กสิกรไทย ขยับเพิ่มจีดีพีปี 69 จับตาทรัมป์เปลี่ยนทิศนโยบายการค้า
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 จากเดิม 1.6% เป็นขยายตัว 1.9% และปี 70 เป็นขยายตัว 2.2% จากเดิม 2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจหรือจีดีพีไตรมาส 4 ปี 68 และทั้งปี 68 ขยายตัวได้ดีกว่าคาด จากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความคาดหวังรัฐบาลใหม่ และบริหารเต็ม 4 ปี ทำให้นโยบายมีความต่อเนื่อง
“จีดีพีไทยปี 69 จะขยายตัวเป็นบวกได้ทั้ง 4 ไตรมาส จากเดิมที่คาดว่าไตรมาสแรกของปี 69 จะขยายตัวติดลบ จากการส่งออกที่ชะลอตัวลง แต่ตัวเลขส่งออกที่ออกมายังพบว่าขยายตัวได้ดี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับประมาณการส่งออกของปี 69 จากเดิมคาดว่าจะติดลบ 2% เป็นขยายตัวเป็นบวก 1.5%”
นายบุรินทร์ กล่าวว่า การประกาศนโยบาย อเมริกัน เฟิร์ส เทรด โพลิซี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก แต่ยังเร่งให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนได้ขยายสู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าทั้งภาษีตอบโต้ และภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 นอกจากนั้น ยังดำเนินนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดลัทธิมอนโรที่มองว่าทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 10% ขณะที่ประเทศบราซิลถูกเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 50% จากเหตุผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม นโยบายอเมริกัน เฟิร์ส เทรด โพลิซี ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าโลก เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอเมริกาอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ล่าช้า (เริ่ม ส.ค.68) และประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ
สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะไทยไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้มีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด