โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ให้ข้าปีนเตียงเสียทีจะไม่มีทายาทแล้ว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 มี.ค. 2567 เวลา 23.41 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2567 เวลา 23.41 น. • Oneam
ทะลุมิติเข้าไปอยู่ในนิยายที่ต้องเป็นนางบำเรอให้กับอ๋องหน้าน้ำแข็งผู้แสนเย็นชา แต่ทั้ง ๆ ที่คืนแรกควรจะได้กินตับกันไปตามบท แต่เขากลับถูกนางทำเอาหำหด หมดอารมณ์พลาดคืนสำคัญไปเสียได้!

ข้อมูลเบื้องต้น

อภินิหารกระปู๋ทองคำ

แผ่นดินเว่ยมีเชื้อพระวงศ์ชายเพียงสองพระองค์ นับว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หนึ่งในนั้นฮ่องเต้ผู้พี่รู้ตัวว่าตนเองเป็นหมันเพราะอุบัติเหตุตกม้าในวัยเยาว์ แต่ฮองเฮาของเขากลับตั้งครรภ์พระโอรส จึงนับว่าเป็นลูกของชายชู้อย่างไม่ต้องสงสัย

ฮ่องเต้ตัดสินใจนำเรื่องนี้ปรึกษาไทเฮา ก็พบว่ามีทางออกเพียงหนึ่งเดียวคือการให้พระอนุชาของเขา เซี่ยจิ่งสิงหรือเซี่ยชินอ๋องเป็นผู้ให้กำเนิดทารกเพศชาย

แล้วค่อยนำมาสับเปลี่ยนเป็นพระโอรสของพระองค์ในภายหลัง จึงจะสามารถดำรงไว้ซึ่งสายเลือดราชวงศ์ กำจัดแผนชั่วของฮองเฮา

แต่เรื่องเหล่านี้จำต้องกระทำอย่างเป็นความลับ ปกปิดเจตนาอย่างมิดชิด ไม่อาจให้ฮองเฮาและคนของนางรู้ตัว ดังนั้นสตรีที่ถูกส่งไปให้เซี่ยชินอ๋องจำต้องไม่โดดเด่น ไม่มีชาติตระกูลหนุนหลังที่จะสามารถเป็นภัยคุกคาม

เซี่ยจิ่งสิงในวัยหนุ่ม เป็นบุรุษหล่อเหลาสง่างาม ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีปกติทุกอย่าง แต่ปัญหาอย่างเดียวของเขาคือ…..นิสัย

ราชนิกูลหนุ่มผู้รักอิสระ ชอบรบทัพจับศึกฝึกวิชา เป็นกุนซือหน้าหยกชื่อดังของแคว้นเว่ย นิสัยเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนืออีกทั้งยังเข้าหายาก ไม่เห็นผู้ใดใจสายตา หาได้มีนิสัยลุ่มหลงอิสตรีและคาวโลกีย์ เรียกได้ว่าต่อให้มีสตรีมาแก้ผ้ารอตรงหน้าก็หาได้หวั่นไหว ใจแข็งดั่งขุนเขายิ่งนัก

เพราะไม่รู้ว่าฮ่องเต้พระเชษฐากำลังประสบปัญหาเรื่องทายาท ดังนั้นไม่ว่าจะส่งสตรีเข้าจวนของเขาไปกี่คน ก็จะอยู่ในความสนใจเพียงหนึ่งคืนอย่างขอไปทีและจะไม่มีการเรียกหาซ้ำ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจดึงดูดพระทัยเซี่ยชินอ๋องเอาไว้ได้

ทำเอาสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลวง ร้อนอกร้อนใจเป็นอย่างยิ่งเร่งปรึกษาหารือกันเป็นการเร่งด่วน

“คราวนี้เป็นผู้ใดดีพ่ะย่ะค่ะ?” ฮ่องเต้ตรัสถามพระมารดาด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียด ขณะที่กำลังเลือกภาพสาวงามจากบรรดาคุณหนูบุตรีลูกขุนนาง

ไทเฮาสั่งให้มามาคนสนิทหยิบภาพวาดของสตรีนางหนึ่งขึ้นมา ลายเส้นที่ตวัดไปมาบนนั้นแสดงภาพโฉมงามที่มีใบหน้างดงามปานล่มเมือง ฮ่องเต้มองด้วยความพึงพระทัยระคนเสียดาย

“นางคือ…”

“หลี่หงอี้ บุตรีของอดีตฮูหยินใหญ่ของเสนาบดีหลี่”

หงอี้ เป็นคุณหนูใหญ่ตกอับ บุตรสาวของอดีตฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับของจวนเสนาบดีที่มีความเป็นอยู่ไม่ดีนัก ปัจจุบันโดนเลี้ยงอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไว้ท้ายจวน

ไทเฮาหลับตาระลึกความหลังย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน

“ข้าเคยพบนางครึ่งหนึ่งในงานเลี้ยงเมื่อนานมาแล้ว กิริยาวาจาเรียบร้อย พรั่งพร้อมพรสวรรค์ แต่น่าเสียดายที่มารดาล่วงลับเร็วไปหน่อย ท่านเสนาบดีเองก็หาได้ให้ความสำคัญกับบุตรสาวผู้นี้”

“เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยพ่ะย่ะค่ะ”

ไทเฮาหันไปรับสั่งกับคนสนิท “เจ้าไปจัดการ”

“ทราบแล้วเพคะไทเฮา” หยวนมามาค้อมกายทำความเคารพออกไปอย่างไม่รอช้า

เมื่อได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแม่ลูก ฮ่องเต้ถอนปัสสาสะออกมาด้วยความหนักใจ “นี่ก็คนที่สิบสองแล้ว หากยังไม่สำเร็จ หม่อมฉันก็ไม่รู้จะหาใครมาทำหน้าที่นี้อีกแล้ว”

ไทเฮารินชาร้อนถ้วยใหม่ให้ฮ่องเต้ “เราคงได้แต่ต้องฝากความหวังเอาไว้ที่หลี่หงอี้คนนี้เสียแล้ว”


หลายวันถัดมา รถม้าลากเกี้ยวส่งตัวอนุชายาคนใหม่ก็แล่นเข้ามาในเขตจวนอ๋อง ทั้งเรียบง่ายและไม่เอิกเกริก เป็นภาพที่เห็นจนชินตาของชาวเมืองหลวง

หลี่หงอี้คนใหม่โผล่หน้าออกมาดูข้างนอกตลอดทางด้วยความสนอกสนใจ บนแขนมีร่องรอยการหยิกราวกับต้องการพิสูจน์ให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่ไม่ว่าจะหยิกกี่ครั้งผลก็ยังออกมาเป็นเหมือนเดิมจนได้แต่ต้องยอมรับชะตากรรม

จู่ ๆ ก็ทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่กำลังอ่านค้าง เป็นนิยายภาคปฐมบทที่กล่าวถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ของตัวเอกเอาไว้น้อยมาก เพียงสามหน้ากระดาษเอห้า

ข้อมูลแค่นั้นทำให้นางรู้ว่าแม่ของพระเอกหรือก็คือหลี่หงอี้คนที่นางมาอาศัยร่างอยู่ ต้องแต่งมาเป็นอนุชายาให้กับเซี่ยชินอ๋องที่ลือกันว่าเย็นชาไร้หัวใจ ดุจภูเขาน้ำแข็งสามพันปี ชื่อเสียงของเขาในกองทัพนับว่ามีทั้งดีและไม่ดี ทั้งเด็ดขาดและไม่ปรานีต่อศัตรู

เขาเป็นตัวร้ายไม่น่าเข้าใกล้ไม่ผิดแน่ แต่ทำไมนางต้องกลายมาเป็นตัวละครในนิยายที่ต้องมาแต่งให้เขา เส้นทางของตัวประกอบที่ถูกขีดให้ต้องตั้งท้องกับจอมวายร้าย

ลูกของนางกับเขาจะกลายมาเป็นพระเอกของเรื่อง เพราะยังอ่านไม่จบจึงไม่รู้ว่าลูกของนางจะจับพลัดจับผลูไปเป็นฮ่องเต้ได้อย่างไร

รู้แต่เพียงว่าตอนที่ได้อ่านรีวิวของคนที่อ่านจบแล้ว ฮ่องเต้พระเอกที่เป็นลูกของนางรับรู้ว่านางเป็นแม่ที่แท้จริงและพานางไปเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี มีบั้นปลายชีวิตที่ไม่เลว แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต

สรุปว่าตัวประกอบอย่างนางจะไม่ตาย แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ก็จำต้องรักษาเส้นเรื่องเดิมของนิยายหลักไปก่อน

พอรู้ว่าตัวเองต้องทำเช่นไร หงอี้ก็แค่แสดงไปตามบทบาทของตัวเอง ดังนั้นเป้าหมายสิ่งแรกที่นางต้องทำคือเข้าหอกับกุนซือตัวร้ายให้สำเร็จเป็นอย่างแรกเสียก่อน ซึ่งนั่นก็คือคืนนี้แล้ว!

“แค่ปีนเตียงเซี่ยชินอ๋อง… ง่ายจะตาย! ผลักให้ล้มแล้ว… ซะ!”

หงอี้ปลุกปั่นความฮึกเหิมได้เพียงชั่วครู่ แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกหดหู่ใจ ‘แฟนก็ยังไม่เคยมี รู้ตัวอีกทีก็ต้องมานอนกับคนอื่นเสียแล้ว’

เรื่องบนเตียงทฤษฎีอย่างแน่น แต่ค่าประสบการณ์เป็นศูนย์ หวังว่าหลักการในหัวจะช่วยนางได้ แค่ยั่วผู้ชายจะยากอะไร!


ณ จวนเซี่ยชินอ๋อง ราชนิกูลหนุ่มเจ้าของจวนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ ท่วงท่าสง่างาม แผ่นหลังเหยียดตรง

เขากำลังจรดปลายพู่กันตวัดไปมาอยู่ไม่กี่ครั้งก็พับใส่ซองจดหมายสำหรับงานราชการ หยอดครั่งร้อนๆ ปิดผนึกแน่นหนา ก่อนจะยื่นส่งไปข้างตัว พริบตาเดียวก็มีองครักษ์มารับเอาไป

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงแสงเทียนที่จุดเอาไว้ตามมุมต่าง ๆ และกลิ่นกำยานล้ำค่าของชาววัง เสียงเนื้อผ้าอย่างดีเสียดสีกันบ้างเป็นบางครั้งยามที่ชายหนุ่มเปลี่ยนอิริยาบถ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นไปอย่างสุขุมคัมภีรภาพ

ครู่ต่อมาก็มีคนเข้ามาทำลายความเงียบสงบอันแสนงดงาม วั่งซูองครักษ์คนสนิทเดินเข้ามารายงานเจ้าของตำหนักในห้องหนังสือ

“ท่านอ๋อง… สาวงามที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานมาให้ตอนนี้ หลิวกงกงพานางไปรอปรนนิบัติพระองค์ที่เรือนหลังตำหนักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ใบหน้าหล่อเหลาเหนือสามัญยังคงก้มหน้าอ่านฎีกาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาให้ความสนใจกับสิ่งที่องครักษ์คนสนิทเอ่ยออกมาแม้แต่น้อย

ครู่ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่าสมควรต้องมีคำสั่งตอบกลับเรื่องนี้ไปบ้าง

“ทำเหมือนที่ผ่านมา”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เงาร่างของวั่งซูเร่งฝีเท้ากลับไปแจ้งหลิวกงกงโดยพลัน

‘ทำเหมือนที่ผ่านมา’ ที่ว่าก็คือร่วมหอหลับนอนพอเป็นพิธีในคืนแรก จากนั้นก็ไปโยนพวกนางทิ้งไว้ท้ายวังอย่างไม่ใยดีและลืมเรื่องนี้ไปอย่างรวดเร็ว

แม้จะมีคืนแรกให้น่าจดจำ แต่กลับไม่เคยมีใครถูกเรียกซ้ำ ไม่เคยมีใครได้รับความโปรดปราน รอวันแห้งเหี่ยวเฉาตายอยู่ท้ายจวน…


ปลายยามห้าย กว่าจะได้เงยหน้าจากงานราชการขึ้นมาอีกครั้ง ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืด มีเพียงบริเวณที่เขาใช้อ่านฎีกาเท่านั้นที่ยังสว่างไสว

เซี่ยจิ่งสิงอ่อนล้าไปทั้งกระบอกตาจนต้องพิงหลังหลับตาลงเพื่อพักสายตา แต่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของคนข้างตัว

หลิวกงกงที่ยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง มีท่าทีกระวนกระวายอย่างไม่เป็นสุขนัก ขันทีชราคล้ายกับกำลังชั่งใจว่าสมควรพูดออกไปดีหรือไม่

“มีอะไรก็พูดมา”

“ท่านอ๋องทรงได้ลืมเลือนไปเสียแล้ว วันนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานอนุชายาคนใหม่มาให้นะพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยชินอ๋องทำสีหน้าเหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ “นั่นสินะ เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ คงต้องไป ‘ทำตามหน้าที่’ เสียหน่อย”

หากไม่เพราะกลัวว่าเสด็จแม่จะเรียกเขาเข้าเฝ้าเพื่อไปบ่นเรื่องนี้ให้ฟังครึ่งค่อนวัน มีหรือที่คนอย่างเขาจะเฉียดเข้าไปใกล้เหล่าสตรี

“นำทาง” ทุกครั้งเขาไม่เคยถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่เคยค้างคืนที่ห้องผู้ใดจนถึงเช้า บางคนแย่หน่อยที่อยู่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเขาก็จากมา สตรีผู้โชคร้ายในคืนนี้ก็เช่นกัน

เรือนกายสูงใหญ่ถอนหายใจออกมายาวเหยียด หลังจากที่ขันทีคนสนิทพาไปอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อส่งตัวเข้าหอ เขาดื่มสุราเข้าไปหลายจอกจนเริ่มรู้สึกถึงความเมามาย

ระหว่างที่เดินไปตามระเบียงชาน ตลอดทางสายลมเย็นสบาย พัดเอาเส้นผมที่ปล่อยสยายพลิ้วไหวไปตามลม ชุดนอนบางเบาถูกสวมผ้าคลุมเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ เผยให้เห็นกล้ามหน้าอกตึงแน่น หน้าท้องเรียบเนียน

บุรุษรูปงามที่กำลังเดินไปตามระเบียงชาน รูปงามดั่งสวรรค์สรรสร้าง สง่างามหาผู้ใดเปรียบ

หลิวกงกงถึงกับก้มหน้าต่ำ กลัวว่าหามองมาเกินไปจะทำให้ผู้เป็นนายต้องแปดเปื้อน

เทพเซียนผู้หล่อเหลาลงมาจุติบนโลกมนุษย์มีสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มภูเขาทลายลงมาตรงหน้าก็หาได้หวั่นไหว

แต่ทว่า…

เซี่ยชินอ๋องเปิดประตูเข้ามาในห้องถึงกับผงะ เมื่อเห็นสตรีผู้ที่เขาต้องร่วมหอคืนนี้ นางกำลังนอนหงายอยู่บนเตียงด้วยท่วงท่าประหลาดสองขาชี้ฟ้าไร้ซึ่งความสำรวม นางยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาได้แต่กล่าวพึมพำอะไรบางอยู่คนเดียว

ร่างสูงรอดูอยู่พักใหญ่ก็ไม่เห็นว่านางจะรู้ตัว จึงตัดสินใจเปล่งเสียงออกไป

“นั่นเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” หงอี้ที่กำลังเพลิดเพลินกับการอุ่นเครื่องรอศึกรัก ตอนที่ชายหนุ่มเข้ามานางกำลังนอนหงายอยู่บนเตียง จึงได้แต่ต้องหน้าแหงนมองผู้มาใหม่ ภาพที่เห็นจึงกลับหัวตีลังกาแปลกประหลาด

‘ใครกัน? ขนาดกลับหัวดูยังหล่อ!’

“อ๊ะ! ท่านคือเซี่ยชินอ๋อง” พอหงอี้ได้เห็นเขาเต็มสองตาก็ถึงกับตกตะลึงตาค้าง เพราะไม่คิดว่าอ๋องภูเขาน้ำแข็งจะหล่อเหลาถึงเพียงนี้ นางได้แต่มองเขาจนเหม่อลอย

จากที่คิดแค่ว่าจะทำอย่างขอไปที แต่ตอนนี้นางกลับมองเขาด้วยแววตาหื่นกระหาย ในใจเริ่มคิดลวนลามชายหนุ่มเอาไว้เป็นฉาก ๆ

‘ทั้งหล่อ ทั้งหุ่นแซ่บแบบนี้ต้องไม่จบแค่คืนแรก!’

“ไม่ได้ยินที่ข้าถามหรือ? เมื่อครู่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

“หม่อมฉันรู้มาว่าท่ามิชชันนารี จะทำให้มีลูกง่ายเพคะ”

“ท่ามิชชันนารี?”

“ใช่แล้วเพคะ!” หงอี้กระเด้งตัวลุกขึ้น ผมเผ้ายุ่งเหยิง พูดจ้ออย่างคล่องปาก โพล่งออกไปโดยไม่เคอะเขินแม้แต่น้อย ทำเอาชายหนุ่มถึงกับผงะอีกครั้ง

“ท่านี้จะทำให้ของท่านอ๋องสามารถสอดใส่เข้าไปได้ลึกและหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปที่ปากมดลูกได้โดยตรง นอนหงายและใช้หมอนหนุนสะโพกให้ยกสูง ค้างไว้ 10-15 นาที จะช่วยให้อสุจิวิ่งไปผสมกับไข่ได้ดียิ่งขึ้น ไว้ใจหม่อมฉันได้เลยเพคะ”

“อย่างนั้นหรือ… เข้าใจแล้ว”

เซี่ยชินอ๋องหาได้เข้าใจที่นางพูดแม้แต่น้อยและไม่คิดจะทำความเข้าใจ เขาใช้สายตามองคนสติไม่ดีมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

หงอี้ถกแขนเสื้อไปถึงหัวไหล่ ตีฟูกที่นอนข้างตัวเสียงดังป้าบๆ

“มา! ท่านอ๋อง หม่อมฉันพร้อมแล้วเพคะ”

ใบหน้าของเซี่ยชินอ๋องคลี่ยิ้มเย็น หรี่ตามองอย่างหวาดระแวงก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าก้าวออกไปอย่างไม่คิดจะเหลียวหลัง หงอี้ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

“อ้าว? เฮ้ย!”

‘นางฮึกเหิมเกินไป? หรือว่าเขาจะชอบผู้หญิงครางอ๊าง ๆ แบบนางเอกเอวีญี่ปุ่น?’

“ท่านอ๋อง!!! โปรดรอก่อนเพคะ” หญิงสาวโผไปเกาะขาเขาไว้ ร้องไห้อ้อนวอนโหยหวน แต่อีกฝ่ายหลบนางอย่างว่องไวจนคว้าได้แต่อากาศธาตุเสียหลักหน้าคะมำกลิ้งไปกับพื้นอยู่หลายครั้ง

ไปชนเข้ากระดานหมากจนกระจาย หมากขาวหมากดำผสมปนกันมั่วอยู่บนพื้น กว่าจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้สภาพก็ไม่น่ามองอีกแล้ว

เซี่ยชินอ๋องหยัดยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้กับสภาพดูไม่ได้ของนาง มองดูอีกฝ่ายที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นปัดฝุ่นจากอาภรณ์ จัดผมเผ้าให้เข้าที่อยากลวก ๆ

หงอี้ใบหน้างอง้ำทั้งยังแดงก่ำด้วยความอับอาย น้ำตาคลอเบ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไฉนนางจึงได้ยินมาว่าคืนแรกต้องได้ต้องโดนทุกคนอย่างไรเล่า?!

นี่นางนั่งรอเขามาค่อนคืนจนเมื่อยตูดยังไม่ได้ทันทำอะไรเขาก็จะเผ่นเสียแล้ว นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองไปทำพลาดตรงที่ใด

หากคืนนี้พลาดไปนางคงต้องไปนอนกองถูกลืมรวมกับคนอื่น ๆ ท้ายวัง ดับฝันการเป็นมารดาของฮ่องเต้เป็นแน่

‘แล้วบั้นปลายชีวิตที่สุขสบายของข้าเล่า!’

“ท่านอ๋องจะเสด็จที่ใดเพคะ คืนนี้พระองค์เป็นของหม่อมฉัน!” เซี่ยชินอ๋องเลิกคิ้วสูง ประหลาดใจกับความกล้าของสตรีตรงหน้า นางกล้าพูดว่าเขาเป็นของนางเชียวหรือ…

“เห็นเจ้ากำลังเพลิน ข้าเลยไม่อยากรบกวน”

“แต่คืนนี้เป็นคืนแรกของเรา ทรงไม่พอพระทัยหม่อมฉันตรงที่ใดเพคะ?”

เซี่ยชินอ๋องนึกไปถึงท่าประหลาด ๆ ของนางที่เห็นครั้งแรกทำเอาอารมณ์หดหาย “ไม่มี”

หงอี้ทำใจกล้าเงยหน้าสบตาเขา อีกฝ่ายยืนกอดอกห่างออกไปสองช่วงตัว แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะมีรอยยิ้มละไมแต่ท่าทางกลับหวาดระแวดระวังเต็มที่

ชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าคือผู้ที่จะตัดสินชะตาชีวิตของหงอี้ในนิยายเรื่องนี้ หากนางไม่ได้รับอภินิหารกระปู๋ทองคำ ได้นอนกับเขาคืนนี้เนื้อหาในนิยายจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้ นางดันมาพลาดตอนสำคัญเสียนี่!

“ทรงโป้ปดหม่อมฉัน ทรงมีแต่แค่ไม่พูด” หงอี้เหลือบสายตากวาดมองเขาไปทั่วตัวแวบหนึ่ง

“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น?”

หงอี้กอดอกเชิดหน้าเลียนแบบท่าทางเขา “การที่ท่านอ๋องแสดงท่าทางเช่นนี้ต่อหน้าหม่อมฉัน บอกได้สองนัยยะเพคะ”

เซี่ยชินอ๋องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ มุมปากมีรอยยิ้มกดลึกมากกว่าเดิม บ่งบอกว่ากำลังสนใจในสิ่งที่นางกำลังพูด

บนแผ่นดินนี้มีสตรีที่รั้งตัวเขาให้อยู่สนทนาด้วยได้มีเพียงไม่กี่คน อยู่เล่นกับนางสักหน่อยคงไม่เสียหาย

“อย่างไรหรือ?”

“ท่ายืนกอดอก หนึ่งคือการแสดงอำนาจอยู่เหนือผู้อื่น ซึ่งท่านอ๋องเป็นผู้สูงศักดิ์เรื่องนี้ย่อมไม่แปลก…”

“สองแม้จะดูเหมือนว่าพระองค์กำลังพูดคุยกับหม่อมฉัน แต่แท้จริงแล้วพระองค์กำลังตั้งกลไกการปกป้องตนเอง ไม่ว่าหม่อมฉันจะพูดอะไร พระองค์อาจรับฟังแต่ไม่คิดจะสนใจ

เพราะฉะนั้นคำตอบว่า ‘ไม่มี’ คือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่อยากตอบ ป้องกันเรื่องยุ่งยากที่จะตามมา ไม่แน่ว่าหากพ้นวันนี้ไปพระองค์ก็ลืมหม่อมฉันแล้ว”

‘ถูกเผง!’ วั่งซูที่ซ่อนตัวอยู่แทบอยากจะปรบมือให้นาง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่เวลามาประทับใจ

คำตอบของนางสร้างความประหลาดใจให้กับเซี่ยชินอ๋องจนเผลอคลายเกราะป้องกันออกขั้นหนึ่ง แม้แต่แขนที่กอดอกเอาไว้ ยังคลายออกเปลี่ยนเป็นยืนไพล่หลังแทน สองเท้าของเขาก้าวเข้าหานางหนึ่งก้าว ระยะทางระหว่างทั้งสองร่นเข้ามาแต่ก็ยังห่างอยู่ดี

“เหตุใดถึงอยากร่วมเตียงกับเราให้ได้”

“ท่านอ๋องรูปงาม… รูปร่างก็ดีเพคะ หม่อมฉันชอบพระองค์” จะให้บอกได้อย่างไรว่าอยากได้แค่น้ำเชื้อจากกระปู๋เลี่ยมทองของท่านต่างหากเล่า!

“ข้าจะจำเอาไว้” เซี่ยชินอ๋องมองนางด้วยสายตายั่วยิ้ม ตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วที่เขาค่อยไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด ถ้อยคำแปลกประหลาด แต่ถึงแม้ฟังเข้าใจเพียงเจ็ดในสิบส่วน ที่เหลือก็พอที่จะเดาความหมายได้

‘สตรีทุกคนต่างก็ชอบท่านอ๋องของเขาทั้งนั้น’ วั่งซูแค่นเสียงอยู่ในใจด้วยความเหยียดหยาม มองนางด้วยสายตารังเกียจ

“หากข้ายอมร่วมเตียงกับเจ้า เจ้าจะทำอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนข้า?”

“จะให้ทำเช่นไรหม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ ขอเพียงทำให้พระองค์พอพระทัย”

“ข้าจะเก็บไปคิดดูก็แล้วกัน” พูดจบก็หมุนตัวจากไปอย่างไม่คิดจะหันกลับมามองอีก

‘สุดท้ายเขาก็ยังไปอยู่ดี แต่แค่นี้นางไม่ยอมแพ้หรอกน่า!’

“หม่อมฉันจะร่วมเตียงกับพระองค์ให้ได้เพคะ!” ประโยคสุดท้ายที่แสนไร้ยางอายของนางทำเอาอ๋องหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

พอคล้อยหลังมาได้ไม่นานสีหน้ารื่นเริงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เซี่ยชินอ๋องก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ คล้ายกับสนทนากับผู้อื่น

“มีเรื่องอะไร?” พอได้ยินคำนี้ วั่งซูที่แอบซ่อนตัวมานานเผยตัวออกมาจากที่ซ่อนทันที

“มีใครบางคนในเรือนหลังติดสินบนคนครัวให้ลอบวางยาพระองค์พ่ะย่ะค่ะ พวกองครักษ์พบปิ่นปักผมล้ำค่าของสตรีตอนที่สุ่มตรวจค้นสัมภาระของพ่อครัว”

“เป็นผู้ใด?”

“กำลังสืบอยู่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสั่งคนของเราตามจับตาดูเหล่าอนุพวกนั้นเอาไว้แล้ว หากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะรู้ได้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่าปล่อยให้เรื่องมันบานปลาย เร่งจัดการให้ดี”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” วั่งซูหายตัวไปท่ามกลางความมืด

หลิวกงกงถึงกับฉงน เขาเพิ่งจะหย่อนก้นลงนั่ง ตั้งใจจะพักยาว ๆ แต่ตูดยังไม่ทันร้อนนายเหนือหัวก็ออกมาแล้วจึงแทบจะกระเด้งตัวขึ้นมาทันที

“เหตุใดถึงเสด็จออกมาเร็วเช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ? อนุนางนั้นงดงามไม่ถูกใจพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อนึกสตรีนางนั้น มุมปากผู้สูงศักดิ์พลันหยัดยกทำมุมสูงขึ้นอีกครั้ง ยิ่งได้เห็นว่านางตั้งใจจะร่วมเตียงกับเขามากแค่ไหน เซี่ยจิ่งสิงก็อยากจะหัวเราะออกมา ‘พิลึกคน’

“นับว่างดงาม แต่ข้ากอดนางไม่ลง”

“?” หลิวกงกงได้แต่ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ หงอี้นับว่างดงามที่สุดในบรรดาอนุชายาที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้ จึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปดูนางเสียหน่อย ก่อนจะก้มหน้าก้มตาจดบันทึกสติใหม่จากอนุชายาผู้นี้ จากที่เขียนว่าหนึ่งเค่อ ขีดฆ่าเป็นหนึ่งจิบชา…

อีกด้านหนึ่ง หงอี้กลับห้องไปร้องไห้โหยหวนน้ำตานองหน้า “นางทำคืนแรกอันแสนสำคัญพลาดเสียแล้ว! กระปู๋ทองคำหายไปแล้ว”

หากไม่รีบแก้สถานการณ์ ชีวิตหลังจากนี้ลำบากแน่!


เข้าถ้ำเสือแล้วลงยาก

ข่าวลือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว หลิวกงกงมาหาหงอี้แต่เช้าก็พบว่าระหว่างทาง ทั่วทุกแห่งหนเต็มไปด้วยเรื่องซุบซิบนินทา

“ได้ยินหรือไม่.. ท่านอ๋องปฏิเสธการร่วมหลับนอนกับอนุที่เพิ่งเข้ามาใหม่ผู้นั้น”

“ช่างน่าเวทนายิ่งนัก”

ทันใดนั้นคนน่าเวทนาที่ว่าก็วิ่งพรวดออกมาจากห้อง ทำเอาผู้ที่กำลังจับกลุ่มนินทาถึงกับสะดุ้งแตกฮือ

หงอี้เองก็รู้ว่าตนเองตกเป็นเป้านินทาว่าร้าย แต่นางหาได้สนใจไม่ เพราะเช้านี้นางมีเรื่องที่ต้องทำเพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเอง

หญิงสาววิ่งผ่านหน้าหลิวกงกงที่กำลังอ้าปากค้าง ไปหยุดฝีเท้าที่กลุ่มคนที่กำลังนินทา เอ่ยประโยคดึงความสนใจพวกนางจนลืมเรื่องที่นางโดนเมินไปชั่วคราว

“พวกเจ้ายังทำใจเย็นกันอยู่ได้อย่างไร” หงอี้ แววตาหลุกหลิกกวาดมองไปรอบตัว ป้องปากกระซิบเสียงเบาเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องลี้ลับ

“พวกข้าต้องเดือดร้อนอะไรหรือ?” อนุหลายคนขมวดคิ้วหันไปมองหน้ากัน

“เมื่อคืนท่านอ๋องไม่ยอมร่วมเตียงกับข้า พวกเจ้าก็รู้กันนี่?” เหล่าอนุพยักหน้า บางคนขบขัน หัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า

“เจ้าดูข้าสิ ทั้งสวยทั้งหุ่นดีเช่นนี้แล้วจะมีบุรุษใดเมินข้าได้อีกหรือ?” เมื่อมองคนพูดอย่างจริงจังก็พบว่าหงอี้ทั้งงามและหุ่นดีกว่าพวกนางที่อยู่มาก่อนหน้านี้ทุกคน

“เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่?”

“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?” หงอี้ทำท่าป้องปากกระซิบก่อนเอ่ยต่อ “ก็เมื่อคืนไม่ใช่ว่าไม่อยาก! แต่ท่านอ๋องของพวกเจ้าน่ะ…” นางทำนิ้วตั้งตรงขึ้นมาหนึ่งนิ้ว ก่อนจะทำให้มันหดลงไปราวกับฝ่อ

“เอ๊ะ!!!” สีหน้าแตกตื่นปรากฎบนใบหน้าของเหล่าอนุทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น หงอี้พูดด้วยสีหน้าจริงจังจนแม้แต่หลิวกงกงยังเกือบจะเชื่อนางไปด้วย

“นั่นเจ้าจะไปไหน?”

“ไปต้มน้ำแกงบำรุงร่างกาย!” กว่าคนอื่น ๆ จะสำนึกได้ว่าตนเองก็ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการเอาอกเอาใจเจ้าชีวิต หงอี้ก็วิ่งหายลับไปแล้ว

หลังจากนั้นข่าวลือเรื่องใหม่ที่น่าสนใจกว่าแพร่กระจายกลบเรื่องเก่าไปอย่างรวดเร็ว

หลิวกงกงได้แต่ต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานผู้เป็นนาย

“ข้าไม่ยอมร่วมเตียงกับนาง นางเลยป่าวประกาศว่าข้านกเขาไม่ขันอย่างนั้นหรือ?!”

เซี่ยจิ่งสิงรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะระเบิดอารมณ์เข้าไปทุกที มากกว่านี้คงไม่อาจรักษาความสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ได้

“แต่ท่านอ๋อง… หากเมื่อคืนนี้ท่านไม่ได้เป็นอย่างที่นางว่า เหตุใดถึงไม่ยอมร่วมหอกับนางเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เขาได้รับคำสั่งมาจากไทเฮาให้เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ อีกทั้งฮ่องเต้ยังขยันส่งคนมาติดตามผล ข้ารับใช้อย่างเขาเองก็ไม่รู้จะตอบผู้สูงศักดิ์ทั้งสองอย่างไร

เมื่อเช้าก็ได้แต่ตอบไปตามความจริง ว่าเมื่อคืนทั้งสองไม่ได้ร่วมหอกัน นี่ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองพระองค์ทราบเรื่องแล้วจะทรงมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้เช่นไร

“เหตุใดทั้งเสด็จแม่และเสด็จพี่ดูเหมือนจะสนใจเรื่องในเรือนของข้าเหลือเกิน”

หลิวกงกงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “คงเป็นเรื่องผู้สืบเชื้อสายที่มีอยู่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”

ตอนแรกเขาก็คิดเช่นนั้น ทั้งสองพระองค์เป็นห่วงเรื่องที่เขาไม่สนใจอิสตรี อีกทั้งเชื้อสายของราชวงศ์ก็น้อยแสนน้อย แต่ตอนนี้เองที่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรที่มากกว่านั้น มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

หนึ่งชั่วยามต่อมา หญิงสาวมาโผล่ที่หน้าตำหนักของเซี่ยชินอ๋องพร้อมกับโถใส่น้ำแกงบำรุงกำลังที่ลงมือทำด้วยตัวเอง อ๋องวั่งซูออกมารับหน้า หงอี้ฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรให้กับวั่งซูที่ กำลังทำหน้าเหมือนหมีโกรธเพราะโดนแย่งอาหาร

“ท่านองครักษ์ รบกวนท่านช่วยไปแจ้งท่านอ๋องของท่านได้หรือไม่ว่าข้าต้มน้ำแกงบำรุงกำลังมาให้”

“ให้เจ้าเข้าเฝ้าไม่ได้หรอก น้ำแกงนั่นฝากข้ามาก็ได้” วั่งซูตั้งใจว่าจะแกล้งรับไปแล้วแอบเททิ้ง

“ไม่ได้หรอก! ข้าต้องดูให้เห็นกับตาว่าพระองค์ดื่มไปแล้วจริง ๆ ไม่ได้เอาไปเททิ้ง!”

นางรู้อยู่แล้วว่าน้ำแกงโถนี้จะไม่ถึงมือเขาแน่นอน แต่จุดประสงค์ที่นางมาไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะนางจะสร้างเรื่องกดดันให้เขายอมร่วมหอกับนางให้ได้

“กลับไปเสียเถอะ ท่านอ๋องไม่ยอมให้เจ้าเข้าพบหรอก ถ้าเจ้าไม่ฝากมา ข้าก็จะไปแล้ว” หงอี้เหลือบไปเห็นหน้าต่างห้องอยู่ไม่ไกล จึงจงใจพูดด้วยเสียงอันดังว่า

“เช่นนั้นข้าคงต้องฝากท่านไปอย่างไม่มีทางเลือก รบกวนท่านช่วยกำชับท่านอ๋องให้ข้าด้วย น้ำแกงโถนี้คือตังถั่งเช่า ถือเป็น เป็นสุดยอดสมุนไพรไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย

“ไว…อะ อะไรนะ?” วั่งซูถูกความสงสัยเข้าครอบงำตังถั่งเช่าเขารู้จักแต่ไวอะไรสักอย่างนั่น… ไม่เคยได้ยินมาก่อน มัวแต่งงจนทำเอาลืมไปว่าต้องหยุดไม่ให้นางเจื้อยแจ้วพูดต่อ

หงอี้พล่ามสรรพคุณออกมายาวเหยียด อีกทั้งยังจงใจพูดด้วยเสียงอันดังกว่าเดิมจนไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่แถวนั้นล้วนได้ยินกันทุกคน ตบท้ายด้วยการแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเขา

“ไวอากร้าเจ้าค่ะ มันมีสรรพคุณ ช่วยรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศและช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศ ช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ดีเจ้าค่ะ”

คราวนี้องครักษ์หนุ่มถึงกับสีหน้าแข็งค้างเสียจริต

ขณะนั้นในห้อง เซี่ยชินอ๋องถึงกับสีหน้าเขียวคล้ำจนดูไม่ได้ หลิวกงกงที่อยู่ด้านข้างกลั้นขำจนหน้าเบี้ยว ข้ารับใช้รวมถึงองครักษ์คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกัน ระหว่างนั้นเสียงของหงอี้ก็ยังคงดังต่อเนื่อง

“พระองค์ยังหนุ่มยังแน่น ท่านต้องย้ำให้พระองค์เร่งแก้ไขนะเจ้าคะ นกเขาไม่ขันไม่ใช่เรื่องน่าอาย พระองค์แค่ป่วยเท่านั้น แค่รักษาตัวอย่างดีก็น่าจะหายแล้ว ถึงตอนนั้นข้ายินดีให้พระองค์แก้ตัว” พูดจบก็ทำหน้าเขินอาย

‘เมื่อไหร่เขาจะโผล่หน้าหล่อ ๆ ออกมาให้ข้าเห็นกันนะ’

‘ไร้ยางอาย! กลางวันแสก ๆ มาชวนบุรุษหลับนอน’ วั่งซูโมโหจนหน้าบูดเบี้ยว

ขณะที่เซี่ยชินอ๋องรู้สึกว่าทนฟังไม่ได้อีกต่อไป อ๋องหนุ่มตวัดสายตามองหลิวกงกงอย่างหมดความอดทน แค่นเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะลอดไรฟัน

“หาอะไรไปอุดปากของนางที!”

ระหว่างที่กำลังคิดว่าอยากจะตีคนให้ตาย ก็ได้ยินเสียงว่ามีอีกคนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

ที่ด้านหน้าตำหนัก หลิวกงกงออกมาเห็นอนุจูเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับน้ำแกงอีกโถหนึ่งเข้าพอดี

ผู้มาใหม่มองมาที่หงอี้ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

“มาเอะอะอะไรตรงนี้ไร้มารยาทเสียจริง?”

“เจ้าก็ทำน้ำแกงมาเหมือนกันหรือ?” หงอี้ทำจมูกฟุดฟิด แววตาสอดส่ายอยากรู้อยากเห็น อนุจูเบี่ยงเอาตัวบังโถน้ำแกงเอาไว้อย่างหวงแหน

“เสียมารยาท! นี่ของท่านอ๋อง”

“ข้าไม่ได้อยากกินของเจ้าเสียหน่อย”

หลิวกงกงทำสีหน้าเบื่อหน่าย กลัวพวกนางมาทะเลาะกันตรงนี้จะเป็นเรื่องเอาได้

“เอาล่ะ ข้าจะรับเอาไว้ทั้งคู่ก็แล้วกัน รบกวนท่านทั้งสองกลับไปก่อน” ระหว่างนั้นมีคนเข้ามาตรวจยาพิษ เข็มที่จิ้มลงไปในโถทั้งสองไม่เปลี่ยนสี ระหว่างนั้นหงอี้เหลือบเห็นน้ำมันที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำแกง

“นั่นอะไรน่ะ”

อนุจูชูคอจีบปากจีบคอพูดอย่างภาคภูมิใจ ราวกับรอให้มีคนถามมานานแล้ว

“ย่อมเป็นของดี… มันคือน้ำแกงไก่ตุ๋นน้ำมันเมล็ดฝ้าย”

“น้ำมันเมล็ดฝ้าย?!” ทันใดนั้น โดยไม่ทันที่ผู้ใดจะคาดคิด หงอี้แย่งโถน้ำแกงของอนุจูจากขันทีมาเหวี่ยงลงพื้นจนแตกกระจาย

เพล้ง!

น้ำแกงล้ำค่าหกนองทั่วพื้นปะปนอยู่กับเศษโถกระเบื้อง

“สตรีป่าเถื่อน! เจ้าทำบ้าอะไร?” อนุจูแผดเสียงด้วยความเกรี้ยวกราด กิริยาเรียบร้อยที่พกมาหล่นหายไปเรียบร้อยแล้ว

“ข้าพยายามแทบตายเพื่อจะทำให้เขาปึ๋งปั๋ง แต่เจ้ากลับมาทำให้เสียเรื่อง! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” เป็นอีกครั้งที่เซี่ยชินอ๋องถึงกับนิ่วหน้าเพราะคำพูดแสลงหูของนาง

หงอี้ทำท่าจะกระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย วั่งซูเห็นท่าไม่ดีจนต้องกระโจนเข้ามาขวางระหว่างทั้งสอง

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”

“เจ้าไม่รู้หรือว่าน้ำมันเมล็ดฝ้ายจะทำให้ท่านอ๋องเป็นหมัน?”

“!!!” คราวนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ยินต่างตกใจกันไม่น้อย อนุที่ลอบติดต่อกับพ่อครัวที่พวกเขาตามหาตัวมาตั้งนาน มาถูกเปิดโปงเอาง่าย ๆ ก็ตอนนี้ แม้จะโล่งใจที่ไม่ใช่ยาพิษ แต่การวางยาท่านอ๋องก็ถือว่ามีความผิด

“ขะ.. ข้าไม่รู้เรื่อง! เจ้าใส่ความข้า!”

ไม่ว่าส่งใครออกมาดูก็ล้มเหลว จนท้ายที่สุดเจ้าของตำหนักก็ทนไม่ไหว ต้องออกมาดูสถานการณ์ด้านนอกด้วยตัวเองในที่สุด

หงอี้เห็นใบหน้าหล่อเหลาสมใจก็ฉีกยิ้มออกมาจนหน้าบาน แย่งโถน้ำแกงเอามาถือไว้อย่างกลัวว่าเขาจะเอาความ ตามนิยายหลักบรรยายเอาไว้ว่าเขาเป็นคนฉลาดมาก

หงอี้จึงกลัวว่าเขาจะรู้เจตนาที่แท้จริงของนาง จึงพยายามฉีกยิ้มประจบหวังเอาใจ เรียกเขาด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย

“ท่านอ๋องมาแล้ว”

เซี่ยชินอ๋องมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับคิดไปอีกทาง ‘เห็นข้าแล้วดีใจขนาดนั้นเชียว? เจ้ารอก่อนข้าจะจัดการเจ้าทีหลัง’

อนุจูเห็นเซี่ยชินอ๋องออกมาก็ถึงกับขาอ่อน ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น “หม่อมฉันหาได้มีเจตนาเช่นนั้นนะเพคะ”

“มีเจตนาหรือไม่… จับเจ้าไปทรมานก็รู้แล้ว”

ใบหน้างามของอนุจูถึงกับแข็งค้างในบัดดล

“หลิวกงกง…”

นางหันไปขอความช่วยเหลือจาก หลิวกงกงที่ได้แต่ส่ายหน้าก่อนส่งสัญญาณให้คนพาตัวไป

“ไม่ว่าท่านจะประสงค์ดีหรือร้าย แต่การที่บงการให้คนมายุ่งกับอาหารของท่านอ๋องถือว่ามีความผิด”

“เช่นนั้นแล้วนางเล่า?! นางเองก็ยกน้ำแกงมาให้ท่านอ๋องเช่นกันไม่ใช่หรือ?” อนุจูทำท่าเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่คนตอบคำถามกลับเป็นเซี่ยชินอ๋อง

“สำหรับนางถือว่ามีเจตนาอื่น ดังนั้นข้าจะดื่มน้ำแกงนั่นหรือไม่ล้วนไม่มีผล เพราะนางได้บรรลุสิ่งที่ต้องการแล้ว ข้าพูดถูกใช่หรือไม่? หงอี้…”

เข้าถ้ำเสือแล้วลงยาก 2

“สำหรับนางถือว่ามีเจตนาอื่น ดังนั้นข้าจะดื่มน้ำแกงนั่นหรือไม่ล้วนไม่มีผล เพราะนางได้บรรลุสิ่งที่ต้องการแล้ว ข้าพูดถูกใช่หรือไม่? หงอี้…”

หลายคนที่อยู่ตรงนั้นต่างไม่เข้าใจสิ่งที่นายเหนือหัวกล่าวออกมา มีเพียงหงอี้ที่เหงื่อออกเต็มแผ่นหลังที่ถูกจับได้ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา

‘ต้องรีบเผ่นก่อนที่เขาจะเอาเรื่อง!’

“ถะ.. ถ้าพระองค์ไม่ประสงค์ดื่มก็ไม่เป็นไรเพคะ อยู่รบกวนนานแล้ว หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ” ก้าวออกไปได้ไม่เท่าไหร่ คอเสื้อก็ถูกเขากระชากกลับมา

“ส่งนั่นมา!”

“?” หงอี้มีสีหน้างุนงง

“เจ้าทำมาให้ข้าไม่ใช่หรือ?” โถน้ำแกงถูกแย่งไปจากมือ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำดังข้างหูอย่างคาดโทษ

“เพราะมีธุระที่ต้องไปจัดการ ตอนนี้ข้าจำต้องปล่อยเจ้าไปก่อน คืนนี้เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี!” เซี่ยชินอ๋องถลึงตาใส่ใบหน้ายิ้มแหยของนาง

นางอยากให้เขามาหาใจแทบขาด แต่แค่อยากจะชวนมาดูเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้ให้เขามาเอาเรื่องนางเสียหน่อย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรคืนนี้ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์โมโหให้เป็นอารมณ์อย่างอื่นให้ได้

พอตัวก่อเรื่องหายไปหมด พื้นที่หน้าตำหนักก็กลับมาเงียบสงบราวกับป่าช้าเช่นเดิม เซี่ยชินอ๋องได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจก่อนเดินกลับเข้าห้องทำงาน

วั่งซูถึงกับเอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ได้ “ท่านอ๋องจะทรงดื่มน้ำแกงนั่นจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าตรวจพิษแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ปัญหาคืออะไร?”

“ท่านอ๋องลืมจุดประสงค์ที่นางต้มน้ำแกงมาให้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” วั่งซูเคยคิดว่าตัวเขาเข้าใจผู้เป็นนายมากที่สุดแล้ว แต่พอเห็นมือของผู้เป็นนายกำลังใช้ช้อนคนน้ำแกงในชาม ส่อเจตนาว่าจะดื่มมันเข้าไป

“อุ่นสักหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” หลิวกงกงสาวเท้าก้าวเข้ามาปรนนิบัติ แต่ผู้สูงศักดิ์กลับยกมือห้ามเอาไว้ เซี่ยชินอ๋องมองน้ำแกงในมือด้วยแววตาเยียบเย็น

สองคนสนิทได้แต่ลอบกลืนน้ำลายตามผู้เป็นนาย พอชิมเข้าไปก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารสชาติไม่เลว กลิ่นหอมของสมุนไพรที่ยังเหลือติดปลายลิ้นทำให้อยากลิ้มลองมันต่อ

กว่าจะรู้ตัวน้ำแกงหม้อโตก็ถูกเขาดื่มจนหมด

‘อย่างน้อยเรื่องเช่นนี้นางก็ตั้งใจทำ’

ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำพูดของสตรีไร้ยางอาย

‘หม่อมฉันชอบท่านอ๋องนี่เพคะ’ ถ้อยคำตรงไปตรงมาเสียเหลือเกิน มีคนบอกชอบเขาเป็นร้อยเป็นพัน แต่น่าแปลกที่เขากลับจำได้แต่คำของนาง

พอเห็นว่าเซี่ยชินอ๋องซดน้ำแกงจนหมด อีกทั้งเจ้าตัวยังดูอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย หลิวกงกงจึงเปิดปากเสนอความเห็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ทูลท่านอ๋อง… เรื่องที่เกิดในวันนี้สิ่งที่อนุหลี่ผู้นั้นกล่าวออกมานั้นไม่อาจมองข้ามได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“นํ้ามันเมล็ดฝ้าย ตรวจไม่พบพิษ แต่มีฤทธิ์ทำให้พระองค์เป็นหมันนั้นเป็นเรื่องจริง กระหม่อมยืนยันกับหมอหลวงไป๋ไปเรียบร้อยแล้ว”

ใบหน้าหล่อเหลาพลันขมวดคิ้วมุ่น “ทำให้ข้าเป็นหมันแล้วจะได้ประโยชน์อะไร?”

“ตอนนี้ความเป็นไปได้มีสองอย่าง หนึ่งคือความบังเอิญ อนุจูติดสินบนคนครัวก็เพื่ออยากจะเอาพระทัยท่านอ๋องจริง ๆ หาได้มีเจตนาแอบแฝง สองคือไม่อยากให้พระองค์มีทายาท”

“อนุพวกนั้นล้วนแต่อยากมีบุตรกับข้าทั้งนั้น นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใด?”

คิดอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ แต่ก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งยังสามารถกำจัดคนละโมบโลภมากไปได้หนึ่งคน หลิวกงกงส่งคนไปรายงานเรื่องนี้กับผู้มีอำนาจทั้งสอง พอฮ่องเต้รู้เข้าก็ทรงพิโรธอย่างมาก จนไทเฮาต้องกล่าวเตือนเอาไว้

“อย่าสืบสาวเรื่องนี้หากยังไม่รู้ว่าเป็นความจงใจหรือไม่ จะเป็นการเผยไต๋ให้ศัตรูเอาได้”

วันเดียวกันนั้นยามชวี เป็นเวลาที่เหมาะแก่การตั้งสำรับอาหาร นางนึกว่าเป็นพวกขันทีที่มาเคาะประตูพอเปิดออกก็พบว่าเป็นเซี่ยชินอ๋อง

‘กระปู๋ทองคำของข้ามาแล้ว’

“ท่านอ๋อง” นางดีใจจนโผไปเกาะแขนเขาเอาไว้อย่างต้องการประจบ หลิวกงกงทนดูไม่ได้จึงหันไปเอ็ดนาง

“เดี๋ยวเถอะแม่นางหงอี้ ท่านสมควรต้องทำความเคารพท่านอ๋องก่อนนะขอรับ”

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันดีใจไปหน่อย”

“ข้านึกว่าเจ้าจะวางยาปลุกกำหนัดข้าเสียอีก”

“หม่อมฉันบอกแล้วว่านั่นเป็นสมุนไพร ถ้าวางยาปลุกกำหนัดแล้วพระองค์เกิดหน้ามืด เข้าห้องผู้อื่นหม่อมฉันก็เดือดร้อนสิเพคะ”

“เหลวไหลใหญ่แล้ว…” เซี่ยจิ่งสิงคลี่ยิ้มเย็น “เพราะเจ้ารู้ว่าหากทำเช่นนั้นต่อให้ได้ร่วมเตียงกับข้า แต่ก็ไม่อาจมีชีวิตรอดจนถึงตอนตั้งครรภ์”

‘นางเดาใจเขาถูกเผง!’

แม้ใบหน้าของหงอี้จะยิ้มแย้มแต่กลับดูแข็งค้าง เหงื่อเย็นที่แผ่นหลังมาไหลรวมตัวลงร่องก้นหมดแล้ว เขาผู้นี้ทั้งฉลาดและน่ากลัวจริง ๆ หากนางไม่ได้อ่านนิยายมาก่อนบ้างก็คงเดินพลาดเหมือนอนุจู

“เป็นอะไรไป? เกิดกลัวขึ้นมาแล้วหรือ?”

จริง ๆ แล้วเขาต้องถูกวางยาไปก่อนแล้ว แต่นางช่วยเขาเอาไว้ ตั้งใจจะใช้เรื่องนี้เป็นความดีความชอบ หาโอกาสสร้างความรู้สึกดี ๆ ชดเชยคืนแรกที่เสียไป

“หม่อมฉันทำดี สมควรต้องได้รับรางวัลใช่หรือไม่เพคะ เช่นนั้นรางวัลก็คือ…” หงอี้ใช้นิ้วมือไปแหวกสาบเสื้อของเขา แต่สิ่งที่ได้คือการโดนดีดหน้าผาก มือข้างนั้นของนางจึงจำต้องหดกลับไป หญิงสาวได้แต่หน้าผากเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด

“เจ้าอย่าใจร้อนสิ ข้าอยากอาบน้ำ”

หลิวกงกงสาวเท้าเข้ามาทันที “น้ำร้อนเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เกิดความเงียบชั่วขณะ หลิวกงกงมองหงอี้ที่ไม่ค่อยรู้ความ จึงได้แต่กระซิบบอกด้วยความอ่อนใจ

“แม่นางหงอี้ ท่านอ๋องอยากอาบน้ำ”

“?”

“ท่านต้องช่วยปรนนิบัติขอรับ” หลิวกงกงพูดขั้นตอนต่าง ๆ ออกมารวดเดียวจนหมด ไม่ได้มีอะไรยากและซับซ้อนถึงเพียงนั้น แต่หงอี้กลับคิดว่าผู้ชายโบราณนี่ก็เหมือนผู้ป่วยติดเตียงดี ๆ นี่เอง จะอาบน้ำทั้งทียังต้องวุ่นวายคนอื่น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือนางจะได้เห็นคนหล่อเปลือยล่อนจ้อนแล้ว!

“อ้อ! เป็นเช่นนี้นี่เอง” ท่ากำปั้นทุบฝ่ามือเหมือนสำนึกได้ว่าตนต้องทำอะไร ต่อมาเปลี่ยนเป็นกะลิ้มกะเหลี่ยทำตัวเหมือนเสี่ยวเอ้อตามโรงน้ำชาทำเอาอ๋องหนุ่มหลุดขำ

“มา! ท่านอ๋องของหม่อมฉัน! ข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง”

หลิวกงกงอ้าปากกำลังจะว่ากล่าว แต่กลับโดนร่างสูงห้ามเอาไว้เสียก่อน จนต้องล่าถอยออกไปสมทบกับวั่งซู

“ข้าไม่เข้าใจท่านอ๋องเลยจริง ๆ หลงเสน่ห์นางแล้วหรืออย่างไร?” วั่งซูทำหน้าเหมือนคนหัวอกเดียวกัน

“ครั้งนี้ข้าก็เดาใจท่านอ๋องไม่ออกเช่นกัน แต่เรื่องที่พระองค์ถูกหงอี้ดึงดูดความสนใจเอาไว้ได้เป็นเรื่องจริง”

“นั่นสิ! ตั้งแต่เล็กจนโตข้ายังไม่เคยเห็นท่านอ๋องเสวนากับสตรีใดเกินสามประโยคด้วยซ้ำ นี่ถึงขนาดจำชื่อนางได้ด้วย หากไม่เพราะประทับใจอย่างมากก็คงเป็นเพราะตกใจจนลืมไม่ลง”

หลิวกงกงได้รับคำบอกเล่าจากวั่งซูมาก่อนหน้านี้แล้วถึงวีรกรรมไม่สำรวมของหงอี้ ขันทีวัยกลางคนได้แต่ส่ายหน้าปลดปลง

ระหว่างที่สองข้ารับใช้กำลังสุมหัวปลอบใจให้กัน สองคนในห้องน้ำกลับกำลังร้อนระอุ

ทั้งมือและสายตาของหงอี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลยตั้งแต่อีกฝ่ายถอดผ้าคาดเอวของเขาออก แม้แต่เขาที่เป็นบุรุษที่เปลือยกายต่อหน้าสตรีหลายครั้งแล้วก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่อสตรีผู้นี้

หงอี้รู้สึกเจิดจ้าบาดตาจนต้องยกสองมือปิดหน้าแดง ๆ ของตนเอาไว้เมื่อแก้ผ้าเขาออกจนเกือบเปลือย “คนเป็นบัณฑิตเหตุใดถึงมีของแบบนั้นติดตัวได้กันเพคะ”

“เกิดกลัวขึ้นมาแล้วหรือ?”

แค่ถูกสายตาร้อนแรงของนางจับจ้องเขาถึงกับรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว พอก้มลงมองก็พบว่าส่วนนั้นของเขาเริ่มมีปฏิกิริยาบ้างแล้ว

วันนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาทำเรื่องเช่นนี้ด้วยซ้ำ แต่กลับถูกนางทำจนร้อนรุ่มได้ หญิงสาวเปลื้องผ้าให้เขา มือนางซุกซนไปทั่วอย่างอุกอาจแต่สีหน้าทำเป็นเป็นกล้า ๆ กลัว ๆ

เซี่ยจิ่งสิงมองหงอี้อย่างพินิจพิจารณาเป็นครั้งแรก จมูกโด่งคิ้วเรียวดั่งคันศร ดวงตาดอกท้องดงามประดับแพขนตาทั้งหนาและยาว ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูอ่อนชวนให้ผู้คนที่มองเกิดความคิดอยากลิ้มลอง

หากไม่พูดวาจาไร้ยางอายออกมาแล้ว นางนับเป็นสตรีที่งดงามมากจริง ๆ

มาบัดนี้ใบหน้างามล่มเมืองนั้นแดงก่ำ ดวงตาคู่งามเคลือบไปด้วยหยาดน้ำคล้ายลูกแก้วโปร่งใส มุมปากยกยิ้มเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นถูกใจ น่ามองจนไม่อาจละสายตา

เวลาที่อยากจะสัมผัสร่างกายของเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นของนางจะสบตาเขาก่อนราวกับเป็นการขออนุญาต แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำหญิงสาวก็จับไปทั่ว นางเอาที่ไหนมาเข้าใจว่าเขายอมให้ทำกัน!?

หญิงสาวเหมือนเด็กซุกซนที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางสัมผัสลูบไล้แผงอก บีบจับสัมผัสไปทั่วมัดกล้ามแข็งตึงแน่นที่ต้นแขน

มือของนางเริ่มเลื่อนลงต่ำเรื่อย ๆ อย่างส่อเจตนา จนลมหายใจเขาเริ่มติดขัด มือเล็กสร้างความปั่นป่วนให้เขาอย่างคาดไม่ถึง จนมีอยู่ชั่ววูบหนึ่งที่เขาสมองว่างเปล่า เคลิบเคลิ้มจนเกือบปล่อยตัวปล่อยใจ

มือของนางกำลังจะถึงส่วนอ่อนไหวกลางลำตัวอยู่แล้ว แต่โชคดียังเป็นของเขาที่นางยังคงเปล่งวาจาไร้ยางอายเช่นเดิม วาจานั้นกระชากเขาให้หลุดจากอารมณ์วาบหวาม

“ขอหม่อมฉันเถิดเพคะ ขอสักครั้งแล้วจะไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณ หม่อมฉันสัญญาว่าจะทำอย่างอ่อนโยน”

“!!!” เซี่ยชินอ๋องคว้าผ้ามาคลุมร่าง เหวี่ยงผ้าเช็ดตัวคลุมหัวนางเอาไว้แล้วเบี่ยงร่างกายหนีออกจากมือคู่นั้น

เทพเซียนที่อยู่ตรงหน้าจนถึงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนา ทำเอาหงอี้รู้สึกเหมือนถูกเตะตกจากสวรรค์ชั้นฟ้า พอหันไปอีกทีเซี่ยชินอ๋องก็ลงน้ำไปแล้ว จึงได้แต่บ่นพึมพำด้วยความหัวเสีย

“ไม่ให้ทำแล้วจะมาอ่อยทำไมกัน? เห็น ๆ อยู่ว่าท่านก็มีอารมณ์แท้ ๆ ท่านอ๋องคนใจแคบ! งกกระทั่งน้ำกาม จะถือว่าทำบุญให้ทานโปรดลูกนกลูกกาให้ชื่นฉ่ำใจสักครั้งก็หามีไม่”

ในอ่างน้ำใหญ่ เซี่ยชินอ๋องหวังว่าจะได้สงบสติอารมณ์เสียหน่อยก็ต้องมาได้ยินคำพูดไร้ยางอายของนางบ่นจนอยากจะบ้าตาย เขาถึงกับโมโหจนหัวเราะออกมาทีเดียว

“ข้าได้ยินนะ! เข้ามาอาบน้ำให้ข้าได้แล้วเร็วเข้า” หงอี้เดินลงส้นเข้ามาเสียงดัง แต่ไม่กล้าอาละวาดมากนัก ในมือถือผ้าเช็ดตัวและชุดสำหรับเปลี่ยนนอนของเขา

ร่างบางเดินมานั่งขอบอ่างลงมืออาบน้ำล้างตัวให้เขาตามที่หลิวกงกงสอนมา คราวนี้ไม่เหลืออารมณ์วาบหวามใด ๆ อีกแล้ว เพราะนางก็โมโหเขาเช่นกันที่มาทำให้อยากแล้วจากไป

ใบหน้างามยับย่นงอง้ำ ยิ่งเห็นสายตาของเขาที่มองมานางก็ยิ่งทำหน้าตาประหลาด แต่ยิ่งทำเซี่ยชินอ๋องกลับยิ่งมองอย่างเพลิดเพลินไม่วางตา บางครั้งก็หลุดหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ

“รู้อะไรหรือไม่? เวลาที่ปากของเจ้าปิดสนิทเช่นนี้ เจ้าดูงดงามมีเสน่ห์มาก” หงอี้ย่นจมูกใส่เขา ไม่พูดไม่จาเหมือนเดิม นางคิดว่ายังไงวันนี้เขาก็คงจะแค่มานอนด้วยเฉย ๆ หรือไม่ก็คงโมโหนางจนหนีไปอย่างคราวที่แล้ว คราวนี้คงใช้แผนนกเขาไม่ขันไม่ได้เสียแล้ว เพราะเมื่อครู่นางเห็นมันผงกหัวขึ้นมาชัด ๆ เต็มสองตา

เซี่ยชินอ๋องไม่ได้ให้นางช่วยปรนนิบัติใส่เสื้อผ้า เขาคงกลัวว่าเหตุการณ์กินเต้าหู้ซึ่ง ๆ หน้าจะเกิดขึ้นอีก

มื้ออาหารค่ำ นางถูกสั่งให้นั่งร่วมโต๊ะ เห็นอาหารน่ากินบนโต๊ะต่างจากอาหารของนางยามปกติ หงอี้ก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่ทันคีบเข้าปากนางก็โดนเรียกใช้อีกแล้ว

“คีบอาหารให้ข้าหน่อย” นางจำต้องสละหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วในมือให้เขาไป

ตลอดมื้ออาหารหญิงสาวตรงหน้าเอาแต่เงียบ เซี่ยจิ่งสิงเห็นนางสนใจแต่ของกิน สตรีผู้อื่นห่วงเอาใจเขาแต่นางกลับห่วงกิน เห็นทีที่บอกว่าชอบเขาจะหาได้มีความจริงใจไม่

พออาหารหมด เขาก็เริ่มเอ่ยปากชวนนางคุยเพราะรู้สึกว่าเงียบเหงาเกินไป

“อาหารถูกปากหรือไม่? หากมีอะไรที่เจ้าอยากทานก็สั่งคนครัวของวังได้ ข้าอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ”

แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ “ไม่พอใจสิ่งใดหรือ? ถึงได้ไม่พูดจา”

“ก็ท่านอ๋องบอกว่าเวลาข้าไม่พูดดูงดงามมีเสน่ห์นี่เพคะ หม่อมฉันก็อยากให้พระองค์เห็นด้านดี ๆ บ้าง”

“….” ไม่ง่ายเลย… ที่จะคงสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาเอาไว้ได้ ยามที่ได้อยู่กับหงอี้ผู้นี้ กล้ามเนื้อทุกมัดบนใบหน้าของเขาใช้งานมากที่สุดก็วันนี้ เซี่ยจิ่งสิงถึงกับอดยิ้มออกมาไม่ได้

“อร่อยทุกอย่างเพคะ แต่ก็มีสิ่งที่อยากกินแต่ไม่ได้กินเสียที”

“อะไรหรือ?” สายตาที่มองมาที่เขาอย่างมีความหมาย ทำเอารู้สึกผิดที่ถามนางออกไป

‘นางตั้งใจจะบอกว่าอยากกินเขาอย่างนั้นหรือ?!’

ระหว่างที่กำลังชั่งใจว่าจะสั่งให้นางหุบปากเหมือนเดิมดีหรือไม่ ก็ต้องสลัดความคิดทิ้งไปเพราะที่เขามาวันนี้ยังมีเป้าหมายอื่น

“หงอี้”

“เพคะ?”

“ดื่มสุรากับข้าหน่อย” อ๋องหนุ่มยกขวดกระเบื้องทำท่าจะรินเหล้าให้นาง หงอี้จำต้องเร่งควานหาจอกมารองรับเกียรตินี้

นางมองจอกเหล้าในมือแล้วกลั้นใจดื่มลงไปทั้งหมด รสชาติหวานหอมอวบอยู่ในปาก แต่ฤทธิ์ร้อนแรงสำแดงอยู่ในช่องท้อง บ่งบอกว่าสุราจอกนี้แรงแค่ไหน

แค่จอกเดียวก็ทำเอานางเหม่อลอยได้แล้ว

บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองนางด้วยแววตายั่วยิ้ม เหล้าที่เขารินให้นางคือเหล้าเค้นสัจจะ มันสามารถทำให้คนที่ดื่มมันพูดแต่ความจริง เหมาะสำหรับเอาไว้สืบความลับเป็นที่สุด

“เพราะเจ้าช่วยทุ่นแรงข้าไปได้เยอะ ดังนั้นข้าจะเค้นถามเจ้าด้วยวิธีที่นุ่มนวลเสียหน่อยก็แล้วกัน”

“?” ระหว่างที่กำลังเหม่อลอยเพราะไม่เข้าใจคำถาม นางได้ยินเสียงดีดนิ้วขึ้นมาครั้งหนึ่งก็รู้สึกคล้ายกับว่าจะสติเลื่อนลอย สองตาได้แต่มองคนตรงหน้าอย่างเหม่อลอย

“มีเรื่องที่ข้าอยากถาม เจ้าต้องตอบข้ามาตามตรง” หงอี้ที่อยู่ในอาการเหม่อลอย โยกไหวร่างกายไปมาเล็กน้อยก่อนจะผงกหัวแทนคำตอบ

“ใครส่งเจ้ามา?”

“หม่อมฉันไม่ทราบ… รู้แต่ว่าเป็นพระราชโองการของฮ่องเต้เพคะ” เป็นคำตอบที่ไม่เหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ เพราะสตรีที่อยู่ในเรือนหลังของเขานั้น เก้าในสิบเป็นฮ่องเต้และไทเฮาที่พระราชทานมาให้ แต่สิ่งที่ทำให้นางแตกต่างจากอื่น ๆ ที่แล้ว ๆ มา ยังคงเป็นปริศนากวนใจเขาจนถึงตอนนี้ก็คือ….

“เหตุใดถึงอยากร่วมเตียงกับข้าถึงเพียงนั้น” อนุคนอื่น ๆ เพราะเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครเป็นพิเศษ ดังนั้นพวกนางก็ขอแค่อยู่อย่างสุขสบายก็พอแล้ว

“เป้าหมายของหม่อมฉันคือต้องมีลูกกับพระองค์ให้ได้เพคะ ลูกคนแรกของพระองค์ต้องเกิดกับหม่อมฉันเท่านั้น จากนั้นหม่อมฉันสาบานว่าจะไม่เสนอหน้ามาให้วุ่นวายพระทัย”

หงอี้จะไม่มีทางเดาได้เลยว่าเพราะประโยคนี้ของนางจะทำให้เส้นทางการเป็นมารดาของฮ่องเต้ของนางยากลำบากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

คำตอบของนางทำเอาร่างสูงไม่สบอารมณ์ เซี่ยจิ่งสิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความหงุดหงิดนี้มีที่มาจากที่ใด

‘ที่แท้ก็ต้องการแค่ลูก เห็นเขาเป็นพ่อพันธุ์หรืออย่างไร? คิดว่าจะทำสำเร็จได้ก็ลองดู!’

“ไหนเจ้าบอกว่าชอบข้ามาก”

“ชอบมากจริง ๆ เพคะ แต่หม่อมฉันรู้ดีว่าพระองค์ไม่คิดรักผู้ใด” พอเป็นคำตอบนี้ เซี่ยจิ่งสิงถึงกับอึ้งงัน เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนเองมีความคิดเช่นนี้

ตัวเขาไม่ปรารถนาความรัก โดยเฉพาะความรักของสตรี

“เพราะไม่มีใครสามารถทำให้ข้ารักอย่างหมดใจได้เลยต่างหากเล่า”

น่าเสียดายนักที่ประโยคนี้ของเขา ต่อให้นางได้ยินก็ไม่อาจเข้าใจความหมายเพราะกำลังตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยา

เซี่ยจิ่งสิงดีดนิ้วอีกครั้ง หงอี้ก็หลับตาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ รู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกร่างกายเบาหวิวเหมือนลอยอยู่บนอากาศ พอลืมตาก็รู้ว่านางกำลังโดนใครบางคนอุ้ม

เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดหงอี้ถึงกับสะดุ้ง ตะเกียกตะกายทำท่าจะลง

เฮือก!!!

“เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก” อ๋องหนุ่มดุนางด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก

“หม่อมฉันหลับไปหรือเพคะ?”

“ไม่คิดว่าเจ้าจะคออ่อนเช่นนี้”

“ไม่หนักหรือเพคะ”

“หนัก…..” หงอี้ย่นจมูก

“เวลาเช่นนี้ พระองค์ควรโป้ปดเสียหน่อย” ทำเอาชายหนุ่มหลุดยิ้มขำ

“เรากำลังไปที่ใดกันเพคะ?”

“เตียง….”

เมื่อคำว่าเตียงเข้าสู่สมอง หงอี้ยิ้มแฉ่ง จีบปากจีบคอทำท่าเขินอาย

“ในที่สุดก็ตัดสินใจได้แล้วสินะเพคะ”

“ข้าแค่พาเจ้าไปนอน อย่าได้คิดไกล” หญิงสาวคว้าหมับเข้าที่สาบเสื้อชุดนอนของเขา สอดมือลูบไล้อย่างอุกอาจ

“ทำอะไร?”

“ไม่รู้สึกวูบวาบบ้างหรือเพคะ”

“อย่าซน” หงอี้ย่นหน้า แต่ยังไม่ยอมแพ้

‘แหม! หวงเนื้อหวงตัวนัก พ่อหนุ่มพรหมจรรย์!’ คราวนี้นางเปลี่ยนเป็นเลียหน้าอกเขา ทำเอาเซี่ยชินอ๋องตัวแข็งทื่อก่อนจะตัดสินใจโยนนางลงไปบนเตียงอย่างไม่เบามือนัก

“โอ๊ย!” หญิงสาวน้ำตาคลอเบ้า ลูบคลำสะโพกของตนเองด้วยท่าทางน่าสงสาร

“หม่อมฉันต้องใช้ร่างกายนี้ปรนนิบัติพระองค์นะเพคะ รักหยกถนอมบุปผาสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือเพคะ” เซี่ยชินอ๋องได้แต่ส่ายหัวอย่างเอือมระอา

“เหตุใดเจ้าจึงเป็นเช่นนี้กันนะ? ข้าไม่เคยพบเห็นสตรีใดเป็นเหมือนเจ้ามาก่อน”

“สตรีพวกนั้นไม่ทันไรพระองค์ก็ทรงลืมแล้วนี่เพคะ มิสู้หม่อมฉันที่ทำให้พระองค์จดจำขึ้นใจ”

“ช่างพูดเสียจริง” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากคนช่างพูดอยู่หลายครั้ง

เซี่ยชินอ๋องเดินไปด้านนอก หงอี้ถึงกับคิดว่าคืนนี้ก็คงแห้วตามเคย แต่พอนางเห็นร่างสูงที่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกไป อีกทั้งเขายังมานั่งลงที่เตียงข้าง ๆ นาง

หญิงสาวถึงกับมีความหวังขึ้นมาทันที หญิงสาวผวาเข้าไปกอดเอวสอบของเขาเอาไว้แน่นหนา คิดว่าตีให้ตายอย่างไรคืนนี้ก็ต้องเผด็จศึกเขาให้ได้

“ไม่ต้องกอดแน่นถึงเพียงนั้น คืนนี้ข้าคิดว่าจะอยู่กับเจ้า”

“เข้าถ้ำเสือแล้วลงยากนะเพคะ” เซี่ยจิ่งสิงถึงกับผงะไป คิ้วมีดดาบขมวดมุ่น ตำราที่เขาร่ำเรียนมาไม่ใช่ประโยคเช่นนี้

“เจ้าหมายถึง ‘ขี่หลังเสือแล้วลงยาก’ หรือ ‘เข้าถ้ำเสือจึงจะได้ลูกเสือ’ กันแน่?”

“มันก็ได้เสือเหมือนกันแหละเพคะ” ชายหนุ่มถึงกับคลึงศีรษะก่อนจะหัวเราะออกมา ได้แต่นึกแปลกใจว่าคนจริงจังเช่นเขา มาสนทนาไร้สาระอยู่กับนางเป็นนานสองนานโดยไม่นึกเบื่อแม้แต่น้อยได้อย่างไร

“แม่เสืออย่างเจ้าจะทำอะไรข้าได้?” เซี่ยชินอ๋องเอียงคอมองนางด้วยความสนอกสนใจ

“พระองค์กำลังเล่นกับไฟ ทรงรู้ตัวหรือไม่เพคะ”

“อย่างนั้นหรือ” เซี่ยชินอ๋องอดอมยิ้มขำขันไปกับวาจาอวดเก่งของนางไม่ได้ ใบหน้าหล่อเหลาตรึงตาตรึงใจมากกว่าปกติหลายเท่านัก ทำเอาหงอี้อดที่จะมองเขาให้นานขึ้นกว่าเดิมไม่ได้

“เป็นอะไรไป?”

“พระองค์ยิ้มแล้วหล่อเหลามากเพคะ หม่อมฉันตัดสินใจแล้วที่จะทำให้พระองค์เป็นของหม่อมฉันให้ได้”

“ก็เอาสิ… ถ้าเจ้าทำได้นะ” คืนนี้ที่เขาตัดสินใจมาค้างที่นี่ คิดแต่เพียงว่าต้องการหยอกเย้านางสักเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้คิดจะทำเรื่องอย่างว่าแม้แต่น้อย

“ขอจูบได้ไหมเพคะ หม่อมฉันอดใจไม่ไหวแล้ว” เซี่ยจิ่งสิงไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายโน้มใบหน้าลงมาให้นาง หงอี้เกาะสาบเสื้อของเขาไว้ก่อนจะดันตัวขึ้นไปประกบจูบปากเขา

นางกระหายบางอย่างที่มากกว่านั้นแต่กลับไม่รู้ต้องทำเช่นไร จึงได้แต่ขบเม้มริมฝีปากของเขาไปทั่ว หลงใหลความนุ่มนิ่มจากริมฝีปากของเขา

สัมผัสวาบหวามที่ได้รับ ทำเอาหญิงสาวเกือบลืมสิ่งที่ต้องทำ แต่ยังดีที่กระชากสติกลับมาทัน

‘บรรยากาศสิบแปดบวกมาก!’ ในที่สุดก็มีวันนี้!

ความรู้สึกราวกับพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกได้มันเป็นเช่นนี้นี่เอง หงอี้ได้แต่หลั่งน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มอยู่ในใจ

อีกประเดี๋ยวนางคิดจะผลักเขาให้นอนหงาย จากนั้นจะล้วงตรงนั้น ขยำตรงนี้ จากนั้นค่อยกลืนเขาลงท้อง เผด็จศึกเขาให้ได้ในคืนนี้ นิยายเรื่องนี้ออกทะเลมาไกลเกินไปแล้ว!

‘เอาล่ะ…. เอ๊ะ?!’

หงอี้กำลังงง นางผลักเขานอนหงายจนสำเร็จแล้ว แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่ทำเอาใบหน้างามถึงกับนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

เมื่อมองไปตรงนั้นก็พบว่ามีลูกดอกปักลึกเข้าไปครึ่งหนึ่ง เลือดที่กลายเป็นสีดำอย่างรวดเร็วค่อย ๆ กระจายตัวออกเป็นวงกว้าง

ยังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพตรงหน้าก็ดับวูบไปทันที เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงของเหยื่อที่นางจะต้องจับกินในคืนนี้ร้องเรียกชื่อนางด้วยความตระหนก

“หงอี้!!!”

เขาว่ากันว่า ‘สวยมักนก [1] ตลกมักได้!’ ข้าทั้งสวยทั้งตลก แต่ทำไมยังนกอยู่อีกล่ะ!

[1] นก คำอุปมาอุปไมยประมาณว่า เวลาที่เราเดินเข้าไปหานก ยังไงนกก็ไม่มีทางให้เราจับตัว พวกมันจะตื่นกระหนกตกใจบินหายไปหมดก่อนที่เราจะถึงตัว จนสุดท้ายไม่ได้อะไรเลย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...