"กอบศักดิ์" เปรียบไทยเหมือน "รถเก่า" ซ่อมไป วิ่งไป แนะ 3 ข้อยกเครื่องใหม่ก่อนรั้งท้ายอาเซียน
หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 29 สถาบันพระปกเกล้า เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 15 หัวข้อ “Future Trend and Foresight: รู้เทรนด์โลก เห็นอนาคต นำการเปลี่ยนแปลง” ร่วมกับ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.)
รวมถึงหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) และ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)
โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดพลิกผัน ที่สำคัญที่สุดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แรงกระแทก และโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ระเบียบโลกเดิมกำลังจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยความปั่นป่วน สถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สงบสุขเหมือนการโดยสารเรือสำราญอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อความอยู่รอด โดยมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โลกกำลังอยู่ในจุดที่เรียกว่า Inflection Point วันนี้ของจริง วันนั้นเนี่ยคลื่นลมอยู่ข้างหน้า แต่วันนี้พายุได้เข้ามารอแล้ว กำลังส่งผลและกำลังจะเข้าสู่จุดที่สำคัญคับขันที่สุด
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจอันดับ 1 และอันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน กลายเป็นประเด็นความเสี่ยงสูงสุด ตามสถิติในอดีตกว่าร้อยละ 80 ของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำมักจบลงด้วยการใช้กำลังทางทหาร โดยมักเริ่มต้นจากสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงคราม Supply Chain ในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในทุกมิติ ทั้งสงครามแร่หายาก และการแบ่งขั้วอำนาจ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเปราะบาง (Hotspots) ในหลายพื้นที่ เช่น เวเนซุเอลา กรีนแลนด์ ยุโรป ไปจนถึงประเด็นของอิหร่านที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะลุกลามบานปลายเพียงใด
ซึ่งสงครามการค้ายกที่ 2 กำลังเริ่มต้นและคาดว่าจะรุนแรงสูงสุดในปี 2569 ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหัรฐอเมริกา ได้ประกาศใช้มาตรา 122 ปรับภาษีทุกประเทศขึ้นเป็น 15% ตามเพดานสูงสุด แม้แต่สิงคโปร์ที่เคยได้อัตรา 10% ปัจจุบันก็ถูกปรับขึ้นเป็น 15% เท่ากับประเทศไทยแล้ว จากการตัดสินของศาลสูง ทำให้ทุกประเทศต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่าเดิม หลายประเทศจึงต้องเตรียมการเจรจาต่อรองรอบใหม่ รวมถึงไทยด้วย
นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมทางทหาร สหรัฐฯ ได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจาก 1 ล้านล้านเหรียญ เป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมคุมเข้มบริษัทผลิตอาวุธ ในขณะที่ธนาคารกลางของจีนได้เริ่มเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำแทน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเตรียมการของรัสเซียก่อนเกิดสงครามยูเครน
อย่างไรก็ตาม แม้สงครามการค้าจะน่ากังวล แต่การต่อสู้กันระหว่างจีนและอเมริกา ทำให้ทั้งสองตลาดเปิดรับสินค้าจากไทยมากขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่นำไปประกอบเป็น Data Center ในอเมริกากำลังขยับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ควอนตัมชิป และคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์ไปฝึกฝนในโลกเสมือนจริงนับแสนตัวจนสามารถใช้งานจริงได้แล้ว มีการประเมินว่าภายในปี 2569 เทคโนโลยี AI จะมีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ และจะเก่งกว่ามนุษย์ภายในปี 2573 ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง เฉกเช่นเดียวกับยุคที่ไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนโลก
นอกจากนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงจนเป็นภัยคุกคามทางกายภาพ ทั้งไฟป่ารุนแรงในฮาวาย แคลิฟอร์เนีย และยุโรป ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ไปจนถึงพายุทอร์นาโดหลายลูกพร้อมกัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหนัก
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เต็มไปด้วยความท้าทายและเครื่องหมายคำถาม ธนาคารประเมินการเติบโตเบื้องต้นไว้ที่ 1.5 - 2% ประเทศไทยกลายเป็น "ผู้ป่วยของเอเชียและอาเซียน" ที่อัตราการขยายตัวตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้จะโตได้ 2.4% แต่ก็ยังต่ำสุดในภูมิภาค สู้ประเทศอื่นที่โต 5-6% ไม่ได้ โดยมีปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน
โดยอธิบายว่า อุตสาหกรรมไทยยังพึ่งพาเทคโนโลยีเก่าที่ใช้มานานกว่า 30-40 ปี ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดการณ์ว่าในปี 2569 อุตสาหกรรมจะโตเพียงร้อยละ 0.4 และการบริโภคในประเทศลดเหลือร้อยละ 2 อุตสาหกรรมดั้งเดิมกำลังถดถอยรุนแรง โดยเฉพาะค่ายรถยนต์สันดาปสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หากไม่เร่งปรับตัว ไทยจะรั้งท้ายอาเซียน ดีกว่าเพียงกัมพูชา ลาว และเมียนมา ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็ยังเปิดตัวไม่ทัน
ขณะที่สินเชื่อธนาคารติดลบติดต่อกันมาถึง 6 ไตรมาส โดยเฉพาะสินเชื่อครัวเรือน ผู้บริโภค และ SME ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง รวมไปถึงการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณที่อาจล่าช้าข้ามปี ส่งผลให้ไม่มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจและงบลงทุนอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นปัจจัยที่เข้ามาฉุดรั้งการเติบโต
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะทะลุ 1,500 จุด แต่เป็นผลมาจากเงินทุนไหลเข้าชั่วคราว เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยงตลาดอินโดนีเซียที่ถูกลดน้ำหนักจาก MSCI จากปัญหาสภาพคล่อง ไม่ได้มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของไทย จึงต้องรอประเมินภาพรวมอีกครั้งในช่วงกลางปี
ดร.กอบศักดิ์ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยว่าเหมือนรถยนต์เก่า ต่อให้ซ่อมและเหยียบคันเร่งด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นมากแค่ไหน ก็วิ่งได้จำกัด พอน้ำมันหมดก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องเน้นการ "ยกเครื่อง" เปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กันไป
และท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยมีทางเลือก 3 ทาง คือ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Right Action), ไม่ทำอะไรเลย (No Action), และตัดสินใจผิดพลาด (Wrong Action) แต่ที่ผ่านมาไทยมักตกอยู่ในสภาวะ No Action จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งอันตรายที่สุด ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบการศึกษา, สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำ, กฎหมายล้าสมัย, ระบบราชการ โดยต้องเร่งดำเนินการ 3 แนวทางหลัก ดังนี้
- สร้างความเข้มแข็งจากภายใน : ดำเนินมาตรการปกป้องและสนับสนุน SME ไทยให้รอดพ้นจากการทะลักของสินค้าต่างชาติ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มสดใส ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30%
- ป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก : ในช่วง 3 ปีนี้ ไทยควรลดการพึ่งพามหาอำนาจที่มีความขัดแย้ง และกระจายความเสี่ยงไปสร้างพันธมิตรกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย อาเซียน และยุโรป เพราะข้อตกลงของมหาอำนาจมักไม่มีความแน่นอน
- ฉวยโอกาสแห่งยุคทองในการดึงดูด FDI : ประเทศไทยกำลังมี "ฟ้าที่กำลังเปิด" ถือเป็นโอกาสล่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ดีที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้ง ซึ่งปัจจุบันยอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ก้าวกระโดดจากปีละ 5 แสนล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 4 เท่าตัว ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เงินทุนกำลังเตรียมไหลเข้าสู่ไทย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือเราต้องแข่งกับคู่แข่งในอาเซียนอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ให้ชนะ หากไทยสามารถจัดสรรทรัพยากร ดึงดูดการลงทุน และเปลี่ยนเป็น "รถคันใหม่" ที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังเหมือน "เฟอร์รารี่" ได้สำเร็จ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 4% จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"กอบศักดิ์" เตือน จี้ ปฏิรูปด่วน แนะ ตั้งบอร์ดอิสระช่วยดูแล
"กอบศักดิ์" ชี้ ภาษี19%แค่เริ่มต้น สงครามการค้าอาจยืดอีก3ปี ไทยต้องลดสัดส่วนสหรัฐฯ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "กอบศักดิ์" เปรียบไทยเหมือน "รถเก่า" ซ่อมไป วิ่งไป แนะ 3 ข้อยกเครื่องใหม่ก่อนรั้งท้ายอาเซียน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com