ม้วนเดียวจบ! ศาลฎีกาเบรกภาษีสหรัฐ แต่ “ทรัมป์” สวนด้วยไม้ตายใหม่-ไทยต้องรับมือยังไง?
กลายเป็นประเด็นช็อกโลกส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลฎีกาสหรัฐ มีมติเสียงข้างมากสั่งระงับมาตรการภาษีนำเข้า 19% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า"ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" แต่งานนี้ใครที่คิดว่าสงครามการค้าจะจบลงคงต้องคิดใหม่ เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ทรัมป์ได้งัดท่าไม้ตายฉบับใหม่ขึ้นมาตอบโต้ทันที พร้อมทิ้งปมปัญหาเงินภาษี 4 ล้านล้านบาทไว้เบื้องหลัง
-ศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด ทรัมป์ “ไม่มีอำนาจ” เรียกเก็บภาษีกับทั่วโลก
สรุปคำวินิจฉัยศาล "ภาษีเหวี่ยงแห" คือการใช้อำนาจเกินขอบเขต
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง วินิจฉัยว่าการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA (อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน) ที่ทรัมป์ใช้เก็บภาษีทั่วโลกนั้น "เป็นโมฆะ" โดยให้เหตุผลหลักคือ
1.อำนาจภาษีเป็นของสภาคองเกรส ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าการเก็บภาษีเป็นสิทธิขาดของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร
2.อ้างเหตุฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ การเก็บภาษีแบบเหวี่ยงแหโดยไม่จำกัดระยะเวลาและจำนวนเงิน ถือเป็นการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองเกินไป
โดย ประธานศาลฎีกา"จอห์น โรเบิร์ตส์" กล่าวชัดเจนว่า "หากประธานาธิบดีจะเก็บภาษีฝ่ายเดียวแบบนี้ ต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนเท่านั้น"
"ทรัมป์" ไม่ยอมแพ้พร้อมงัดมาตรการใหม่เข้าสู้
ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่าคำตัดสินนี้คือกระบวนการ"ต่อต้านอเมริกา" และได้ประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราใหม่ 15% (ลดลงจาก 19% เดิมเล็กน้อย) เพื่อเลี่ยงบาลีคำสั่งศาล นอกจากนี้ยังมีไม้ตายอื่นๆ ที่เตรียมไว้ถล่มคู่ค้า ได้แก่..
-ภาษีสินค้าทั่วไป 15% (บังคับใช้เบื้องต้น 150 วัน)
-สินค้าความมั่นคง (เหล็ก/รถยนต์) 25%-50%
-สินค้าจากจีน/เฟอร์นิเจอร์ 30%-50%
-สินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง (ชิป/ยา) พุ่งสูงถึง 100%
4 ล้านล้านบาทใครจะได้เงินคืน?
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินภาษีกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.1-5.5 ล้านล้านบาท) ที่สหรัฐเก็บไปแล้วจากผู้นำเข้า 3 แสนราย ศาลไม่ได้สั่งให้คืนเงินโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้นำเข้าต้องไปฟ้องร้องเรียกคืนกันเอง ซึ่งทรัมป์เตือนว่าถ้าต้องคืนเงินทั้งหมด สหรัฐอาจถึงขั้นล้มละลายหรือต้องกู้เงินมหาศาลจนหนี้สาธารณะพุ่ง
ผลกระทบต่อ "ไทย" คลื่นลูกที่สองที่หนักกว่าเดิม
ประเทศไทยในฐานะคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ กว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจโตเพียง 1.5%–1.9% เท่านั้น โดยมี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงตายดังนี้..
-อิเล็กทรอนิกส์ & ฮาร์ดดิสก์ มูลค่าส่งออก 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เสี่ยงโดนภาษีใหม่ 15%
-เครื่องจักรกล คำสั่งซื้อจากอเมริกาจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
-ยางรถยนต์ ต้นทุนจะพุ่งจนสู้คู่แข่งไม่ได้
-ยานยนต์ & ชิ้นส่วน โดนภาษีซ้ำซ้อนจากมาตรการความมั่นคง
-อัญมณี กำลังซื้อคนอเมริกันหดตัวเพราะของแพงขึ้น
ซึ่งในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ได้วิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้ โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา จาก CIMB Thai เตือนว่า "อย่าเพิ่งดีใจว่าสงครามการค้าจบลง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนระลอกใหม่ที่ไทยต้องตั้งรับให้ดี"
ขณะที่ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าไทยต้องเฝ้าระวังแบบ"วันต่อวัน" เพราะนอกจากภาษีแล้ว สินค้าจีนราคาถูกที่เข้าอเมริกาไม่ได้ จะทะลักเข้ามาถล่มตลาดไทยและอาเซียนแทน
-ส่งออกไทยเป็นอย่างไร? เมื่อศาลสหรัฐสั่งเบรกเก็บภาษี แต่ ‘ทรัมป์’ งัดมาตรการโต้ ฟังวิเคราะห์
สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจ แต่ส่งผลถึงเราทุกคน เพราะเมื่อภาษีขึ้น ราคาสินค้าทั่วโลกจะผันผวน การลงทุนในไทยอาจชะลอตัวลง เป็นสิ่งที่ "ไทย" ต้องเร่งหาตลาดใหม่และปรับตัวให้เร็วที่สุด..