โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

รถยนต์ไฟฟ้า ความท้าทายธุรกิจยานยนต์ไทย ปรับตัว-รับมืออย่างไร ให้ไปต่อ

เส้นทางเศรษฐี

อัพเดต 15 ก.ค. 2566 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2566 เวลา 21.33 น.

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ความท้าทายใหม่ธุรกิจยานยนต์ไทย ต้องปรับตัว-รับมืออย่างไรให้ไปต่อ

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการพัฒนามากกว่า 60 ปี มีการลงทุนจากต่างชาติมากมาย จนทำให้ทุกวันนี้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาค และปัจจัยความร่วมมือของไทยและญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ที่ผ่านมาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยดูมีแนวโน้มสดใสและเป็นไปได้ด้วยดี

แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคตจะคงความยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะโลกของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) หลายๆ ชาติเริ่มตื่นตัวกับกระแสของรถ EV และลงมาแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะแบรนด์ EV ค่ายจีนมากมายที่ประกาศลงทุนตั้งฐานการผลิตรถ EV ที่ไทย

อะไรจะเกิดขึ้นกับผู้ผลิตรถยนต์สันดาป (Internal Combustion Engine : ICE) ในปัจจุบัน และการผลิต EV ในไทยจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน สถานการณ์ความท้าทายใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเริ่มปรากฏภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และผู้ประกอบการควรจะต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้อย่างไรคุณศรา จงบัญญัติเจริญ และ ดร.ลลิตา หฤทัยพันธน์ จาก LiB Consulting บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น วิเคราะห์ว่า

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศของ LiB Consulting พบว่า ขณะนี้โลกแห่งยานยนต์กำลังตื่นตัวอย่างมากกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลให้เกิดแนวโน้ม 3 ประการในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือ

1. EV และ Hybrid ค่อยๆ เติบโตและมาแทนที่ยานยนต์ ICE

เป็นไปได้สูงมากว่ายานยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) จะถูกแทนที่ด้วยยานยนต์แบบ EV และ Fuel Cell ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสถานการณ์นี้เริ่มส่งสัญญาณแล้วในปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้จากอัตราการผลิตยานยนต์ ICE เริ่มลดลงในหลายๆ ประเทศ เช่น ปริมาณรถยนต์ที่ขายในประเทศนอร์เวย์เดือนพฤษภาคมปี 2566 มีสัดส่วนเป็นรถยนต์ EV ถึง 81% หรือในประเทศไทยที่มีรถยนต์ EV จดทะเบียนใหม่ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมรวม 24,106 คัน สูงขึ้น 148% เมื่อเทียบกับปี 2565 ทั้งปี ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวของ Ecosystem ที่รองรับตลาดยานยนต์ EV ก็เพิ่มขึ้นตั้งแต่เรื่องของระบบนิเวศสำหรับการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนของรถ EV ไปจนถึงการผลิตไฟฟ้า สาธารณูปโภคด้านการชาร์จไฟ และกฎเกณฑ์การลดคาร์บอนที่สนับสนุนการใช้ EV

2. การเปลี่ยนแปลงของขั้วผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์

จากการที่ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไทยเรามีความได้เปรียบในเรื่อง Ecosystem ถึงแม้จะเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะเมื่อค่ายรถยนต์ทางฝั่งอเมริกา ยุโรป และจีน พัฒนาอย่างรวดเร็วไปสู่ตลาดใหม่ที่เป็นยานยนต์แบบ EV แต่ค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นมีแผนปรับตัวไปสู่การผลิตยานยนต์แบบ EV ที่ช้ากว่า ไทยเราซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของยานยนต์ญี่ปุ่นจึงได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

3. การแข่งขันระหว่างประเทศที่สูงขึ้นในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์

ด้วยกระแสความสนใจ EV จากทั่วโลก ส่งผลให้หลายๆ ประเทศเริ่มผลักดันความสามารถในการเข้าร่วม Supply Chain ของรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการผลิตชิ้นส่วน เช่น อินโดนีเซียหรือเวียดนาม ที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ในอาเซียนแทนไทย โดยประเทศเหล่านี้ได้เปรียบมากขึ้น เพราะไม่ได้มีรากฐานด้าน Ecosystem ของ ICE ที่หยั่งลึกเหมือนไทย ประกอบกับการมีทรัพยากรแร่ผลิตแบตเตอรี่ เช่น นิกเกิล จึงปรับตัวไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แบบ EV ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า โดยที่ต้นทุนการผลิตและค่าแรงขั้นต่ำก็ถูกกว่าไทย

ในปัจจุบันรัฐบาลอินโดนีเซียออกนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมรถ EV เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และกระตุ้นการใช้งานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายควบคุมการส่งออกนิกเกิล เพื่อสะสมไว้เป็นทรัพยากรในการผลิตแบตเตอรี่ หรือการลดภาษีสำหรับรถ EV ที่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศมากกว่า 40% ในขณะเดียวกัน ไทยก็มีนโยบายเงินอุดหนุนและลดอากรนำเข้ารถ EV เช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่าประเทศอินโดนีเซีย มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์ EV จากการมีแร่นิกเกิลสะสมมากที่สุดในโลก และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการลงทุนของแบรนด์รถยนต์ชั้นนำต่างๆ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากต่างชาติในแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ไทยอาจสูญเสียสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญ ปัจจุบันไทยผลิตเพื่อส่งออกและผลิตใช้เองในอัตราส่วนประมาณ 50 : 50 หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปรับตัวไม่ทันต่อสถานการณ์ของตลาดที่กำลังมุ่งไปสู่ EV โอกาสที่สัดส่วนการผลิตยานยนต์เพื่อการส่งออกไทยจะหายไปก็มีสูง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าอัตราการผลิตยานยนต์ในไทยจะหายลงไปถึงครึ่งหนึ่ง รวมถึงจำนวนชิ้นส่วนต่อคันของรถ EV ที่มีน้อยกว่ารถ ICE ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยอาจได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง จากความต้องการของตลาดที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม บริษัทผลิตยานยนต์จากจีนหลายค่ายก็ยังคงสนใจการลงทุนที่ไทย เพราะศักยภาพในการผลิตที่ไทยสะสมมายาวนาน เมื่อเทียบสัดส่วนการลงทุนของบริษัทจีนกับจำนวนที่ไทยผลิตยานยนต์ ICE เพื่อส่งออกแล้ว ถือว่าการลงทุนจากจีนยังอยู่ในสัดส่วนที่น่าพอใจ โดยในปัจจุบัน แบรนด์จีนที่ลงทุนในไทยทั้งหมดมีกำลังผลิตอยู่ที่ 624,000 คันต่อปี เทียบกับยอดส่งออกรถยนต์ของไทยในปี 2565 ที่ประมาณ 1,000,000 คัน ทำให้สถานการณ์อนาคตข้างหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีโอกาสใหม่ในตลาด EV แม้ว่าแบรนด์จีนส่วนใหญ่จะเข้ามาลงทุน เพราะต้องการยอดขายจากตลาด EV ในประเทศ แต่หากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกได้ ไทยก็ยังมีโอกาสดีที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคต่อไปได้

ทางออกและการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วทั้งโลกที่เกิดขึ้น กำลังส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดย LiB Consulting ได้เสนอแนวทางในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตที่กำลังคืบคลานเข้ามาไว้ 3 แนวทางดังนี้

1. ปรับกลยุทธ์สร้าง Cost Leadership

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับกลยุทธ์ในการแข่งขัน การมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งมั่นคงนับเป็นจุดแข็งของเรา แต่ด้วยเรามีต้นทุนการผลิตและค่าแรงที่สูง จึงเป็นจุดอ่อนที่เราต้องเร่งปรับ

สิ่งแรก ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องยอมรับให้ได้ว่า ปริมาณการส่งออกยานยนต์ ICE จะมีจำนวนที่ลดลงไปตามความต้องการของตลาดโลก แต่ถึงอย่างไร ความต้องการใช้รถยนต์แบบ ICE และแบบ Hybrid ทั่วโลกจะยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไปทั้งหมด ไทยจึงควรจะคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ ICE ต่อไป เพื่อให้เราเป็นฐานการผลิตสุดท้ายของยานยนต์ ICE ในภูมิภาค

อีกหนึ่งในกลยุทธ์คือการ Cost Leadership เพื่อแข่งขันในเรื่องต้นทุน จริงอยู่ว่าต้นทุนของไทยไม่ถูกเท่าต้นทุนในจีน แต่เราสามารถวางยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นฐานการผลิตร่วม หรือฐานการผลิตที่สองให้กับจีนตาม Policy China + Alpha โดยจะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายให้ภาพรวมต้นทุนเทียบเท่ากับจีน ซึ่งจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรักษาการเป็นฐานการผลิต ICE ต่อไปได้และเมื่อควบคุมต้นทุนได้ก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีเงินไปลงทุนในการพัฒนาจุดอื่นๆ ด้วย

2. เพิ่มการผลิตให้หลากหลาย โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ EV

หลังจากรักษาฐานที่มั่นในการผลิตยานยนต์ ICE เอาไว้แล้ว ก็ควรปรับฐานการผลิต โดยหันมาโฟกัสการผลิตและประกอบยานยนต์ตามความต้องการของตลาดโลกนั่นคือ EV ควบคู่กันไป การปรับฐานการผลิตให้เกิดความหลากหลายเช่นนี้ จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้บริษัทรถยนต์ค่ายใหม่ที่เน้นยานยนต์ EV หันมามองที่ไทยและเลือกไทยให้เป็นฐานการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงของบริษัทจากการผลิตยานยนต์ ICE เพียงอย่างเดียว

3. ใช้ศักยภาพที่มีเพื่อก้าวสู่ธุรกิจใหม่

ช่วงเวลาแห่งความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ผู้ประกอบการจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองไปสู่ “ธุรกิจใหม่” เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มีกระโจนเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ อาจอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนอื่นๆ และสถาบันวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ตามความต้องการทั้งในและนอกกลุ่มอุตสาหกรรม อย่างเช่น MaaS (Mobility as a service), BaaS (Battery as a service), Agtech (Agricultural technology) และอื่นๆ ซึ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวเดินต่อไปอย่างยั่งยืนได้

นี่คือความท้าทายใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาถึงตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในด้านหนึ่งอาจดูว่าเป็นวิกฤตที่น่ากังวล แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็จะพบว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวพัฒนาความสามารถหลายๆ ด้านเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการปรับลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจเกิดความยืดหยุ่นคล่องตัว เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเริ่มคิดแผนรับมือความไม่แน่นอนในระยะยาว อย่างการเริ่มลงทุนทำธุรกิจใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ ใช้ศักยภาพที่มีผลิตสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในญี่ปุ่นที่หันมาผลิตสินค้าใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบนำทางให้กับรถแท็กซี่และรถส่งอาหาร บางบริษัทหันมาผลิตพื้นรองเท้ากีฬาโดยใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการผลิตยางสำหรับรถยนต์ที่ตนเองมีมาประยุกต์ และบางบริษัทใช้ความสามารถของเทคโนโลยีเซนเซอร์ในรถยนต์มาผลิตเป็นสินค้าในการตรวจวัดสุขภาพของผู้สูงวัย เป็นต้น การปรับตัวในลักษณะนี้จะต้องทำควบคู่กันไปกับการพัฒนาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดรักษาสถานะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ได้ อันจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...