โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"กอบศักดิ์" เปรียบไทยเหมือน "รถเก่า" ซ่อมไป วิ่งไป แนะ 3 ข้อยกเครื่องใหม่ก่อนรั้งท้ายอาเซียน

PPTV HD 36

อัพเดต 48 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“กอบศักดิ์” เปรียบไทยเป็น “รถเก่า” ซ่อมไป วิ่งได้จำกัด แนะ 3 แนวทางยกเครื่องใหม่เป็น “เฟอร์รารี” ก่อนประเทศรั้งท้ายอาเซียน หากทำสำเร็จ เศรษฐกิจโต 4% ไม่ใช่เรื่องยาก

หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 29 สถาบันพระปกเกล้า เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 15 หัวข้อ “Future Trend and Foresight: รู้เทรนด์โลก เห็นอนาคต นำการเปลี่ยนแปลง” ร่วมกับ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.)

รวมถึงหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) และ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)

โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดพลิกผัน ที่สำคัญที่สุดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แรงกระแทก และโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ระเบียบโลกเดิมกำลังจะหายไปและถูกแทนที่ด้วยความปั่นป่วน สถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สงบสุขเหมือนการโดยสารเรือสำราญอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อความอยู่รอด โดยมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โลกกำลังอยู่ในจุดที่เรียกว่า Inflection Point วันนี้ของจริง วันนั้นเนี่ยคลื่นลมอยู่ข้างหน้า แต่วันนี้พายุได้เข้ามารอแล้ว กำลังส่งผลและกำลังจะเข้าสู่จุดที่สำคัญคับขันที่สุด

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจอันดับ 1 และอันดับ 2 อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน กลายเป็นประเด็นความเสี่ยงสูงสุด ตามสถิติในอดีตกว่าร้อยละ 80 ของการแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้นำมักจบลงด้วยการใช้กำลังทางทหาร โดยมักเริ่มต้นจากสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงคราม Supply Chain ในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นในทุกมิติ ทั้งสงครามแร่หายาก และการแบ่งขั้วอำนาจ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเปราะบาง (Hotspots) ในหลายพื้นที่ เช่น เวเนซุเอลา กรีนแลนด์ ยุโรป ไปจนถึงประเด็นของอิหร่านที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะลุกลามบานปลายเพียงใด

ซึ่งสงครามการค้ายกที่ 2 กำลังเริ่มต้นและคาดว่าจะรุนแรงสูงสุดในปี 2569 ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหัรฐอเมริกา ได้ประกาศใช้มาตรา 122 ปรับภาษีทุกประเทศขึ้นเป็น 15% ตามเพดานสูงสุด แม้แต่สิงคโปร์ที่เคยได้อัตรา 10% ปัจจุบันก็ถูกปรับขึ้นเป็น 15% เท่ากับประเทศไทยแล้ว จากการตัดสินของศาลสูง ทำให้ทุกประเทศต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงกว่าเดิม หลายประเทศจึงต้องเตรียมการเจรจาต่อรองรอบใหม่ รวมถึงไทยด้วย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมทางทหาร สหรัฐฯ ได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศจาก 1 ล้านล้านเหรียญ เป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมคุมเข้มบริษัทผลิตอาวุธ ในขณะที่ธนาคารกลางของจีนได้เริ่มเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำแทน ซึ่งคล้ายคลึงกับการเตรียมการของรัสเซียก่อนเกิดสงครามยูเครน

อย่างไรก็ตาม แม้สงครามการค้าจะน่ากังวล แต่การต่อสู้กันระหว่างจีนและอเมริกา ทำให้ทั้งสองตลาดเปิดรับสินค้าจากไทยมากขึ้น ส่งผลดีต่อการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่นำไปประกอบเป็น Data Center ในอเมริกากำลังขยับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ควอนตัมชิป และคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์ไปฝึกฝนในโลกเสมือนจริงนับแสนตัวจนสามารถใช้งานจริงได้แล้ว มีการประเมินว่าภายในปี 2569 เทคโนโลยี AI จะมีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ และจะเก่งกว่ามนุษย์ภายในปี 2573 ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง เฉกเช่นเดียวกับยุคที่ไฟฟ้าเข้ามาเปลี่ยนโลก

นอกจากนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงจนเป็นภัยคุกคามทางกายภาพ ทั้งไฟป่ารุนแรงในฮาวาย แคลิฟอร์เนีย และยุโรป ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ไปจนถึงพายุทอร์นาโดหลายลูกพร้อมกัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหนัก

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เต็มไปด้วยความท้าทายและเครื่องหมายคำถาม ธนาคารประเมินการเติบโตเบื้องต้นไว้ที่ 1.5 - 2% ประเทศไทยกลายเป็น "ผู้ป่วยของเอเชียและอาเซียน" ที่อัตราการขยายตัวตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้จะโตได้ 2.4% แต่ก็ยังต่ำสุดในภูมิภาค สู้ประเทศอื่นที่โต 5-6% ไม่ได้ โดยมีปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน

โดยอธิบายว่า อุตสาหกรรมไทยยังพึ่งพาเทคโนโลยีเก่าที่ใช้มานานกว่า 30-40 ปี ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดการณ์ว่าในปี 2569 อุตสาหกรรมจะโตเพียงร้อยละ 0.4 และการบริโภคในประเทศลดเหลือร้อยละ 2 อุตสาหกรรมดั้งเดิมกำลังถดถอยรุนแรง โดยเฉพาะค่ายรถยนต์สันดาปสูญเสียส่วนแบ่งตลาด หากไม่เร่งปรับตัว ไทยจะรั้งท้ายอาเซียน ดีกว่าเพียงกัมพูชา ลาว และเมียนมา ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็ยังเปิดตัวไม่ทัน

ขณะที่สินเชื่อธนาคารติดลบติดต่อกันมาถึง 6 ไตรมาส โดยเฉพาะสินเชื่อครัวเรือน ผู้บริโภค และ SME ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง รวมไปถึงการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณที่อาจล่าช้าข้ามปี ส่งผลให้ไม่มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจและงบลงทุนอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นปัจจัยที่เข้ามาฉุดรั้งการเติบโต

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะทะลุ 1,500 จุด แต่เป็นผลมาจากเงินทุนไหลเข้าชั่วคราว เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยงตลาดอินโดนีเซียที่ถูกลดน้ำหนักจาก MSCI จากปัญหาสภาพคล่อง ไม่ได้มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของไทย จึงต้องรอประเมินภาพรวมอีกครั้งในช่วงกลางปี

ดร.กอบศักดิ์ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยว่าเหมือนรถยนต์เก่า ต่อให้ซ่อมและเหยียบคันเร่งด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นมากแค่ไหน ก็วิ่งได้จำกัด พอน้ำมันหมดก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องเน้นการ "ยกเครื่อง" เปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กันไป

และท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยมีทางเลือก 3 ทาง คือ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Right Action), ไม่ทำอะไรเลย (No Action), และตัดสินใจผิดพลาด (Wrong Action) แต่ที่ผ่านมาไทยมักตกอยู่ในสภาวะ No Action จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งอันตรายที่สุด ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น ระบบการศึกษา, สังคมสูงวัย, ความเหลื่อมล้ำ, กฎหมายล้าสมัย, ระบบราชการ โดยต้องเร่งดำเนินการ 3 แนวทางหลัก ดังนี้

  • สร้างความเข้มแข็งจากภายใน : ดำเนินมาตรการปกป้องและสนับสนุน SME ไทยให้รอดพ้นจากการทะลักของสินค้าต่างชาติ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มสดใส ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30%
  • ป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก : ในช่วง 3 ปีนี้ ไทยควรลดการพึ่งพามหาอำนาจที่มีความขัดแย้ง และกระจายความเสี่ยงไปสร้างพันธมิตรกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย อาเซียน และยุโรป เพราะข้อตกลงของมหาอำนาจมักไม่มีความแน่นอน
  • ฉวยโอกาสแห่งยุคทองในการดึงดูด FDI : ประเทศไทยกำลังมี "ฟ้าที่กำลังเปิด" ถือเป็นโอกาสล่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ดีที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ยุคต้มยำกุ้ง ซึ่งปัจจุบันยอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ก้าวกระโดดจากปีละ 5 แสนล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 4 เท่าตัว ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เงินทุนกำลังเตรียมไหลเข้าสู่ไทย

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือเราต้องแข่งกับคู่แข่งในอาเซียนอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ให้ชนะ หากไทยสามารถจัดสรรทรัพยากร ดึงดูดการลงทุน และเปลี่ยนเป็น "รถคันใหม่" ที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังเหมือน "เฟอร์รารี่" ได้สำเร็จ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 4% จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"กอบศักดิ์" เตือน จี้ ปฏิรูปด่วน แนะ ตั้งบอร์ดอิสระช่วยดูแล

"กอบศักดิ์" ชี้ ภาษี19%แค่เริ่มต้น สงครามการค้าอาจยืดอีก3ปี ไทยต้องลดสัดส่วนสหรัฐฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "กอบศักดิ์" เปรียบไทยเหมือน "รถเก่า" ซ่อมไป วิ่งไป แนะ 3 ข้อยกเครื่องใหม่ก่อนรั้งท้ายอาเซียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...