โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยไทยรับมือวิกฤตพลังาน จากอดีตที่ขาดแคลนสู่ปัจจุบัน

แนวหน้า

เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 17.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังลุกเป็นไฟ หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลจับมือร่วมกันเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยเปลวไฟของกระบอกปืนและขีปนาวุธ สถานการณ์ได้ยกระดับสู่ความรุนแรงขีดสุดเมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงานของโลก ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าและน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษจึงปะทุขึ้นทันที ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

และในขณะที่ความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุดนี้ บีบให้รัฐบาลไทยต้องรื้อฟื้นและยกระดับมาตรการประหยัดพลังงานครั้งใหญ่ หากย้อนอดีตกลับไปเราจะเห็นวิวัฒนาการการเอาตัวรอดของไทยในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

1. ยุคจุดประกายจิตสำนึก รวมพลังหาร 2 (พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป)

มาตรการประหยัดพลังงานไท

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ในอดีตสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐบาล ชวน หลีกภัย ประเทศไทยต้องเผชิญกับมรสุมพลังงานจาก วิกฤตการณ์ค่าเงินบาท (ต้มยำกุ้ง) ที่ทำให้ราคานำเข้าน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากการอ่อนค่าของเงินบาท ประกอบกับความไม่สงบในตะวันออกกลางจากการคว่ำบาตรอิรัก ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างหนัก รัฐบาลจึงต้องจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ขึ้นมาดูแลโดยตรง

ทำให้มาตรการในยุคนั้นเน้นหนักไปที่การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยผ่านสื่อสารมวลชน โดยมีการสร้างสรรค์แคมเปญระดับตำนานอย่างรวมพลังหาร 2 ที่ใช้เพลงและโฆษณาที่จดจำง่าย เช่น ชุดตุ่มใส่น้ำ ที่เปรียบเทียบการประหยัดพลังงานกับการออมน้ำ และชุดทางเดียวกันไปด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถร่วมกัน (Carpool) นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ขอความร่วมมือจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าให้นำสินค้ามาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่กินไฟน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีมาตรการบังคับที่ชัดเจน เช่น

มาตรการบังคับเวลาเปิด-ปิด สั่งการให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศปิดในเวลา 22.00 น. และเปิดเวลา 05.00 น. (ยกเว้นสถานีบนทางหลวงสายหลัก)

มาตรการคุมไฟป้ายโฆษณา บังคับปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนถนนสาธารณะหลังเวลา 22.00 น.

มาตรฐานเบอร์ 5 บังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก เพื่อควบคุมและลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

2. ยุคปรับตัวรับวิกฤตน้ำมันแพงพลังงานทดแทน (พ.ศ. 2544 - 2557)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

เมื่อก้าวเข้าสู่ รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องถึงรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์, รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับภาวะสงครามในอิรัก (ปี 2546) และความต้องการน้ำมันมหาศาลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย มาตรการของไทยจึงขยับจากการแค่ประหยัดไปสู่การหาพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ มีการประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนแห่งชาติเป็นครั้งแรก

ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มส่งเสริมการใช้ แก๊สโซฮอล์ อย่างจริงจัง โดยนำเอทานอลจากสินค้าเกษตรไทยมาผสมในเบนซิน รวมถึงผลักดันน้ำมัน ไบโอดีเซล B5 และใช้กลไกภาษีสรรพสามิตสนับสนุนรถยนต์ Eco Car รวมถึงกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุ้มราคาเพื่อรักษาระดับค่าครองชีพไม่ให้พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกที่ร้อนแรง โดยมีมาตรการบังคับที่สำคัญคือ

มาตรการสั่งยกเลิกเบนซิน 95 ประกาศยกเลิกการขายเบนซิน 95 ในปั๊มน้ำมันทั่วไป เพื่อบังคับให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์แทนทันที

มาตรการกลไกราคาจูงใจ บังคับส่วนต่างราคาผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อทำให้ราคาแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซินอย่างน้อย 2-4 บาท เป็นการใช้จิตวิทยาด้านราคาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

มาตรการเกณฑ์ประหยัด Eco Car บังคับมาตรฐานรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Car) ต้องมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 4 จึงจะได้สิทธิลดภาษีสรรพสามิต

3. ยุคเข้มงวดหน่วยงานรัฐลดใช้ 20% และนวัตกรรม (พ.ศ. 2557 - 2567)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

ในยุครัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมควบคู่ไปกับมาตรการบังคับใช้ในภาคราชการอย่างจริงจัง โดยมีการออกมติคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต้องลดการใช้พลังงานลงให้ได้ 20% อย่างเป็นรูปธรรม มีการตรวจวัดผลและรายงานผลเป็นระยะ

นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าทั่วประเทศเป็นแบบ LED ทั้งในอาคารและไฟถนนสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือการประกาศโรดแมปการส่งเสริม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลในระยะยาวภายใต้เป้าหมาย Net Zero อีกทั้งในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 (พ.ศ. 2563-2565) ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐบาลเริ่มนำมาตรการ Work from Home (WFH) และการประชุมออนไลน์มาใช้ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายและลดการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งอย่างมหาศาล ซึ่งกลายเป็นฐานรากของวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ในการใช้พลังงานมาจนถึงปัจจุบัน โดยมาตรการในยุคนี้ประกอบด้วย

มติ ครม. บังคับลด 20% ออกเป็นข้อบังคับให้หน่วยงานรัฐต้องลดการใช้พลังงานลง 20% โดยมีการรายงานผลผ่านระบบ e-Report และใช้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ในการประเมินผลงานและพิจารณาโบนัสของหน่วยงานนั้นๆ

มาตรการแอร์ 25 องศา บังคับตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศสำนักงานรัฐไม่ต่ำกว่า 25-26 องศาเซลเซียส และกำหนดเวลาปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยงอย่างเคร่งครัด

มาตรการเงินอุดหนุน EV ออกมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 บังคับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและให้เงินอุดหนุนโดยตรงสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนถ่ายจากรถยนต์สันดาปสู่รถไฟฟ้า

4. ยุคกฎเหล็กสู้ศึกตะวันออกกลาง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล (ปัจจุบัน - มีนาคม 2569)

มาตรการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน วันที่ 11 มีนาคม 2569 เมื่อวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานระดับโลก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อออกมาตรการกฎเหล็กขั้นสูงสุด โดยเน้นการประหยัดเชิงรุกที่ภาคส่วนราชการต้องทำเป็นตัวอย่างทันทีเพื่อรับมือกับสภาวะน้ำมันขาดแคลน เช่น

มาตรการ ถอดสูท-ปรับแอร์ รัฐบาลออกข้อกำหนดให้รัฐมนตรี ข้าราชการ และพนักงานรัฐงดการสวมสูทและผูกเนกไทในการปฏิบัติงานและประชุมเป็นเวลาชั่วคราว เพื่อให้สามารถปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารสำนักงานขึ้นไปอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน

มาตรการ Work from Home (WFH) 100% สั่งการให้หน่วยงานภาครัฐในส่วนงานที่ไม่มีหน้าที่บริการประชาชนโดยตรง ปรับมาใช้ระบบการทำงานจากที่บ้านอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตัดวงจรการใช้ไฟฟ้าในตึกสูงและลดการสิ้นเปลืองน้ำมันจากการเดินทางบนท้องถนน

มาตรการระงับงบประมาณดูงานต่างประเทศ สั่งให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณี โดยให้ใช้ระบบการประชุมผ่านออนไลน์หรือศึกษาดูงานในประเทศแทน เพื่อสงวนงบประมาณและพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็นระดับวิกฤต

มาตรการเตรียมการคุมเวลา ปิดปั๊ม-ปิดไฟป้าย หากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย รัฐบาลเตรียมแผนบังคับใช้การปิดสถานีบริการน้ำมันในเวลา 22.00 น. (ยกเว้นสายหลัก) และสั่งให้ปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่รวมถึงไฟประดับอาคารหลังเวลาสี่ทุ่มเป็นต้นไป

มาตรการตรึงราคาและการใช้กองทุน รัฐบาลยังคงใช้กลไกการคลังเพื่อพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร และรักษาระดับราคาก๊าซหุงต้มอย่างสุดความสามารถ เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่อาจกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน

มาตราการประหยัดพลังงานไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

จากวันที่มีเพียงแคมเปญรณรงค์ สู่ระเบียบข้อบังคับที่เข้มข้นในยุคสงครามพลังงาน วิวัฒนาการเหล่านี้คือเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ไทยยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ มาตรการเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าการประหยัดไฟหรือน้ำมัน แต่คือการร่วมกันรักษาลมหายใจทางเศรษฐกิจของชาติให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ขอขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์พลังงานโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...