โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CENTEL รายได้โรงแรมพุ่ง ดันกำไรปี 68 โต 14% เฉียด 2 พันล้าน เคาะปันผล 0.67 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 14.02 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 14.02 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ดังนั้น

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,992.90ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.69% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,752.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทฯ มีรายได้รวม 25,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 890 ล้านบาท หรือ 4% จากปีก่อนที่มีรายได้ 24,118 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อธุรกิจอาหารอยู่ที่ 48% : 52% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 46% : 54% สะท้อนโครงสร้างรายได้ที่สมดุลมากขึ้น

กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 14,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 885 ล้านบาท หรือ 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 61% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 60% ในปี 2567

บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 7,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 586 ล้านบาท หรือ 9% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวม 28% เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2567

ด้านกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) อยู่ที่ 3,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 319 ล้านบาท หรือ 10% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จาก 1,844 ล้านบาทในปี 2567 โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจอาหารที่มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปิดสาขาร้านอาหารที่ไม่ทำกำไร

สำหรับปี 2568 ธุรกิจโรงแรมของบริษัทฯ มีพัฒนาการเชิงบวก โดยรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน อยู่ที่ 4,281 บาท ปัจจัยหลักมาจากการปรับเพิ่มของราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) 4% สู่ระดับ 5,922 บาท ขณะที่อัตราการเข้าพัก (OCC) ทรงตัวที่ 72%

กรุงเทพมหานคร RevPAR อยู่ที่ 3,276 บาท ลดลง 1% จากปีก่อน สาเหตุจากอัตราการเข้าพักลดลงจาก 80% เหลือ 78% แม้ราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 4,200 บาท

ต่างจังหวัด RevPAR เติบโตโดดเด่น 10% อยู่ที่ 3,592 บาท ได้แรงหนุนจากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นจาก 64% เป็น 69% และ ARR เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 5,170 บาท ปัจจัยสำคัญมาจากการกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา

ต่างประเทศ ภาพรวมผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

มัลดีฟส์: RevPAR ลดลง 24% อยู่ที่ 6,388 บาท (ลดลง 18% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) จาก OCC ที่ปรับลดจาก 63% เหลือ 50% และ ARR ลดลง 4% อยู่ที่ 12,685 บาท (เพิ่มขึ้น 3% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) โดย TRevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลง 15% อยู่ที่ 313 ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักจากการรวมผลประกอบการโรงแรมใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินงาน (ramp-up)

โรงแรมเดิม: RevPAR ลดลง 9% อยู่ที่ 8,268 บาท (ลดลง 2% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) จาก ARR ที่ลดลง 10% ขณะที่ OCC เพิ่มขึ้นจาก 68% เป็น 69% โดย TRevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลง 1% อยู่ที่ 394 ดอลลาร์สหรัฐ

โรงแรมใหม่: RevPAR อยู่ที่ 4,508 บาท OCC 32% และ ARR 14,291 บาท โดย TRevPAR อยู่ที่ 233 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับปีก่อนได้ เนื่องจากในปี 2567 มีเพียงโรงแรมที่เริ่มเปิดดำเนินการช่วงปลายปี

ดูไบ: RevPAR อยู่ที่ 5,917 บาท ลดลง 1% จากปีก่อน จาก OCC ที่ลดลงเล็กน้อยจาก 85% เป็น 84% ขณะที่ ARR เพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 7,036 บาท (เพิ่มขึ้น 9% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) โดย RevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐ

ญี่ปุ่น: RevPAR เติบโตแข็งแกร่ง 12% อยู่ที่ 6,435 บาท จาก ARR ที่เพิ่มขึ้น 9% สู่ระดับ 7,998 บาท (เพิ่มขึ้น 15% ในสกุลเงินเยน) และ OCC เพิ่มขึ้น 2% โดยเมื่อพิจารณาในสกุลเงินเยน RevPAR เพิ่มขึ้น 18% อยู่ที่ 29,234 เยน

นอกจากนี้ คณะกรรมการมีมติเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ประกาศจ่ายเงินปันงวดดำเนินการ 1 ม.ค. 2568 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 6 พ.ค. 2569 กำหนดจ่ายปันผลวันที่ 21 พ.ค. 2569

ส่วนแนวโน้มในปี 2569 องค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ (UN Tourism: UNWTO) คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราประมาณ 3–4% และมีแนวโน้มกลับสู่ระดับใกล้เคียงช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงเสถียรภาพของภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ในปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เช่น จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ และความนิยมของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเติบโตประมาณ 6–7% โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มเที่ยวบินและการเปิดอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา ซึ่งจะสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลและส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ส่วนธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงจากฐานที่สูงในปีก่อน และอาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและความนิยมของญี่ปุ่นในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยปรับกลยุทธ์ด้านการขายและการตลาดอย่างต่อเนื่อง ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาวินัยทางการเงิน ควบคู่กับการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ผ่านการจัดหาแหล่งเงินทุนต้นทุนเหมาะสมจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ตามภาวะตลาด รวมถึงอาจพิจารณาปรับโครงสร้างเงินลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุนและรองรับโอกาสใหม่

ในปี 2569 บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เต็มปีเป็นครั้งแรกจากโรงแรมที่เปิดดำเนินการในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา กะรน วิลล่า จำนวน 50 ห้อง ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของโครงการโรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต ที่เปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2568 และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ จำนวน 142 ห้อง ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในประเทศญี่ปุ่น 1 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า จำนวน 300 ห้อง คาดว่าจะเปิดดำเนินการในเดือนเมษายน 2569 โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12,700 ล้านเยน แบ่งเป็นเงินกู้ 7,400 ล้านเยน และเงินทุน 5,300 ล้านเยน โดยเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นในสัดส่วน 50% ผ่านโครงสร้างการร่วมทุนแบบ GK–TK (Godo-Kaisha – Tokumei Kumiai) ในฐานะ TK Investors ซึ่งบริษัทฯ จะรับรู้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนตามสัดส่วนการลงทุน และแสดงในงบกำไรขาดทุนของบริษัทฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...