อิหร่านยันเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียม โวยสหรัฐฯคุยรอบแรกเพิ่งจบก็สั่งเร่งปิดล้อมเศรษฐกิจ
อิหร่านยันไม่ยกเลิกโครงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมในการเจรจากับวอชิงตัน รวมทั้งไม่ตื่นตกใจกับคำขู่เปิดสงคราม และไม่ไว้ใจว่าอเมริกาจริงจังกับการฟื้นเจรจา พร้อมยกตัวอย่างชัดๆ ว่าหลังการหารือล่าสุดที่โอมานเพิ่งจบลง ทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งรีดภาษีพวกประเทศที่ยังค้าขายกับเตหะราน รวมทั้งออกมาตรการแซงก์ชันใหม่เพื่อจำกัดการส่งออกของอิหร่าน
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวในวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) ว่า เหตุผลที่ทำให้อิหร่านต้องย้ำว่าจะไม่ยุติการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมแม้ถูกขู่โจมตีก็คือ ไม่มีใครมีสิทธิ์มาบงการอิหร่าน เขากล่าวต่อไปด้วยว่า การที่สหรัฐฯเสริมกำลังในตะวันออกกลางในเวลานี้ ซึ่งหมายถึงการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เข้ามาอยู่ในทะเลอาหรับ พร้อมกับเรือรบอื่นๆ อีกหลายลำ ไม่ได้ทำให้อิหร่านรู้สึกหวาดกลัว
อารักชีสำทับว่า เตหะรานได้หารือกับจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของตน เกี่ยวกับการฟื้นการเจรจากับอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ (6 ก.พ.) ที่ผ่านมา ที่โอมาน นับเป็นการเจรจาครั้งแรกหลังจากสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายนปีที่แล้วระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งอเมริการ่วมวงโจมตีเตหะรานด้วยเป็นช่วงสั้นๆ
อิหร่านนั้นต้องการให้อเมริกายกเลิกมาตรการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่อารักชีระบุในเวทีประชุมเมื่อวันอาทิตย์ว่าเป็น “มาตรการสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์”
ชาติตะวันตก รวมทั้งอิสราเอล ประเทศซึ่งเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเป็นชาติเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองเรียบร้อยแล้ว พากันกล่าวหาว่า อิหร่านมีการเร่งเพิ่มสมรรถนะสารกัมมันตรังสีอย่างยูเรเนียม โดยมีเป้าหมายในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ทว่า เตหะรานปฏิเสธเรื่องนี้
นอกจากเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว อเมริกาและอิสราเอลยังต้องการให้การเจรจาซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ครั้งนี้ ครอบคลุมถึงโครงการขีปนาวุธทิ้งตัวและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในตะวันออกกลางของอิหร่านอีกด้วย ขณะที่เตหะรานยืนกรานให้ตัดสองประเด็นนี้ออกจากวาระการหารือ
ในอีกด้านหนึ่ง กองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งมีขอบเขตรับผิดชอบครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง เผยว่า เมื่อวันเสาร์ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้นำการเจรจาของอเมริกา และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางไปเยี่ยมกำลังพลบนเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ที่ถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางตั้งแต่หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา การเยือนคราวนี้เกิดขึ้นหลังทั้งสองเสร็จสิ้นการเจรจากับฝ่ายอิหร่านที่โอมานไม่นาน และยังมีขึ้นภายหลังที่ทรัมป์ขู่ใช้กำลังแทรกแซงอิหร่านครั้งแล้วครั้งเล่า
วิตคอฟฟ์ ได้โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เรืออับราฮัม ลินคอล์น และกองเรือโจมตีทำให้อเมริกาปลอดภัย และย้ำถ้อยคำของทรัมป์ที่พูดถึงสันติภาพที่ได้มาด้วยความเข้มแข็ง
มีรายงานว่าการขู่ทำสงครามของสหรัฐฯเป็นสิ่งซึ่งครอบงำการเจรจาที่โอมาน แม้ทรัมป์อ้างว่า การหารือดังกล่าว “ดีมาก” ส่วนประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน ขานรับว่า ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญก็ตามที
นอกจากนั้น ไม่นานหลังการหารือคราวนี้ ทรัมป์ยังลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องให้ขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าเข้าสหรัฐฯของพวกประเทศที่ยังค้าขายกับเตหะราน นอกจากนั้นอเมริกายังประกาศมาตรการแซงก์ชันใหม่ๆ เพื่อเล่นงานพวกเรือพาณิชย์และบริษัทขนส่ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะจำกัดการส่งออกของอิหร่าน
อารักชีกล่าวถึงเรื่องนี้ในเวทีประชุมเมื่อวันอาทิตย์ว่า มาตรการทางทหารและการแซงก์ชันที่ยังดำเนินต่อไปทำให้เกิดข้อข้องใจสงสัยว่า อเมริกาจริงจังและพร้อมในการเจรจาอย่างแท้จริงหรือไม่
ทั้งนี้การเจรจาระหว่างสองชาติที่เป็นศัตรูกัน และการสะสมกำลังในตะวันออกกลางของอเมริกา เกิดขึ้นหลังจากเตหะรานปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนธ.ค.จากความไม่พอใจภาวะเศรษฐกิจ
วันอาทิตย์ สำนักข่าวฟารส์ ของอิหร่าน รายงานว่า ทางการอิหร่านได้จับกุมนักปฏิรูป 3 คนที่รวมถึงอาซาร์ มานซูรี ผู้นำกลุ่มแนวร่วมปฏิรูปแห่งอิหร่าน ที่ถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ๆ เช่น ทำลายความสามัคคีเป็นเอกภาพของประเทศ และร่วมมือในการโฆษณาชวนเชื่อของศัตรู
นอกจากนั้นในวันเสาร์ นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพชาวอิหร่านที่ถูกจองจำอยู่แล้ว ยังถูกตัดสินจำคุกอีก 6 ปีข้อหาเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และ 1ปีครึ่งสำหรับข้อหาโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านระบบรัฐอิสลามในอิหร่าน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยอมรับว่า มีผู้เสียชีวิตในการประท้วงครั้งล่าสุด 3,117 คน และเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 2,986 คนในวันอาทิตย์ โดยระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกองกำลังความมั่นคงและผู้บริสุทธิ์
ทว่า สำนักข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ที่มีฐานในอเมริกา อ้างว่า ยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งผ่านการพิสูจน์ยืนยันแล้วของตนนั้น อยู่ที่ 6,961 คน และอีก 11,630 คนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมทั้งมีผู้ถูกจับกุมกว่า 51,000 คน
(ที่มา: เอเอฟพี)
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO