย” นายแท่นออกคำสั่ง
“ขอรับ” ไอ้มิ่งตอบรับ ก่อนจะลากผมไปด้วย เฮ้ย! มิ่งมึงใจเย็น กูขอพักแป๊บดิ กูเหนื่อยมาก
“มึงไหวรึไม่อ้ายเดื่อย?” ไอ้มิ่งถาม เมื่อเห็นสภาพหอบแดกของผม
“ไหวๆ” มะเดื่อยตอบ 'ไม่ไหวบอกไหว' มันต้องใช้คำนี้แล้ว
[ยังจะเล่นอีกนะครับโฮสต์] ระบบประชด
‘หุบปากไปเลยไอ้ระบบเถื่อน!!’ มะเดื่อยว่าอย่างหัวเสีย แค่ได้ยินเสียงระบบเขาก็หงุดหงิดแล้ว
“เช่นนั้นก็เร่งฝีเท้าเถิด” ไอ้มิ่งว่า ทำเอาผมถึงกับอ้าปากเหวอเลยครับ
อึกๆ ค่อยดูเถอะ อย่าให้ผมทำภารกิจเสร็จสิ้นนะ ผมจะกลับไปนอนพักให้หายเหนื่อยเลยคอยดู!!