โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พบชัย” กาง 3 ฉากทัศน์อิหร่านระอุ แนะเก็บหุ้นสื่อสาร-พลังงานต้นน้ำหลบภัย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 04.44 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพบชัย ภัทราวิชญ์ นักกลยุทธ์ตลาดหุ้น ตลาดอนุพันธ์ และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่ม SCBX เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off หรือการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะตื่นตระหนก (Panic Sell) เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนประเมินว่าความขัดแย้งอาจไม่ยืดเยื้อหรือลุกลามรุนแรง

นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ว่าอาจพัฒนาไปได้ 3 ฉากทัศน์หลัก ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน ตลาดทุน และภาพรวมเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน

ฉากทัศน์ที่ 1: การโจมตีจำกัดและยุติเร็ว (ความน่าจะเป็น 30%)
กรณีผู้นำอิหร่านเลือกเปิดทางเจรจามากกว่าการยกระดับการสู้รบ การปะทะอาจอยู่ในวงจำกัดและคลี่คลายอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อราคาพลังงานคาดว่าจะเป็นลักษณะดีดตัวแรงระยะสั้น (Overshoot) ก่อนปรับฐานลง
ในด้านตลาดทุน ดัชนี SET Index มีโอกาสย่อตัวช่วงสั้น ก่อนฟื้นตัวกลับได้ค่อนข้างเร็ว หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม

ฉากทัศน์ที่ 2: ยืดเยื้อแต่ไม่ขยายวงกว้าง (ความน่าจะเป็น 50% – กรณีหลัก)
ความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่องแต่ยังจำกัดพื้นที่ ไม่ขยายสู่ประเทศอื่นในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่อาจมีการประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเป็นทางการ
ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงขายและแกว่งตัวซึมลงราว 3–4% จากความกังวลต้นทุนพลังงานและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย

ฉากทัศน์ที่ 3: สงครามระดับภูมิภาค (ความน่าจะเป็น 20%)
กรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดการสูญเสียผู้นำระดับสูงและนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านและพันธมิตร เช่น ฮูตี และ ฮิซบอลเลาะห์ ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง สถานการณ์อาจขยายวงเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค

ผลกระทบในกรณีดังกล่าวอาจรุนแรง โดยดัชนี SET Index มีโอกาสปรับลดลงมากกว่า 5% จากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว โดยอัตราการเติบโตของ GDP อาจอยู่เพียง 0.5–1.5% จากผลกระทบต้นทุนพลังงานสูงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ มีดังนี้

1.กลุ่มปิโตรเคมี: ได้รับแรงกดดันจากส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) ที่อาจลดลงเมื่อต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น

2.กลุ่มสายการบิน: ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับตัวสูงขึ้น

3.กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: ความเสี่ยงจากการลดลงของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

4.กลุ่มโรงไฟฟ้า: ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

5.กลุ่มโรงพยาบาล (ระดับบน): โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าเป็นผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจำนวนมาก เช่น BH (บำรุงราษฎร์) ซึ่งแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือทำกำไรระยะสั้นไปก่อน

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ระยะสั้น

กลุ่มพลังงานต้นน้ำ: ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ เช่น PTTEP, PTT และ BCP

สำหรับกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุน ในสภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังและพิจารณาทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย ดังนี้

  • การเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection)

Defensive & Domestic Play: เน้นหุ้นที่เน้นตลาดในประเทศและไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น

กลุ่มสื่อสาร: ADVANC และ TRUE ซึ่งมีความผันผวนต่ำต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

กลุ่มขนส่ง: BEM

กลุ่มโรงพยาบาลที่เน้นในประเทศ: CHG (จุฬารัตน์) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติจากตะวันออกกลางน้อยมาก

หลุมหลบภัย (Safe Haven): พิจารณาการลงทุนในกอง REITs ที่มีความผันผวนต่ำและปันผลสม่ำเสมอ เช่น FTREIT หรือ LHHOTEL (LHS)

  • แนวรับแนวต้านทางเทคนิค

แนวรับสำคัญ: บริเวณ 1,490 - 1,500 จุด หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,490 จุดได้ จะมีโอกาสเห็นการดีดตัวกลับในระยะถัดไป

แนวต้าน: ประเมินกรอบบนไว้ที่ระดับ 1,510 จุด

มุมมองเชิงจิตวิทยา: การที่ดัชนีพยายามรักษาตัวที่ระดับ 1,500 จุด สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ตื่นตระหนกจนเกินไป และยังคงรอความชัดเจนจากการเจรจา

แม้สถานการณ์จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่อาการของตลาดที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่การตื่นตระหนกแบบรุนแรง (Panic) แต่นักลงทุนเลือกที่จะระมัดระวังมากขึ้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการโยกย้ายสินทรัพย์ไปยังกลุ่มที่เป็น Domestic Play หรือหุ้นที่มีความแข็งแกร่งเฉพาะตัว เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ โดยมีจุดชี้วัดสำคัญอยู่ที่การรักษาระดับแนวรับที่ 1,490-1,500 จุด เพื่อประคองความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...