ระบบของผู้เกิดใหม่ ( มี E-Book ภาค1+2+3+4 )
ข้อมูลเบื้องต้น
ระบบของผู้เกิดใหม่
นางไม่เคยคิดว่านางจะได้เกิดใหม่ในดินแดนที่นางไม่รู้จัก ที่แห่งนี้ทุกสิ่งล้วนแปลกใหม่ สิ่งที่นางเคยคิดว่าไม่มีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน กลับปรากฏให้เห็นตรงหน้า ทั้งพลังวิเศษที่ปล่อยออกมาจากฝ่ามือของมนุษย์ อาวุธวิเศษที่มีวิญญาณในตัว รวมไปถึงสัตว์อสูรที่มีพลังดุร้าย
แต่มีอย่างเดียวที่นางคุ้นเคยและเคยชินเป็นอย่างดี คือ ภพนี้นางเป็นเด็กกำพร้าไร้ซึ่งบิดามารดา
ก่อนที่นางจะเกิดใหม่ นางจำได้ชัดเจนว่านางเคยใช้ชีวิตในอีกภพหนึ่ง ภพนั้นนางเคยมีครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม จนกระทั่งมารดาของนางรับเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง วันนั้นนางถึงได้สัมผัสถึงการเป็นส่วนเกินเป็นครั้งแรก…จนถึงวันที่นางตาย นางจึงได้รู้สึกเป็นอิสระ
ชีวิตใหม่ของนางจากนี้ นางจะไม่เรียกร้องความรักหรือความอบอุ่นจากผู้ใดอีก นางจะขอรักตัวเอง
แต่เดี๋ยวนะ เสียงอะไรดังขึ้นในหัวของนางกัน!!!!
--------------------------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวสมมติที่สร้างมาจากจินตนาการเท่านั้น ไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ดังนั้นแล้วหวังว่าทุกคนจะสนุกไปกับนิยายเรื่องนี้นะคะ
---------------------------------------------------------
#สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ.2558
--------------------------------------------------------
อัพตามเวลาว่าง อย่าทวงบ่อยนะคะ
ทวงบ่อย = ดอง นะเจ้าคะ
ไรท์เป็นคนจิตใจบอบบาง ดังนั้นแล้วอย่าคอมเม้นท์แรงนะคะ
--------------------------------------------------------
เนื้อหาที่ลงในเว็บยังคงเป็นเนื้อหาที่ยังไม่ได้เกลาสำนวนและรีไรท์นะคะ
จึงอาจมีคำผิด และคำตกหล่นอยู่บ้าง ( แต่ไรท์จะพยายามตรวจสอบทุกครั้งก่อนจะอัพ )
ส่วนในฉบับ E-book ไรท์จะทำการเกลาสำนวนภาษาและรีไรท์อย่างน้อยสุดก็สามรอบขึ้นไป
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
ผู้บ่มเพาะมีการแบ่งระดับแปดระดับ
แต่ละระดับก็มีการแบ่งขั้นสามขั้น
คือ ต่ำ กลาง และสูง
ระดับ แรกเริ่ม
ระดับ ก่อตั้ง
ระดับ สร้างรากฐาน
ระดับ สัมผัสวิญญาณ
ระดับ ทะเลวิญญาณ
ระดับ มหาสมุทรวิญญาณ
ระดับ สัมผัสดินแดน
ระดับ แดนวิญญาณ
ระดับพลัง หลังจากระดับ แดนวิญญาณ
( แต่ละระดับ แบ่ง 3 ขั้น )
ระดับ เปลี่ยนร่าง
ระดับ หลอมจิต
ระดับ เปลี่ยนรูป
ระดับ สัมผัสญาณ
ระดับ ญาณหยั่งรู้
ระดับ ตื่นรู้
ระดับเซียน
บทที่ 1 เกิดใหม่ ( rewrite )
บทที่ 1
เกิดใหม่
เมืองหลวงของประเทศซี เมืองที่ไม่เคยมีการหลับใหล แสงสว่างมากมายถูกประดับประดาตามท้องถนน เธอรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปหลบซ่อนในร้านค้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สายตาคู่โตมองออกไปข้างนอกเพื่อหาคนที่เดินตามเธอมา
“เมื่อไรจะปล่อยฉันเป็นอิสระเสียที” อิงหลิวอดไม่ได้ที่จะนึกสงสารตัวเอง เธอยอมเดินออกจากบ้านของเธอ จากครอบครัวที่ควรจะเป็นของเธอ เพื่อปล่อยให้น้องสาวคนละสายเลือดของตัวเองยึดครองในพื้นที่ของเธอ แต่ทว่า เธอคงคิดน้อยเกินไป เพราะสิ่งที่เธอเคยทำในอดีตกำลังตามเล่นงานตัวเธอเองในตอนนี้
“เลิกหนีเถอะครับ คุณหนู ท่านควรจะกลับไปรับโทษกับนายใหญ่” ยังไม่ทันที่อิงหลิวจะเดินออกจากที่หลบซ่อน เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านข้างเสียก่อน
“ทำไมกัน ฉันทำอะไรผิดไปหากว่าการที่ฉันบอกคนอื่นไปว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ถูกรับมาเลี้ยงมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันต่างหากที่เป็นลูกที่แท้จริง ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่เหลืออะไรเลยที่เป็นของตัวเอง” การที่เธอยังคงรั้งสถานะว่าเป็นบุตรสาวตามสายเลือดอยู่ในตอนนี้ คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังคงเป็นของเธอจริง ๆ หากว่าเธอยอมปล่อยให้เด็กคนนั้นยึดสถานะของเธอไป เธอคงไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิตนี้
“คุณหนูควรกลับไปแต่โดยดีนะครับ” เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นอีกครั้ง เรียกสติของเธอให้กลับมา
“ได้ ถ้านายจะให้ฉันกลับ ฉันกลับก็ได้ หากว่านายจับฉันได้” อิงหลิวตอบกลับก่อนหันหลังวิ่งออกนอกประตูข้างที่เธอเคยสำรวจดูในช่วงที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ๆ
“แบ่งกลุ่มดักรอที่ถนนถัดไป อีกกลุ่มตามฉันมา” เสียงอดีตคนรับใช้ที่ผันตัวมาเป็นหัวหน้ากลุ่มค้นหาออกคำสั่งกับลูกน้องตัวเอง ก่อนจะรีบวิ่งตามอดีตคุณหนูของตน
“ครับ หัวหน้า”
อิงหลิวเดินออกจากรอยแตกของกำแพงบ้านร้าง เธอหันกลับมามองเส้นทางที่เธอเดินผ่านเมื่อครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา แอ่งน้ำที่ส่งกลิ่นเหม็น กองขยะข้างทางที่กองสูง และคราบสกปรกที่เปื้อนอยู่ตามทาง ไม่น่าเชื่อเลย อดีตคุณหนูใหญ่ที่เคยได้รับค่าขนมรายเดือนหลักล้านจะตกต่ำได้ขนาดนี้
ระหว่างที่เธอกำลังเดินกลับห้องเช่าขนาดเล็ก ความรู้สึกบางอย่างเรียกให้เธอหันไปมองถนนใหญ่ที่อยู่ทางขวามือ ในสายตาของเธอนั้นเห็นเด็กเล็กวัยเพิ่งหัดเดินที่กำลังเดินเตาะแตะบนทางม้าลาย
“อะไรกัน ใครเขาปล่อยให้เด็กเล็กเดินบนถนนคนเดียวกัน แล้วคนแถวนี้ไม่เห็นเด็กคนนั้นเลยหรือไง” อิงหลิวรีบวิ่งเข้าไปที่ถนนเพื่อจะอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา
“ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรของเธอกัน จะรีบวิ่งไปบนถนนทำไม”
ในวินาทีที่อิงหลิววิ่งมาถึงตัวเด็กเล็ก เสียงกระหึ่มของรถหรูก็ดังขึ้นมาทันที สายตาของเธอเห็นชัดว่ารถตรงหน้าอยู่ไม่ไกลจากเธอเลย และเธอก็รู้ดีว่าตอนนี้เธอไม่อาจหลบพ้น อิงหลิวรีบผลักเด็กเล็กไปทางกลุ่มคนมาใหม่ที่อยู่ไม่ไกล ในใจหวังเพียงอย่างเดียวว่า เด็กน้อยน่ารักตรงหน้าจะรอดปลอดภัย
โครม!!
“คนถูกรถชน ใครก็ได้โทรเรียกรถพยาบาลที”
“ดูแล้วไม่รอดนะ ลำตัวขาดครึ่งเลย”
“คนขับรถเป็นคนรวยเสียด้วย รถคนนั้นราคาเป็นสิบล้าน”
เพล้ง!! รูปถ่ายขนาดเล็กที่ตั้งประดับบนโต๊ะในห้องนอนใหญ่ดังขึ้นพร้อมภาพของบุคคลในรูปที่ถูกน้ำหมึกกลิ่นหอมเปื้อนใส่ เรียกสายตาทรงอำนาจของคนเป็นประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ให้หันกลับมาดู
“รูปตกลงมาได้ยังไงกัน ขวดหมึกก็ด้วยเหรอ” ประธานบริษัทยักษ์เดินกลับไปก่อนจะก้มลงหยิบรูปถ่ายที่ตนก็จำไม่ได้ว่าเอามาวางไว้ตอนไหน
“ท่านประธานครับ สายด่วนจากทีมค้นหาครับ”
“โอเค นายออกไปก่อน”
“นายใหญ่ครับ คุณหนูใหญ่อิงหลิว จากไปแล้วครับ” สิ้นเสียงรายงานจากลูกน้องคนสนิท มือถือที่อยู่ในมือก็ร่วงลงสู่พื้นทันที ก่อนที่สายตาของชายคนนั้นจะสังเกตเห็นรูปถ่ายที่เปื้อนหมึก แม้จะเห็นได้ไม่ชัดแต่เขาจำได้ดีว่าบุคคลในรูปถ่ายนั้นคือ บุตรสาวของเขา อิงหลิว
-------------------------------------------------------------
อึดอัด หายใจไม่ออก คือความรู้สึกแรกที่อิงหลิวสัมผัสได้ ก่อนจะตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกาย นางปล่อยเสียงร้องออกมาทันที เจ็บ เจ็บมาก ใครกำลังทำร้ายนางกัน
“ยินดีด้วยนะเจ้าคะ เป็นคุณหนูเจ้าค่ะ” เสียงของผู้หญิงที่นางไม่คุ้นเคยดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของบุรุษที่นางก็ไม่คุ้นเคยเช่นกัน
“อย่างนั้นเหรอ แล้วฮูหยินของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” นายใหญ่โจว โจวลู่เหอ ถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบหากแต่ถ้าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับนายใหญ่โจวจะรู้ว่าน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความกังวล
“ฮูหยินเพียงแค่อ่อนเพลียเล็กน้อยเจ้าค่ะ ตอนนี้ฮูหยินกำลังพักผ่อนอยู่”
“พ่อบ้านจัดการที่เหลือด้วย ส่วนเด็กคนนี้ เจ้าดูแลนางไปก่อนแล้วกัน ส่วนชื่อก็ โจวอิงหลิว” สิ้นเสียงของผู้เป็นนายใหญ่ของบ้าน อ้อมกอดที่กำลังโอบอุ้มนางก็แฝงไปด้วยความเคร่งเครียด
อิงหลิวที่ได้เกิดใหม่อีกครั้งเต็มไปด้วยความสับสนและมึนงง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ทำใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชีวิตของนางผกผัน หลายครั้งที่มีปัญหาเข้ามาหานางอย่างไม่ทันตั้งตัว นางก็ต้องรับมือกับปัญหาเหล่านั้นให้ได้ เพราะหากนางรับมือกับปัญหาเหล่านั้นไม่ได้ สิ่งที่รอนางอยู่ปลายทางนั่นคือความตาย หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่าความตายเสียอีก
“น่าสงสารคุณหนูอิงหลิวนัก ดูท่าทางนายใหญ่ไม่รักคุณหนูเอาเสียเลย ทั้งที่เป็นคุณหนูคนแรกของตระกูลโจว”
“ฮูหยินร่างกายไม่แข็งแรงนัก ยิ่งตอนที่ท้องคุณหนูร่างกายก็ยิ่งทรุดลงเรื่อย ๆ นายใหญ่จึงได้มีท่าทีเช่นนี้ต่อคุณหนู ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก”
“พวกเจ้าพูดอะไรไร้สาระ รีบไปจัดเตรียมห้องให้คุณหนูได้แล้ว” เสียงที่อิงหลิวเคยได้ยินเมื่อตอนที่นางได้สติดังขึ้นก่อนที่เสียงรอบตัวจะเบาลง
“คุณหนูอิงหลิว ชีวิตของท่านดูท่าจะไม่สงบเสียแล้ว”
อิงหลิวจำได้คร่าว ๆ ว่านับจากที่นางได้เกิดใหม่ก็เข้าเดือนที่สี่ที่นางเพิ่งจะได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นบิดามารดาของนางในชาตินี้ บิดาของนาง โจวลู่เหอ มีใบหน้าที่หล่อเหลาจนแทบจะไม่เชื่อว่าจะมีผู้ที่ครอบครองใบหน้าเช่นนี้อยู่บนโลก ส่วนมารดาของนางมีใบหน้างดงามเช่นกันแต่อย่าได้นำไปเทียบกับผู้เป็นบิดาของนางเลย
“ลูกสาวของข้า ช่างน่ารักนัก อิงหลิว หลิวเอ๋อร์” ฮูหยินเอกของนายใหญ่โจว หลี่เหมยหรง ก้มมองนางเล็กน้อยก่อนจะเผยยิ้มออกมา
“เจ้าไม่ควรโดนลมเยอะ รีบไปพักผ่อนเถอะ เมื่อร่างกายหายดีค่อยมาเยี่ยมลูก” เสียงทรงอำนาจที่ผู้เป็นบิดาเอ่ยออกมา ทำให้ความอบอุ่นที่เคยอบอวลหายวับไปเหลือเพียงสายลมเย็นเฉียบ
“ข้ารู้แล้ว” รอยยิ้มที่จางหายต่อหน้าต่อตาของนาง ทำให้อิงหลิวหลับตาลงทันที โจวอิงหลิว เมื่อเจ้าได้เกิดใหม่แล้วอย่าได้โลภมากเลย เมื่อไม่มีผู้ใดรักเจ้า อย่าได้เรียกร้อง แต่ควรรักตัวเองเสียจะดีกว่า จะได้ไม่เจ็บปวดอีก
ชีวิตในวัยเด็กของนางในชาตินี้ ยังคงสุขสบายไม่ต่างจากชาติก่อน มีกินมีใช้ สมบูรณ์พร้อมด้วยสมบัติมากมาย แม้แต่สิ่งของวิเศษอย่าง ชุดที่นางสวมใส่ก็มีความสามารถป้องกันไฟได้ หรือรองเท้าที่มีความสามารถเพิ่มความอบอุ่นให้กับผู้เป็นนาย และมีอีกอย่างหนึ่งที่ยังคงเหมือนชาติก่อนของนาง
เมื่อตอนที่นางอายุได้สองขวบ ผู้เป็นมารดาของนางแอบเข้ามาหานางในช่วงกลางคืน แม้นางจะสัมผัสไม่ได้ถึงความรักที่ผู้เป็นมารดาควรมีต่อบุตรของตน แต่ความห่วงใยบาง ๆ ที่ฉายชัดในดวงตาคู่นั้น นางค่อนข้างมั่นใจ แม้จะไม่มีความรักเฉกเช่นมารดาของผู้อื่น แต่สายสัมพันธ์ของเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายของทั้งคู่ก็ยังมีอยู่
“หลิวเอ๋อร์ แม่ขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า ข้างในเป็นสมบัติของแม่และบิดาของเจ้า หวังว่าเจ้าจะเก็บรักษาไว้อย่างดี”
“เสร็จหรือยัง เหมยหรง ข้าตื่นเต้นยิ่งนัก ที่จะได้เจอคุณหนูอีกครั้ง” เสียงที่แว่วเข้ามาผ่านทางหน้าต่างทำให้ อิงหลิวที่กำลังจะเปิดตาขึ้นมาอีกครั้งต้องรีบหลับตาลง
“ข้าคิดว่าหลิวเอ๋อร์ตื่นแล้วเสียอีก นี่ยังไม่ตื่นเหรอ” หลี่เหมยหรงที่ค่อนข้างมั่นใจว่าบุตรของนางเพิ่งลืมตาหันมาจ้องนางเมื่อสักครู่
“เด็กวัยเพียงสองขวบต่อให้ตื่นอยู่จะไปเข้าใจอะไรได้ ไม่ใช่คุณหนูของพวกเราเสียหน่อย” เสียงคุ้นเคยของผู้เป็นบิดาดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้นางได้ยินอย่างชัดเจน คุณหนูเหรอ? บิดาของนางเป็นนายใหญ่โจว มารดาของนางเป็นคุณหนูใหญ่ของขุนนางแซ่หลี่ แล้วคุณหนูที่พวกเขาพูดถึงอยู่คือใครกัน
“หลังจากออกจากดินแดนนภานั่นและถูกผนึกพลัง ก็ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้วสินะ ไม่รู้ว่าคุณหนูของพวกเราจะเป็นอย่างไรบ้าง จะยังจำพวกเราได้อยู่อีกไหม ข้าตื่นเต้นเสียจริง” เสียงของมารดาที่เปล่งออกมา แฝงไปด้วยความรักที่อิงหลิวไม่คุ้นเคย
“ใช่ ข้ายังจำได้ถึงครั้งแรกที่ข้าได้โอบอุ้มคุณหนูในอ้อมแขน รีบไปพักผ่อนเถอะ อีกไม่นานพวกเราจะได้ไปจากที่นี่แล้ว”
“ได้ สมบัติวิเศษของพวกเราก็อยู่ในจี้หยกที่ข้ามอบให้หลิวเอ๋อร์แล้ว นับจากนี้พวกเราไม่ได้ติดค้างอะไรกับเด็กคนนี้อีก”
“อืม ข้าเห็นด้วย” สิ้นเสียงของผู้เป็นบิดา เสียงปิดหน้าต่างก็ดังขึ้นตามหลัง ก่อนความเงียบสงบจะกลับมาอีกครั้ง
อิงหลิวได้แต่นึกในใจ ชาตินี้นางก็ยังคงเป็นส่วนเกินของครอบครัวอีกเช่นเดิม
ลงฉบับ rewrite 1/12/2566
คนที่ซื้อ E-book ไรท์จะลงฉบับแก้ไขคำผิดและเกลาสำนวนใหม่อีกครั้งนะคะ ( เพิ่มตอนพิเศษในเล่มด้วยค่ะ ) แต่รออีกสักครู่นะคะ จะต้องเตรียมไฟล์ใหม่ก่อน ??’? ??’?ขอบคุณมากนะคะสำหรับกำลังใจและการติดตาม
บทที่ 2 เวลาผ่านไป ( rewrite )
บทที่ 2
เวลาผ่านไป
อิงหลิวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยการปลุกของแม่นม นางถูกพาไปเช็ดตัวและป้อนอาหารเด็กเล็ก ในระหว่างที่นางรับอาหารเสร็จ เสียงของหญิงชราที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนเล็ก
“ทำไมลูกใหญ่ถึงไม่ให้คุณหนูใหญ่ไปส่งที่หน้าจวนกัน ทำอย่างกับเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่ลูก” ฮูหยินผู้เฒ่าโจว อดีตฮูหยินรองของอดีตนายใหญ่โจวคนก่อน บิดาของนายใหญ่โจวคนปัจจุบัน หรือก็คือ ปู่ของนาง ในชาตินี้ ดังขึ้นก่อนจะเดินก้าวเข้ามาในห้องที่นางอาศัยอยู่
“ท่านย่า” อิงหลิวเปิดปากทักผู้เป็นย่าของนางในชาตินี้ หากว่าใครดีกับนางที่สุดในบ้านตระกูลโจว ก็คือ ฮูหยินผู้เฒ่าตรงหน้านี้แหละ แม้ไม่ได้รักนางมากมาย แต่ก็สนิทสนมกับนางที่สุด อาจจะเป็นเพราะสงสาร หรืออะไรก็ตาม นางก็ไม่ได้สนใจ
“บิดาของเจ้ามีธุระที่ต่างแคว้น มารดาของเจ้าก็ต้องตามไปด้วย เจ้าไม่ต้องกังวลนะ ยังมีย่าอยู่ ทั้งอารอง และอาสาม ก็ยังอยู่ด้วย” หญิงชราอดไม่ได้ที่จะสงสารเด็กน้อยตรงหน้า นางรู้ดีสายตาที่ลูกใหญ่ของนางมองมาที่เด็กน้อยคนนี้ แทบไม่มีเศษเสี้ยวของความรักเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ศัตรูของนางในอดีต ฮูหยินเอกของสามีนาง เลี้ยงลูกอย่างไรกัน บุตรชายของนางผู้นั้นถึงได้ไม่สนใจใยดีสายเลือดของตัวเองเลย
“เจ้าค่ะ” อิงหลิวขานรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง ยังไงแล้วนางก็เป็นเด็กสองขวบ ยังไม่มีกำลังจะปกป้องตัวเอง คงทำได้แต่พึ่งพาญาติ ๆ คนอื่น อารอง กับอาสามก็เป็นบุตรชายแท้ ๆ ของฮูหยินผู้เฒ่า ถึงได้ว่ามีอำนาจมากสุดรองจากบิดาของนาง
อิงหลิวใช้ชีวิตแต่ละวันในการเล่าเรียนจากอาจารย์ที่ถูกจ้างมาสอนโดยอาสะใภ้รองและอาสะใภ้สาม สลับกับอ่านหนังสือตำราเองในห้องสมุดของตระกูล อารองมีภรรยาถึงสี่คนรวมฮูหยินเอก ส่วนอาสามมีภรรยาสองคนรวมฮูหยินเอก ทำให้ภายในบ้านตระกูลโจว ที่นางอาศัยอยู่มีเด็กเล็กเกือบสิบคนเลยทีเดียว แน่นอนว่านาง โจวอิงหลิวอายุมากสุด คือ หกขวบ
ในตอนที่นางอายุสามขวบ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ได้รับจดหมายว่าบิดาและมารดาของนางหายตัวไประหว่างรอยต่อของแคว้นที่อยู่เหนือสุด ในตอนนั้นท่านย่าของนางตัดสินใจรับนางมาอาศัยอยู่ในเรือนใหญ่ เพราะไม่ต้องการให้บ่าวรับใช้มีโอกาสรังแกนาง สินเดิมของมารดารวมถึงสมบัติต่าง ๆ ของผู้เป็นบิดาของนางก็ถูกส่งมาเก็บในห้องเก็บของที่นางอาศัยอยู่ โดยมีท่านย่าดูแลไว้และไม่ต้องการให้ใครก็ตามมาหยิบของที่เป็นของหลานสาวตัวน้อย อิงหลิวรู้อย่างดีเพราะกฎเหล็กของตระกูลโจว คือ ความซื่อสัตย์ หากบุตรหลานคนใดทำผิด ย่อมถูกขับไล่ออกจากตระกูลทันที
อารองและอาสามค่อนข้างเอ็นดูนางเป็นพิเศษ เพราะก่อนที่พวกเขาจะมีบุตรเป็นของตนเอง พวกเขาแวะเวียนมาเล่นกับนางไม่เว้นแต่ละวัน แม้กระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงดูแลนางเช่นเดิม ยิ่งนางกำพร้า ไร้บิดามารดา พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้บ่าวรับใช้รังแกนาง มีก็แต่ บรรดาภรรยาของอารองและอาสาม ที่ไม่ค่อยจะชอบนางนัก แม้ไม่ได้รังแก แต่ก็ไม่ได้ดูแลเช่นกัน
บรรดาลูกพี่ลูกน้องของนางก็ไม่ได้มีท่าทีสนิทสนมกับนางแต่นางเห็นได้ชัดว่าเมื่อไรที่มีบ่าวรับใช้ในจวนที่ยกตนข่มนางหรือมีท่าทีกระด้างกระเดื่องใส่นาง พวกเขาก็ตรงมาจัดการให้นางทันที อาจเป็นเพราะศักดิ์ศรีของตระกูลโจว หรือเพราะสายเลือดที่ไหลเวียนในตัวของนางเองที่พวกเขายังต้องให้ความสำคัญ
ตระกูลโจวเป็นตระกูลพ่อค้าวาณิชที่ใหญ่ที่สุดในแคว้น ทำการค้าขายระหว่างแคว้นเป็นหลัก รายได้ที่ไหลเข้ามาในตระกูลมีเยอะเสียจนต้องหาทางระบายออกไปโดยการบริจาคสร้างถนน สร้างโรงหมอ ตั้งโรงทาน หรือซ่อมแซมบำรุงวัดทั้งในเมืองหลวงและนอกเมืองหลวง ตลอดจนบริจาคเงินทองเข้าคลังหลวง เพื่อช่วยราชวงศ์และสร้างฐานที่มั่นให้กับตระกูล แม้จะไม่ใช่ขุนนาง แต่ปากเสียงของคนในตระกูลโจวก็มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของคนในราชวงศ์
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า อิงหลิวตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าตนจะออกไปใช้ชีวิตภายนอก ในแต่ละปีนางเตรียมความพร้อมนับไม่ถ้วน แผนการต่าง ๆ ถูกเตรียมไว้ นางรู้จุดยืนของตนในตระกูลเป็นอย่างดี แม้ว่าหลายครั้งที่นางไม่ใส่ใจต่อสายตาของคนบางพวก แต่นางก็รู้หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ล้วนไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
“แผ่นดินกว้างใหญ่ ย่อมมีที่ที่ข้าจะอยู่ได้อย่างสบายใจ ทั้งยังมีสมบัติที่อยู่ในจี้หยกล้วนเป็นของวิเศษ” อิงหลิวนึกดีใจอยู่ไม่น้อย ที่ครั้งนั้นมารดาของนางในชาตินี้ได้มอบสิ่งของเหล่านี้ไว้ให้ หากไม่มีสมบัติพวกนี้ ชีวิตนางคงต้องยุ่งยากกว่านี้เป็นแน่
เรือนที่อิงหลิวอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นเรือนเก่าของฮูหยินผู้เฒ่า ท่านย่าของนางผู้ที่นางสนิทด้วยมากที่สุด ที่ได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับอาสามที่ออกไปตั้งรกรากที่ต่างแคว้น ตระกูลโจวในตอนนี้ถือว่ามีสายหลักถึงสองสาย ตระกูลโจวสายหลักในแคว้นอ้ายที่นางอยู่ และตระกูลโจวสายหลักของอาสามที่แคว้นไป๋ ไม่รวมแคว้นเล็ก ๆ อีกสองสามแคว้นที่มีตระกูลโจวสายรองอยู่ซึ่งส่วนใหญ่ต่างเป็นบ่าวรับใช้ที่ได้รับแซ่
“สมบัติของท่านพ่อและสินเดิมของท่านแม่ที่ท่านย่าเคยดูแลให้ก็อยู่ครบถ้วน แผนการต่อไปก็เหลือเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น” อิงหลิวเผยยิ้มออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องเก็บของ ที่เคยเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า แต่ยามนี้กลับว่างเปล่าหลงเหลือแต่เพียงร่องรอยเท่านั้นที่ชี้ชัดว่าเคยมีสิ่งของวางอยู่
“ตื่นเต้นจริง เพิ่งได้ลองใช้จี้หยกเป็นครั้งแรก” อิงหลิวที่เพิ่งได้ลองใช้จี้หยกเป็นครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยหลังเห็นพื้นที่ว่างขนาดสี่คูณสี่ที่เต็มไปด้วยสมบัติวิเศษ อย่างม้วนผ้าที่นำมาทำเป็นชุดที่นางเคยสวมใส่ตอนเด็ก หรือเครื่องประดับที่มีความสามารถหลากหลาย
“ของพวกนี้เป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับคนธรรมดาที่ไม่สามารถบ่มเพาะได้ แต่สำหรับผู้ที่บ่มเพาะจนมีพลังสูงส่งอาจเป็นแค่ของไร้ราคา” อิงหลิวจำได้ในตอนที่อารองและอาสามพานางออกไปเดินเล่นข้างนอก นางเห็นผู้ฝึกตนที่สามารถใช้พลังสร้างความอบอุ่นให้กับตนเองอย่างง่ายดาย บางคนถึงขั้นใช้กระบี่เดินทางบนฟ้าหรือหายตัวไปต่อหน้าต่อตานาง
“อีกแค่เพียงสามวันเท่านั้น ข้าก็จะเป็นอิสระแล้ว” อิงหลิวหยิบจดหมายที่ท่านย่าตอบกลับนางขึ้นมาอ่านอีกครั้ง
อิงหลิวหลานรัก ย่าย่อมหวังว่าเจ้าจะมีความสุข แต่หากว่าเจ้ารู้สึกว่าการที่ออกไปอยู่ตัวคนเดียวเจ้าจะมีความสุขมากกว่า ย่าจะไม่ห้ามเจ้า ขอเพียงเจ้าเขียนจดหมายหาย่าบ้าง ย่าก็พอใจแล้ว อารองและอาสามย่อมรักเจ้า เพราะเจ้าก็มีสายเลือดเหมือนกับพวกเขา หวังว่าจากนี้ไปเจ้าจะมีความสุขในที่ที่เป็นของเจ้า
ด้วยรัก
ย่าของเจ้า
ก่อนหน้าวันปักปิ่นสัญลักษณ์ของเด็กสาวที่พร้อมสู่วัยออกเรือน อิงหลิวตัดสินใจเข้าพบอารองและอาสะใภ้รองบอกเรื่องที่นางได้ตัดสินใจแน่วแน่ว่าตนจะออกไปใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว หลังที่อารองทราบเรื่องที่นางนำมาบอก สายตาที่มองมาทางนางก็ฉายแววความกังวลออกมาเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มเข้าใจ และแน่นอนว่าอาสะใภ้รองย่อมเห็นด้วยกับนาง
ในงานปักปิ่นของอิงหลิวอบอวลไปด้วยความอบอุ่นที่แท้จริง บรรดาลูกหลานของครอบครัวอารองต่างรับรู้ถึงการตัดสินใจของอดีตสายเลือดหลักตระกูลโจว โจวอิงหลิวยืนขอบคุณแขกมากหน้าหลายตาที่ทยอยนำของขวัญมาให้นางในตอนที่งานปักปิ่นสิ้นสุดลง อารองและอาสะใภ้ต่างแยกย้ายไปพูดคุยกับบรรดาสหายสนิท
ภายในเรือนที่นางอาศัยตั้งแต่เล็กยามนี้กลับเต็มไปด้วยลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกับนาง อิงหลิวอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ เพราะนางจำได้ว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ท่าทีสนิทสนมกับนางเลย โจวอิงหลิวเดินเข้าไปนั่งในที่ประจำของนางพร้อมเผยยิ้มเล็กน้อย
“พวกเจ้ามาทำไมหรือ” นางหันไปมองผู้ที่มีอายุมากที่สุด หากว่านางจำไม่ผิดเด็กสาวตรงหน้าก็เกือบจะครบสิบสามปีแล้วกระมั้ง
“พี่อิงหลิว ข้าพาน้อง ๆ มาส่งท่านเจ้าค่ะ และมีของขวัญมอบให้พี่ด้วย หวังว่าท่านจะมีความสุขกับเส้นทางที่ท่านเลือกนะเจ้าคะ” โจวเหมยฮวา บุตรสาวคนโตของครอบครัวอารอง ผู้ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่พูดเสร็จ ก็มอบของกล่องเครื่องประดับสีสวยให้นางพร้อมทั้งคำอวยพรอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นก็มีกล่องเครื่องประดับและเงินอีกจำนวนไม่น้อยตามมาเรื่อย ๆ จนถึงผู้มอบของขวัญคนสุดท้าย ซึ่งเป็นเด็กชายอายุแค่สี่ขวบเท่านั้น
“ขอบใจพวกเจ้ามากนัก พี่ก็มีของจะมอบให้พวกเจ้าเหมือนกัน ถึงว่าเป็นของขวัญที่พี่มอบให้ล่วงหน้า” โจวอิงหลิวพูดเสร็จก็เดินไปหยิบกล่องที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อมอบให้กับครอบครัวอารอง
“เป็นของที่มารดาของพี่เคยมอบไว้ เมื่อตอนที่พี่ยังเด็ก เป็นสมบัติวิเศษ พี่หวังว่าพวกเจ้าจะชอบมันนะ” นางพูดพร้อมมอบม้วนผ้าให้กลุ่มเด็กตรงหน้าคนละม้วน แต่ละคนที่ได้รับสมบัติวิเศษไปก็เผยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็น แต่สมบัติวิเศษบางชนิดต่อให้มีเงินมากก็ใช่ว่าจะซื้อได้ และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาไปมาครอบครองเป็นจำนวนมาก ม้วนผ้าหนึ่งม้วนตัดชุดได้มากกว่าสามชุดเลยนะ
เช้าวันใหม่มาเยือน โจวอิงหลิวมองสำรวจเรือนที่นางอาศัยอยู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากนอกเรือน อารอง อาสะใภ้รอง พร้อมด้วยครอบครัวที่เหลือต่างพาเดินมาส่งนางที่หน้าบ้านตระกูลโจว นางกล่าวขอบคุณ อารองและอาสะใภ้รองอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวร่ำลาลูกพี่ลูกน้องที่เหลือ
“ขอบคุณอารองสำหรับทุกอย่างนะเจ้าคะ อาสะใภ้รองขอบคุณในความเมตตาของท่านด้วย ส่วนพวกเจ้าดูแลตัวเองดี ๆ หวังว่าเจอกันครั้งหน้า พวกเจ้าจะเติบโตขึ้นอย่างงดงาม ข้าลาล่ะ” โจวอิงหลิวมองภาพตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าที่อารองเตรียมไว้ให้
“ข้าเป็นผู้ชาย ไม่ได้อยากโตไปงดงามเสียหน่อย ต้องหล่อเหลาเหมือนท่านพ่อสิ” เสียงเด็กชายอายุสี่ขวบเอ่ยแย้งเสียงเบา
“เจ้านี่ พี่อิงหลิวแค่เปรียบเทียบเท่านั้น” เสียงของพี่สาวคนโตสุดอย่าง โจวเหมยฮวามองไปยังน้องชายของนางอย่างเอ็นดู
“แคว้นหนานไห่ อย่างมากสุดก็ใช้เวลาในการเดินทางเกือบสามเดือนสินะ” อิงหลิวมองแผนที่ในมือพร้อมทั้งคำนวณเวลาที่นางต้องใช้ในการเดินทาง
“ก่อนหน้านั้นต้องเปลี่ยนรถม้าระหว่างทางที่แคว้นชิงไห่เสียก่อน” ใช้เวลาแค่เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น จะได้เตรียมเสบียงเพิ่มด้วย อิงหลิวคิดในใจพลางจะมองภาพความวุ่นวายที่อยู่นอกรถม้า
ลงฉบับ rewrite 1/12/2566
บทที่ 3 ระบบ ( rewrite )
บทที่ 3
ระบบ
การนั่งรถม้าเป็นเวลานานทำให้โจวอิงหลิวรู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย แม้จะมีการแวะพักตามโรงเตี๊ยมชื่อดังข้างทางและมีสาวใช้คอยดูแลงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงสองคน ให้นางก็ตาม แต่มันก็ทำให้นางยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ดี
“เมื่อพวกเจ้าส่งข้าที่แคว้นชิงไห่เสร็จ พวกเจ้าก็จะกลับเลยใช่หรือไม่?” อิงหลิวถามสาวใช้ตรงหน้า ชิงอี และชิงซาน
“เจ้าค่ะคุณหนู หลังส่งคุณหนูที่แคว้นชิงไห่เสร็จ พวกบ่าวจะกลับเลยเจ้าค่ะ แต่ผู้คุ้มกันที่นายท่านจ้างไว้จะรั้งอยู่ในแคว้นชิงไห่อีกสักสองสามวันเจ้าค่ะ” ชิงอีตอบเก็บพลางจัดเก็บชุดที่นางจะเพิ่งผลัดเปลี่ยนเสร็จ
“ผู้คุ้มกัน พวกนายท่านเสิ่นเหรอ อารองจ้างพวกเขาให้คุ้มกันข้าไปถึงแคว้นชิงไห่เท่านั้นไม่ใช่หรือ? แล้วพวกเขาจะรั้งอยู่ในแคว้นต่อทำไมกัน” อิงหลิวนิ่งไปสักพักก่อนจะละความสนใจไป แม้นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่พวกผู้คุ้มกันคิดจะอยู่ในแคว้นชิงไห่ต่อ แต่ใช่ว่านางจะไม่มีวิธีหลบหนี สมบัติวิเศษที่อยู่ในจี้หยก มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยให้นางซ่อนตัวได้
“คุณหนูเจ้าคะ จะลงไปรับอาหารข้างล่างไหมเจ้าคะ หรือจะกินอาหารภายในห้อง” ชิงซานที่เพิ่งออกไปสั่งงานเสร็จเดินเข้ามาภายในห้องพักเพื่อถามนายของตน
“ข้างล่างแล้วกัน กินอาหารเสร็จจะได้เดินดูของในตลาดต่อด้วย” อิงหลิวตอบกลับ พร้อมก้าวเท้าเดินออกจากห้อง
ตลาดใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรสำหรับคนธรรมดา หรือสมุนไพรสำหรับผู้บ่มเพาะระดับล่างต่างก็มีหลากหลายนับไม่ถ้วนให้เลือกหยิบ
คนธรรมดาที่สามารถบ่มเพาะได้ต้องมีรากวิญญาณตั้งแต่กำเนิด จึงจะสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน แต่ทว่ามีอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยนิยมใช้กันและเป็นวิธีโบราณ คือใช้สมุนไพรวิเศษบางชนิดเอามาหลอมรวมกับพลังวิญญาณของผู้บ่มเพาะขั้นทะเลวิญญาณ จึงจะสามารถสร้างรากวิญญาณเทียมได้ และผู้บ่มเพาะที่มีรากวิญญาณเทียมเมื่อบ่มเพาะถึงขั้นสร้างรากฐานก็จะเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนที่แท้จริง
ตอนที่โจวอิงหลิวอ่านเจอบันทึกพวกนี้นางค่อนข้างตื่นเต้นเพราะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่พอศึกษาไปเรื่อย ๆ นางถึงได้พบว่าโอสถสร้างรากวิญญาณเทียมมีโอกาสหลอมสำเร็จแค่หนึ่งส่วนในสิบส่วนเท่านั้น ทั้งสมุนไพรวิเศษพวกนั้นก็หายากยิ่งกว่ายาก แต่ที่ยุ่งยากที่สุดคือ แพทย์โอสถที่หายากยิ่งกว่า และยิ่งแพทย์โอสถที่บ่มเพาะถึงขั้นทะเลวิญญาณตัวตนระดับนั้นปรากฏตัวล่าสุดก็เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน ความฝันที่นางจะเป็นผู้บ่มเพาะก็ยิ่งเลือนหายขึ้นเรื่อย ๆ หากว่าต่อให้นางพบก็ใช้ว่าแพทย์โอสถผู้นั้นจะยอมเสียพลังวิญญาณจำนวนมากให้กับคนธรรมดาเช่นนาง
หากถามว่าทำไมนางที่มีบิดาและมารดาของนางที่นางสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้บ่มเพาะ ถึงเกิดมาไม่มีรากวิญญาณ นางก็สงสัยเหมือนกัน ในตอนที่นางสองขวบนางได้ยินมารดาของนางพูดคุยกับบิดาว่าถูกผนึกพลังและถูกมาที่นี่ นั่นก็หมายความว่ามารดาและบิดาของนางเป็นผู้บ่มเพาะไม่ใช่หรือ แล้วทำไมนางซึ่งเป็นบุตรของพวกเขาถึงไม่มีรากวิญญาณกัน
“คุณหนูเจ้าคะ เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?” เสียงของชิงอีดังขึ้นหลังเห็นคุณของตนเงียบไป
“ไม่มีอะไรหรอก ตรงนั้นมีประมูลอะไรกัน” อิงหลิวส่ายหน้าก่อนจะหน้าโรงประมูลประจำเมืองดูวุ่นวายไม่น้อย
“ได้ข่าวว่าโรงประมูลกำลังเปิดประมูลโอสถของผู้บ่มเพาะเจ้าค่ะ เป็นโอสถระดับต่ำเจ้าค่ะ คงมีแค่ผู้บ่มเพาะระดับแรกเริ่มเท่านั้นที่ใช้ได้” ชิงซานตอบแทนชิงอีที่กำลังสั่งการบ่าวรับใช้คนอื่นเดินนำหน้านายของตนเพราะผู้คนเริ่มเบียดเสียดมากขึ้น อาจจะส่งผลเสียต่อคุณหนูของพวกนางได้
“อย่างนั้นเหรอ ช่างมันเถอะ พวกเรากลับกันเลยดีกว่า” อิงหลิวหันหลังเดินกลับโรงเตี๊ยมเพื่อหนีความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะใช่ว่าผู้บ่มเพาะที่เข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนจะเป็นคนที่มีเหตุผลทุกคน และยิ่งมีโอสถที่กำลังจะเปิดการประมูลนางเดาได้ไม่ยากเลยว่าจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเป็นแน่
ภายในโรงเตี๊ยมที่นางเข้าพักตอนนี้กลับอัดแน่นไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่งที่เปิดโล่งหรือชั้นสองที่เป็นห้องอาหารส่วนตัว อิงหลิวเห็นนายท่านเสิ่น หัวหน้าผู้คุ้มกันในครั้งนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย พร้อมด้วยผู้คุ้มกันคนอื่นที่รายล้อมอยู่รอบโต๊ะที่พวกเขาจับจอง
“คุณหนูโจวมาแล้ว” เสียงของหนึ่งในผู้คุ้มกันเอ่ยดังขึ้นหลังเห็นผู้เป็นนายจ้างงานของพวกเขาในครั้งนี้
“คุณหนูโจว ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับท่านสักครู่ จะได้หรือไม่” บุรุษวัยกลางคนที่แผ่ความน่าเกรงขามออกมา หรือก็คือนายท่านเสิ่น เดินตรงมาหานางด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
“ได้สิ เชิญที่ห้องส่วนตัวที่ชั้นสองดีกว่า ชิงอี เจ้าไปบอกเถ้าแก่ขอห้องว่างชั้นสองหนึ่งห้อง” อิงหลิวเอ่ยสั่งสาวใช้ทันที จากนั้นไม่นานชิงอีก็เดินมาหานางพร้อมเสี่ยวเอ้อที่เดินตามหลังมาเพิ่มอีกหนึ่งคน
“คุณหนูเจ้าคะ มีห้องว่างหนึ่งห้อง ทางขวาสุดเจ้าค่ะ” สิ้นเสียงของสาวใช้ อิงหลิวก็พยักหน้าก่อนจะเดินนำไป
ภายในห้องส่วนตัว หลังเสี่ยวเอ้อจัดวางน้ำชาอาหารว่างเรียบร้อยแล้ว อิงหลิวก็ส่งสายตาเชิงถามถึงเรื่องที่หัวหน้าผู้คุ้มกันตรงหน้าตั้งใจจะพูดคุยกับนาง ชิงอีและชิงซานวางมือจากการรินน้ำชาให้นายของตนก่อนจะเดินถอยหลังไปยืนด้านหลังผู้เป็นนาย
“คุณหนูโจว ข้าว่าเราควรรีบออกเดินทางจากเมืองนี้ให้เร็วที่สุด เพราะจากการดูสถานการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผู้บ่มเพาะจำนวนมากต่างรีบเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อร่วมงานประมูล ที่จริงแล้วข้าจะไม่กังวลหากเป็นผู้บ่มเพาะที่มีสังกัด แต่ผู้บ่มเพาะระดับแรกเริ่มส่วนมากที่ข้าเห็นในเมืองนี้เป็นผู้บ่มเพาะไร้สังกัด หากมีปัญหาเกิดขึ้นจริง พวกเราไม่อาจสู้ได้ และไม่อาจเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ใดได้เลย” หลังอิงหลิวได้ฟังเหตุผล นางก็เข้าใจ ทั้งตอนนี้นางก็ไม่อยากใช้สมบัติวิเศษให้ผู้ใดเห็น จึงได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของหัวหน้าผู้คุ้มกันตรงหน้า
“ข้าเข้าใจแล้ว อย่างนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางเถอะ”
หลังจากเดินทางออกจากเมืองนั้นไปได้สักพัก อิงหลิวก็ได้ทราบข่าวจากผู้ที่เดินทางออกจากเมืองหลังนางได้ว่ามีเหตุปะทะกันของผู้บ่มเพาะ ทำให้มีคนธรรมดาเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นไม่น้อยกว่าสิบราย ทั้งร้านค้าต่าง ๆ ก็พังระเนระนาด จนเจ้าเมืองต้องส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังสำนักของผู้บ่มเพาะที่ใกล้ที่สุดให้ส่งคนมาประจำภายในเมืองสองถึงสามคน เพื่อลดความวุ่นวายที่อาจจะตามมาอีก
“ดีที่นายท่านเสิ่นไหวตัวทันนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจจะแย่ก็ได้นะเจ้าคะ ยิ่งร้านค้าที่พังก็อยู่ใกล้กับโรงเตี๊ยมที่พวกเราเข้าพักเสียด้วย” ชิงซานอดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวเล็กน้อย พวกนาง บ่าวรับใช้คนอื่น และคุณหนูต่างเป็นคนธรรมดา ย่อมต้องหวาดกลัวพวกผู้บ่มเพาะที่เข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน
ผู้บ่มเพาะมีการแบ่งระดับแปดระดับ เริ่มจาก ระดับแรกเริ่ม ระดับก่อตั้ง ระดับสร้างรากฐาน ระดับสัมผัสวิญญาณ ระดับทะเลวิญญาณ ระดับมหาสมุทรวิญญาณ ระดับสัมผัสดินแดน ระดับแดนวิญญาณ แต่ละระดับก็มีการแบ่งขั้นสามขั้น คือ ต่ำ กลาง และสูง
และเท่าที่นางทราบมา ผู้บ่มเพาะที่อยู่สูงที่สุดในตอนนี้ คือ อยู่ในระดับมหาสมุทรวิญญาณ คือ นายน้อยสามหลานของผู้อาวุโส สำนักเทียบฟ้า ด้วยอายุเพียง 315 ปี ก็เข้าสู่ระดับมหาสมุทรวิญญาณ ถือได้ว่าเป็นดาวดวงใหม่ของแคว้นทั้งเจ็ดเลยทีเดียว
“ใช่สิ ข้าลืมเสียสนิท ดินแดนนภา มันอยู่ที่ไหนกัน” อิงหลิวจำได้ชัดเจนว่าบิดาและมารดาของนางเคยพูดถึงดินแดนนภา
“ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา”
แคว้นชิงไห่
อิงหลิวมองออกนอกหน้าต่าง แคว้นชิงไห่ถึงได้ว่าเป็นหนึ่งในแคว้นที่ร่ำรวยรองจากแคว้นไป๋ หากให้เรียงลำดับของแคว้นที่ดีที่สุดก็ต้องเป็น แคว้นไป๋ ตามด้วย แคว้นชิงไห่ แคว้นอ้าย แคว้นหนานไห่ แคว้นหาน แคว้นเทียน และแคว้นเว่ย สามแคว้นหลังเป็นแคว้นที่ค่อนข้างห่างไกลและยากจนหากให้เทียบกับสี่แคว้นที่เหลือ
แคว้นหนานไห่ที่นางจะไปตั้งรกรากเป็นแคว้นที่อยู่ทางใต้สุดของดินแดนนี้ และเป็นแคว้นที่อยู่ติดกับทะเลและผืนป่าขนาดใหญ่ที่กั้นกลางดินแดน แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นแคว้นที่มีทรัพยากรหายากมากมาย และคนธรรมดาเลือกจะย้ายไปอยู่มากที่สุด เพราะสามารถปลูกบ้าน ครอบครองที่ดินได้โดยไม่ต้องยื่นเรื่องอะไรให้ยุ่งยาก แทบจะเป็นดินแดนสวรรค์สำหรับคนธรรมดา แต่ต้องแลกกับการเดินทางที่ค่อนข้างอันตรายเพราะต้องผ่านป่าที่อยู่กั้นกลางซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่สำหรับสัตว์อสูรและสำนักผู้ฝึกอสูร ซึ่งสำหรับนางแล้วสามารถผ่านได้สบายเพราะมีสมบัติวิเศษที่ช่วยหลบซ่อนตัวและเดินทางได้รวดเร็ว
“คุณหนูเจ้าคะ ถึงแคว้นชิงไห่แล้วเจ้าค่ะ” ชิงอีเอ่ยบอกนางหลังรถม้าเริ่มชะลอช้าลง
“ชิงอี ชิงซาน ขอบใจพวกเจ้ามากนัก นี่ถือว่าเป็นรางวัลให้กับพวกเจ้าที่ช่วยดูแลข้าตลอดหลายวันที่ผ่านมา อย่าได้คิดปฏิเสธเชียวละ” อิงหลิววางถุงเงินเล็ก ๆ สองถุงบนฝ่ามือของสาวใช้ทั้งสอง
“ขอบคุณมากนะเจ้าคะ คุณหนู ขอคุณหนูดูแลตัวเองให้ดี ๆ นะเจ้าคะ” เสียงสั่นเครือของสาวใช้ตรงหน้าทำให้นางอบอุ่นไม่น้อย
“ขอบใจพวกเจ้า ส่วนถุงนี่เป็นรางวัลสำหรับบ่าวที่เหลือ ฝากพวกเจ้าจัดการด้วยนะ ข้าลาล่ะ” หลังนางพูดจบ นางก็ลุกเดินลงจากรถม้าทันที ก่อนจะหายวับไปท่ามกลางผู้คน
อิงหลิวเดินเข้าโรงเตี๊ยมพร้อมเช่าห้องพักสักสองสามวันเพื่อวางแผนในการเดินทางอีกครั้ง ทั้งยังต้องแน่ใจว่าพวกคนจากตระกูลโจวที่เหลือกลับแคว้นของตนไปแล้ว ไม่ใช่นางไม่ไว้ใจพวกอารองแต่ว่านางต้องการที่จะเป็นอิสระอย่างแท้จริง และไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดอีก บาดแผลจากการถูกไล่ล่าในชาติก่อน การถูกลืมจากคนในครอบครัว ความรักที่เคยได้รับกลับกลายเป็นยาพิษ จิตใจของนางชอกช้ำมามากพอแล้ว และชีวิตที่สองของนาง นางก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถลืมเรื่องราวเหล่านั้นได้หรือไม่ หรืออาจจะไม่สามารถรักษาบาดแผลในอดีตได้อีกเลย
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ในระหว่างที่นางกำลังจะเอนตัวหลับ เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นในหัว ทำเอานางต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ระบบกำลังติดตั้ง กรุณารอสักครู่”
“ค้นพบจิตใจที่กำลังเหนื่อยล้าถึงขีดสุด เปิดระบบเยียวยาทันที”
“เยียวยาเสร็จสิ้น โฮสต์โปรดรอสักครู่”
“ติดตั้งสำเร็จ เปิดการใช้งานระบบ”
“ระบบของผู้เกิดใหม่ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะโฮสต์”
“ระบบเหรอ เดี๋ยวนะ ข้าเคยเจอระบบด้วยเหรอ” อิงหลิวที่เพิ่งทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก็ถามกลับด้วยความสงสัยไม่ว่าชาติก่อน หรือชาตินี้ นางจำได้ว่านางไม่เคยเจอกับระบบ
“ระบบเคยเจอโฮสต์ แต่ว่าตอนนั้นระบบได้รับหน้าที่กำจัดตัวตนของผู้ที่แย่งชิงโชคชะตาผู้อื่นอยู่ ทำให้ระบบไม่เคยได้ทักทายโฮสต์ และตอนที่ระบบทำงานเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่โฮสต์กำลังจะตายพอดี ในตอนนั้นระบบจึงได้ขอระบบแม่ว่าขอติดตามโฮสต์ไปเกิดใหม่ด้วย แต่ว่า…” เสียงระบบที่ดังขึ้นในหัว ทำให้อิงหลิวที่กำลังลำดับเรื่องราวในหัวต้องหยุดคิดไปสักพัก
“แต่ว่า ข้ามาเกิดใหม่ทันที โดยไม่ต้องไปรอเกิดใช่หรือไม่” หลังนางถามเสร็จ ระบบก็ตอบกลับทันที
“ก็ใช่ ทำให้ระบบเสียเวลาตามหาโฮสต์ตั้งนาน จากการคำนวณดู ก็เป็นเวลาสิบห้าปีกว่า ๆ”
“ขอบใจเจ้ามากนะ ที่เลือกจะติดตามข้า ทั้งที่ว่าข้าไม่เหลืออะไรเลย” อิงหลิวอดไม่ได้ที่จะนึกดีใจลึก ๆ ในตอนที่นางไม่เหลือใครที่จริงใจกับนาง ยังมีระบบที่ตัดสินใจติดตามนางตั้งแต่ภพก่อนจนถึงภพนี้
“โฮสต์อย่าได้เสียใจไปเลย ระบบจะอยู่ข้างโฮสต์เอง ตอนนี้โฮสต์ควรเปิดใช้งานระบบอย่างเป็นทางการก่อนนะ”
“ได้สิ เปิดใช้งานระบบ”
“เริ่มต้นใช้งาน ระบบของผู้เกิดใหม่ โฮสต์โปรดกดสุ่มวงล้อเพื่อเริ่มใช้งาน”
“สุ่มวงล้อ” อิงหลิวมองวงล้อตรงหน้าที่กำลังหมุนไปเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดที่ช่องพื้นหลังสีฟ้า นางอ่านตัวอักษรที่เรืองแสงตรงหน้า หมวดเครื่องใช้เหรอ?
“ยินดีด้วย โฮสต์ได้เสื้อคลุมหนึ่งชุด ความสามารถ ลดตัวตนของผู้ที่สวมใส่ คนธรรมดาจะไม่สามารถจับสัมผัสถึงตัวตนของโฮสต์ ส่วนผู้บ่มเพาะระยะแรกเริ่มจะสัมผัสถึงตัวตนของโฮสต์ได้เลือนรางเท่านั้น”
“กำลังต้องการอยู่พอดี แม้สมบัติสิ่งนั้นจะสามารถใช้ซ่อนตัวได้ แต่ก็ใช้ได้จำกัดจำนวนครั้ง” อิงหลิวพูดพลางหยิบสมบัติวิเศษที่ตนพูดถึงขึ้นมา
“ค้นพบอุปกรณ์ติดตาม โฮสต์โปรดตรวจสอบ” สิ้นเสียงของระบบ อิงหลิวถึงกับต้องก้มมองสมบัติวิเศษที่อยู่ในมือของตนทันที
ลงฉบับ rewrite 1/12/2566