โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท.สผ.ชี้ปี68โกยกำไร6หมื่นล. บอร์ดฯไฟเขียวจ่ายปันผล8.75บาท/หุ้น

Manager Online

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ปตท.สผ. เผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้ 294,849 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 2569 เพิ่มปริมาณขายโตขึ้น 10 %เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ บอร์ดฯไฟเขียวจ่ายปันผลงวดปี68ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสามารถนำส่งรายได้ให้รัฐเพื่อการพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ล้านบาท

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP)หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.)

ทั้งนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569

โดยในปี 2568 ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

นายมนตรี กล่าวว่าในปี 2568 บริษัทดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่งปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II) ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที

ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ส่วนความก้าวหน้าของโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS )ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

“ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” นายมนตรีกล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...