สาหร่ายโนริราคาพุ่ง ญี่ปุ่นผลิตได้น้อยสุดในรอบ 51 ปี ข้าวปั้น-อาหารหลายอย่างอาจแพงขึ้น
ญี่ปุ่นผลิตสาหร่ายโนริได้น้อยที่สุดในรอบ 51 ปี ส่งผลให้ราคาสาหร่ายหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้นราว 50% ส่วนผู้ผลิตสาหร่ายแปรรูปก็วางแผนขึ้นราคาขายปลีกสูงสุดถึง 40% น่าจะส่งผลต่อราคาข้าวปั้นและอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างที่มีสาหร่ายโนริเป็นส่วนประกอบสำคัญ
ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายอย่างแพงขึ้นด้วยหลายเหตุปัจจัย ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในหลายประเทศทั่วโลก ล่าสุดถึงคราวคนรักอาหารญี่ปุ่นเจอปัจจัยกดดันให้ราคาอาหารสูงขึ้นอีกหนึ่ง เมื่อสาหร่ายโนริราคาแพงขึ้นเพราะผลผลิตตกต่ำ
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2566 ว่า ผลผลิตสาหร่ายสีแดงที่ใช้ทำ “โนริ” ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 51 ปี ในปีการผลิต 2565 (พฤศจิกายน 2565 ถึง 15 พฤษภาคม 2566) เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย และเกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ หรือกระแสน้ำสีแดง (red tide) ในทะเลอาริอาเกะ (Ariake Sea) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสาหร่ายที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ทำให้สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงเพื่อทำโนริเติบโตได้ไม่ดี
ด้วยราคาขายหน้าฟาร์มของเกษตรกรที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับปีเก็บเกี่ยวก่อนหน้า ผู้ผลิตสาหร่ายแปรรูปชั้นนำของญี่ปุ่นจึงวางแผนที่จะขึ้นราคาขายปลีกสาหร่ายสำหรับใช้ในครัวเรือนสูงสุดถึง 40% เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ เมื่อวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในข้าวปั้นโอนิกิริและอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างมีราคาเพิ่มขึ้นสูง น่าจะสร้างภาระให้กับผู้บริโภคไม่น้อยทีเดียว
ในช่วงปีการผลิตสาหร่าย 2565 ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 ถึง 15 พฤษภาคมปีนี้ ญี่ปุ่นสามารถผลิตสาหร่ายโนริประมาณ 4,800 ล้านแผ่น ซึ่งลดลงต่ำกว่า 5,000 ล้านแผ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี อ้างอิงตามข้อมูลจากสภาส่งเสริมธุรกิจสาหร่ายแห่งสมาพันธ์ประมงแห่งชาติของญี่ปุ่น ขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศนั้นอยู่ที่ 7,500 ล้านแผ่น
ราคาขายเฉลี่ยทั่วประเทศที่สมาพันธ์สหกรณ์ประมงกำหนดร่วมกันคือ 17.24 เยน (4.27 บาท) ต่อแผ่นขนาด 19 x 21 ซ.ม. เพิ่มขึ้น 46% จากราคาในปีเก็บเกี่ยวก่อนหน้า และราคาต่อแผ่นเกิน 17 เยนเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี
ผลผลิตสาหร่ายทะเลที่ลดลงมากเป็นผลมาจากการเพาะเลี้ยงในภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ให้ผลผลิตไม่ดี เพราะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวล่าสุดเกิดกระแสน้ำสีแดงในทะเลอาริอาเกะ เนื่องจากฝนตกน้อยและอุณหภูมิของมหาสมุทรสูง ทำให้สาหร่ายเติบโตไม่ดีเพียงพอ เนื่องจากขาดสารอาหารในทะเล โดยปกติแล้วการผลิตสาหร่ายในภูมิภาคนี้คิดเป็น 60% ของการผลิตสาหร่ายทั้งหมดในญี่ปุ่น เมื่อผลผลิตในภูมิภาคนี้น้อยจึงส่งผลต่อปริมาณการผลิตภาพรวม
ในบรรดาสี่จังหวัดในภูมิภาคคิวชูที่อยู่ล้อมรอบทะเลอาริอาเกะนั้น จังหวัดซากะ (Saga) เป็นจังหวัดที่ผลิตสาหร่ายมากที่สุด และได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากผลผลิตที่ตกต่ำ ซากะผลิตสาหร่ายได้ประมาณ 900 ล้านแผ่นในปีเก็บเกี่ยว 2565 ซึ่งลดลงต่ำกว่า 1,000 ล้านแผ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี
จังหวัดซากะเคยเป็นผู้ผลิตสาหร่ายรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 19 ปีติดต่อกัน จนกระทั่งถูกจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) ในภูมิภาคคันไซแซงหน้าไปเมื่อปีที่แล้ว
ตัวแทนของสมาพันธ์สหกรณ์ประมงจังหวัดซากะกล่าวว่า “สภาพการเลี้ยงที่ย่ำแย่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย”
สภาพอากาศที่เลวร้าย นอกจากทำให้ผลผลิตสาหร่ายลดลงแล้ว สาหร่ายที่มีชีวิตรอดก็มีคุณภาพไม่ดี เนื่องจากสาหร่ายเหล่านั้นได้รับสารอาหารในน้ำไม่เพียงพอ มันจึงเติบโตขึ้นมาด้วยการดูดซับไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งทำให้มันเปลี่ยนสีเป็นสีกระดำกระด่าง
ด้วยเหตุนี้สมาพันธ์สหกรณ์ประมงจังหวัดซากะและทางจังหวัดซากะจึงตัดสินใจไม่รับรองสาหร่ายที่ผลิตในปีการผลิต 2565 ให้ใช้ผลิตภายใต้แบรนด์ “Saganori Ariake-kai Ichiban” ซึ่งเป็นแบรนด์สาหร่ายชั้นดีที่สุดของจังหวัด นับเป็นครั้งแรกที่ไม่ให้การรับรองสาหร่ายของจังหวัดนับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 2550
ราคาสาหร่ายต่อแผ่นก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานลดลง ราคาสาหร่ายที่ผลิตในจังหวัดซากะตอนนี้อยู่ที่ 18.48 เยน (4.58 บาท) ต่อแผ่น เพิ่มขึ้น 45% จากปีที่เก็บเกี่ยวครั้งก่อน ซึ่งผู้ผลิตเองก็กังวลว่าลูกค้าจะไม่ซื้อ
“เรากังวลว่าผู้บริโภคอาจหลีกเลี่ยงที่จะกินสาหร่ายทะเล เนื่องจากราคาที่สูงขึ้น” ตัวแทนของสมาพันธ์สหกรณ์ประมงจังหวัดซากะกล่าว
สาหร่ายที่เลี้ยงในจังหวัดอื่น ๆ ก็ราคาพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน อย่างราคาสาหร่ายที่ผลิตในจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) เพิ่มขึ้น 57% จากปีเก็บเกี่ยวก่อนหน้า และในจังหวัดมิยากิ (Miyagi) เพิ่มขึ้น 62%
ชิราโกะ (Shirako) ผู้ผลิตสาหร่ายแปรรูปในโตเกียววางแผนที่จะขึ้นราคาผลิตภัณฑ์สาหร่ายสำหรับใช้ในครัวเรือนมากถึง 40% ซึ่งนับเป็นการขึ้นราคาครั้งแรกของบริษัทในรอบ 4 ปี
สาหร่ายนิโกะ-นิโกะ (Nico-nico Nori) ซึ่งผลิตในโอซากาจะเพิ่มราคาสินค้าประมาณ 100 รายการ ระหว่าง 15% ถึง 30% ในขณะที่สาหร่ายของโอโมริยะ (Ohmoriya) อีกเจ้าจากโอซากาก็วางแผนจะขึ้นราคาเช่นกัน
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เซเว่น-อีเลฟเว่น (Seven-Eleven) ผู้ประกอบการเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นได้ขึ้นราคาข้าวปั้นโอนิกิริม้วนด้วยมือส่วนใหญ่ประมาณ 10 เยน โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลผลิตสาหร่ายที่ตกต่ำและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ลอว์สัน (Lawson) และแฟมิลี่มาร์ท (FamilyMart) กล่าวว่าไม่ได้วางแผนที่จะขึ้นราคาในขณะนี้ เนื่องจากพวกเขาสามารถจัดการกับราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้โดยวิธีการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงมาตรการอื่น ๆ