โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมื่อ Bitcoin กลายเป็นทุนสำรองแห่งชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

การมาของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ อาจเร่งกระบวนการ De-leveraging และบังคับให้สินทรัพย์เสี่ยงต้อง Re-price ครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันอเมริกาก็ตั้ง Strategic Bitcoin Reserve และเปิดทางให้ Stablecoin ถูกกฎหมายเต็มรูปแบบ ถือเป็นการอัปเกรดจากระบบ Fiat สู่ระบบดิจิทัล ความผันผวนของตลาดจึงอาจไม่ใช่สัญญาณล่มสลาย แต่คือ “System Update” ของระเบียบการเงินใหม่ ที่อาจผลักดัน Bitcoin สู่บทบาทสินทรัพย์อ้างอิงระดับโลกในอนาคต

บทความโดย : ชานน จรัสสุทธิกุล Co-Founder และ CEO ของ Forward Labs สตาร์ตอัปฟินเทคด้าน Blockchain และ CEO ของ INTNODE ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ถ้าเราจะคุยกันเรื่องการ Reset ระบบการเงินโลกในปี 2026 เราคงต้องย้อนกลับไปมองรูปแบบของระบบเดิมก่อน นั่นคือความสามารถของธนาคารกลางในการพิมพ์เงินเพื่อประคองเศรษฐกิจ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ QE (Quantitative Easing)

โลกอาจจะคิดว่าธนาคารกลางสหรัฐ พิมพ์เงินมาโดยที่ไม่มีอะไรค้ำประกัน แต่ที่จริงแล้ว มูลค่าของ USD นั้นอาจถูกมองได้ว่า ใช้ดัชนีความเป็นประเทศมหาอำนาจเป็นตัวค้ำประกัน เช่น ใช้งบประมาณทางทหาร (Military Power) รวมไปถึง สถานะทางเศรษฐกิจ ของประเทศอเมริกา นั่นจึงเป็นเหตุที่งบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้น และทรัมป์เองก็พยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอเมริกา

ในโลกการเงิน 1.0 หรือ Web2 Financial System ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำหน้าที่เหมือน Central Server ที่คอยจัดการสภาพคล่องทั้งหมด แต่ปัญหาคือ เมื่อ Server นี้ปล่อยเงินออกมามากเกินไป จนงบดุล (Balance Sheet) บวมขึ้นมาถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ สิ่งที่ตามมาคือ "เงินเฟ้อ" ที่บิดเบือนมูลค่าของสินทรัพย์ทุกอย่างในโลก

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกุมภาพันธ์ 2026 คือจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่สุด เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้ขึ้นมาเป็นประธาน Fed คนใหม่

คำถามคือ ทำไมการเลือก Kevin Warsh ถึงสั่นสะเทือนวงการ Crypto จนหน้าจอแดงฉานขนาดนี้?

Warsh ถือเป็น "สายเหยี่ยว" (Hawk) ตัวจริงที่เชื่อในวินัยการเงินแบบสุดโต่ง เขาไม่เชื่อในการพิมพ์เงินเพื่อแก้ปัญหา ราคาของสินทรัพย์หลายอย่างในปัจจุบันคือ future price หมายความว่า เป็นราคาในอนาคต ที่คาดว่า มูลค่าบริษัท หรือสินทรัพย์นั้น น่าจะถึงจุดนั้น ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริง (มูลค่าจากการกาว ประเมินvaluation ไปข้างหน้า แล้วนักลงทุนเอาเงินเข้าไปซื้อ-ขาย ตามสภาพคล่องในตลาด) ซึ่ง Warsh เอง ไม่ได้เป็นคนมองแบบนั้น เขาเป็นคนมองเนื้อในแท้ ๆ และมูลค่าแท้ของสินทรัพย์ ไม่ใช่คนที่อ้างอิงราคาตามราคาที่เป็นกระแสหรือ Over bought กันในตลาด นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า "Financial De-leveraging" ซึ่งแน่นอนว่าในระยะสั้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทุกอย่างต้อง Re-price กันใหม่หมด

แต่นี่แหละคือจุดที่ Narrative ของ Web3 เริ่มทำงาน

ในขณะที่ Fed ภายใต้การนำของ Warsh กำลังดึงเงินกลับ (Hardening USD) ทางฝั่งรัฐบาลเองกลับเซ็นคำสั่งบริหารเพื่อจัดตั้ง Strategic Bitcoin Reserve หรือคลังสำรองบิตคอยน์แห่งชาติไปพร้อม ๆ กัน

ลองคิดตามนะครับ… ในแง่ของระบบคอมพิวเตอร์ นี่คือการย้ายฐานข้อมูลความมั่นคง (Security Database) จากเดิมที่ผูกไว้กับ "ความเชื่อถือในตัวบุคคล" (Fiat-based) ไปผูกไว้กับ "ความขาดแคลนทางคณิตศาสตร์" (Math-based) แทน

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ กักตุน Bitcoin ไว้ในคลังสำรองกว่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และห้ามขายออก คือการยอมรับว่าในยุค "New Economy" บิตคอยน์ทำหน้าที่เป็น Hard Money ที่ทำงานบน Protocol ที่ไม่มีใครแทรกแซงได้ ไม่ต่างอะไรจากที่เรามองว่าทองคำคือ Safe Haven ในอดีต

นอกจากนี้ กฎหมายอย่าง GENIUS Act ยังเข้ามาทำให้ Stablecoin กลายเป็น "ท่อส่งน้ำ" (Digital Pipe) ที่ถูกกฎหมาย 100% ทำให้ดอลลาร์สามารถวิ่งอยู่ในโลก DeFi ได้โดยไม่ต้องผ่านระบบธนาคารที่ล่าช้า นี่คือการอัปเกรดระบบปฏิบัติการทางการเงิน (Financial OS) จากยุค Analog สู่ยุค Digital Settlement อย่างแท้จริง

แล้วเม็ดเงินสดจะอยู่กับ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือก็คือ บริษัทเอกชน ที่นำเงินเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาล อย่างเช่น Circle

ความผันผวนที่เราเห็นในหน้าจอในระยะนี้…สำหรับผมมันคือ "System Update"

ตามหลักการของระบบที่มีความเสถียร (Robust System) การกำจัด Junk Data หรือสภาพคล่องที่ไม่มีคุณภาพออกไป จะช่วยให้ฐานของระบบแข็งแรงขึ้น การที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญแถว 60,000 ดอลลาร์ หลังจากแตะ New High ไปที่ 126,000 ดอลลาร์ เป็นกระบวนการล้าง Leverage เพื่อรับ "เงินเย็น" จากระดับสถาบันและระดับรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาเป็นผู้เล่นกลุ่มหลัก

อนาคตของการเงินอาจไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่ว่าโลกจะเชื่อมั่นใน "ระเบียบโลกดิจิทัลใหม่" ที่มีความชัดเจนและตรวจสอบได้มากแค่ไหน

ซึ่งถ้าการ Reset ครั้งนี้เดินหน้าต่อ อาจจะได้เห็น Bitcoin ก้าวขึ้นมาเป็น "สินทรัพย์อ้างอิงสูงสุด" (Ultimate Reserve Asset) ของโลกยุคใหม่ที่ไม่มีใครสามารถกดปุ่ม Ctrl+P เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีกต่อไป

บทความโดย

ชานน จรัสสุทธิกุล

Co-Founder และ CEO ของ Forward Labs สตาร์ตอัปฟินเทคด้าน Blockchain
และ CEO ของ INTNODE ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

'เหรียญ' พารวย

Truth Social ในเครือทรัมป์ ยื่นเปิด ETF Bitcoin - Ethereum ท้าชนตลาดโลก

ทันหุ้น

ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลง -2.28%

TNN ช่อง16

One Piece กับบทเรียนทางการเมือง เรื่อง 'คู่ขัดแย้ง' ที่ไม่กลายเป็น 'ศัตรู'

มติชนสุดสัปดาห์
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...