โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้าสูงเป็นสถิติใหม่ในปี 2025 ทำให้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์กลายเป็นเรื่องตลก

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/01/chinas-record-surplus-makes-a-mockery-of-trumps-tariffs/)

China’s record surplus makes a mockery of Trump’s tariffs

by Jiao Wang

19/01/2026

มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ประสบความล้มเหลวไม่สามารถทำอะไรได้ ในเมื่อประเทศจีนยังคงสามารถได้เปรียบดุลการค้าถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในรอบปี 2025 ถือเป็นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยที่อัตราเติบโตเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปีก่อนหน้าก็อยู่ที่ 6.6%

ข้อมูลตัวเลขกำลังไหลเข้ามา และมันกำลังวาดให้เห็นภาพซึ่งขัดแย้งตรงกันข้ามกับความคิดเห็นทั่วไปที่พวกสายเหยี่ยวด้านการค้าในวอชิงตันเลื่อมใสเชื่อถือกันอยู่

ในปี 2025 ยอดการได้เปรียบดุลการค้าของจีนพุ่งทะยานสร้างสถิติใหม่โดยขึ้นไปแตะระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉพาะในเดือนธันวาคมเดือนเดียว ยอดเกินดุลนี้ก็กระโจนขึ้น 114,000 ล้านดอลลาร์ โดยได้แรงขับดันจากการส่งออกซึ่งมีอัตราเติบโต 6.6% สูงกว่าที่คาดหมายกัน ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 5.7%

ยอดการได้เปรียบดุลการค้า หรือการเกินดุลการค้า หมายถึงปริมาณที่การส่งออกมีสูงกว่าการนำเข้าในรอบระยะเวลาเดียวกัน ในกรณีของจีน ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แทนที่จะแสดงอาการของความติดขัดรวนเรจากแรงบีบคั้นภายนอก –โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐฯภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์— เครื่องจักรแห่งการส่งออกของจีน [1] กลับกำลังเดินเครื่องได้อย่างร้อนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ

สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้สังเกตการณ์ทั่วๆ ไปรู้สึกว่ามันช่างขัดแย้งมากเหลือเกินกับสิ่งที่คาดหมายกันไว้ เป็นเวลานานปีมาแล้ว วาทกรรมกระแสหลักที่พูดกันมากก็คือสหรัฐฯกำลังพันตูทำสงครามการค้าที่สร้างความร้าวฉานอยู่กับจีน [2] สิ่งนี้ทำให้เกิดการขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้าเข้าของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมโหฬารและกว้างขวาง ด้วยเจตนารมณ์ที่จะทำให้เศรษฐกิจของ 2 ฝ่ายแยกขาดจากกัน และลดทอนการที่อเมริกันต้องพึ่งพาอาศัยอุตสาหกรรมการผลิตของจีน

การตอบโต้วิวาทกันหลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ในวันที่ 2 เมษายน 2025 ซึ่งเขาเรียกขานว่าเป็น “วันปลดแอก” (liberation day) [3] ดูเหมือนจะมีการหย่าศึกพักรบกันได้เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน การรอมชอมนี้ทำให้อัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากสินค้าจีนซึ่งนำเข้าสหรัฐฯ ลงมาอยู่ที่ระดับ 47% จากที่สูงโด่งไปถึง 145%

ทั้งๆ ที่สหรัฐฯซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก กำลังปิดประตูใส่สินค้าจีนเช่นนี้ แต่ปักกิ่งยังคงสามารถโพสต์ตัวเลขการส่งออกซึ่งทำได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของตนออกมาได้อย่างไรกัน? คำตอบที่ออกมาบ่งชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯนั้นไม่ได้ชนะสงครามการค้าเลย และเศรษฐกิจจีนก็พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่ามีความสามารถในการปรับตัวมากยิ่งกว่าที่เคยคาดหมายกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2025 เปิดเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในการไหลเวียนของการค้าโลก อันที่จริง ภาษีศุลกากรที่พุ่งขึ้นก็มีการสำแดงฤทธิ์เดชให้เห็นจริงๆ ในจุดที่ตั้งใจกำหนดเอาไว้ กล่าวคือ การส่งออกโดยตรงของจีนไปยังสหรัฐฯหล่นฮวบลงราว 20% [4] ในปีที่แล้ว ส่วนการนำเข้าสู่จีนจากสหรัฐฯก็ร่วง 14.6% ทว่าขณะที่ประตูหน้าเข้าสู่ตลาดอเมริกันกำลังปิดตัวลง จีนก็กลับพบเส้นทางสายอื่นๆ

ในปี 2025 การส่งออกของจีนสู่แอฟริกา [5] ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแรงที่ระดับ 26%, ขณะที่การส่งสินค้าไปยังพวกประเทศในสมาคมอาเซียนก็ขยายตัวได้ 13%, และการค้ากับละตินอเมริกา [6] ยังคงไต่ขึ้นได้ % แม้กระทั่งการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปก็ขยับสูง 8% ทั้งๆ ที่กำลังเกิดความเครียดเค้นมากขึ้นทุกทีจากความวิตกกังวลของฝ่ายยุโรปเกี่ยวกับการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม [7] จากพวกอุตสาหกรรมของจีนซึ่งได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐ

ดังนั้น ปริมาณ 20% ที่สูญหายไปในตลาดสหรัฐฯ จึงได้รับการทดแทนคืนมาอย่างเหลือล้นเมื่อดูที่ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ จากปริมาณเพิ่มขึ้นระดับตัวเลข 2 หลักในภูมิภาคกำลังพัฒนาและบรรดาชาติเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่

“การจัดสรรกันใหม่ครั้งมโหฬาร”

นี่คือปรากฏการณ์ที่ใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลยใช่ไหม? ไม่ใช่เลย เพราะประเทศจีนกำลังทำให้เครือข่ายการค้าของตนบังเกิดความสมดุลอย่างต่อเนื่องมาตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากแผนการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ของตัวเอง [8] นี่เป็นยุทธศาสตร์ของแดนมังกรในการส่งเสริมเพิ่มพูนการค้าโดยผ่านการลงทุนในเส้นทางบกและเส้นทางทะเลสายใหม่ๆ ซึ่งครอบคลุมเส้นทางการค้าถนนสายไหม (Silk Road) ที่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์

วิถีทางเช่นนี้เองที่จีนกำลังนำมาใช้ เพื่อหาวิธีลดทอนการต้องพึ่งพาอาศัยพวกผู้บริโภคชาวตะวันตก ทว่าในความสำเร็จนี้มันยังมีชั้นที่อยู่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลนำมาอธิบายได้ว่าทำไมสงครามการค้าซึ่งเกิดขึ้นมา จึงไม่ได้ลดทอนรอยเท้าแห่งการปรากฏตัวอยู่ทั่วโลกของจีนลงเลย

งานศึกษาวิจัยได้บันทึกเก็บหลักฐานอะไรบางอย่าง ซึ่งเรียกชื่อกันว่า “การจัดสรรกันใหม่ครั้งมโหฬาร” (great reallocation) ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chains) การจัดสรรกันใหม่ดังกล่าวนี้ เป็นที่สังเกตมองเห็นกันได้ทั้งในสงครามการค้าครั้งแรก [9] –ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 เมื่อสหรัฐฯกับจีนขึ้นอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ใส่กันในการต่อสู้เพื่อช่วงชิงฐานะความเหนือล้ำยิ่งกว่าใครในทางการค้า – และก็ในสงครามการค้าครั้งปัจจุบันนี้ [10] ด้วย

ขณะที่การค้าโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-จีนได้หดตัวลดต่ำลงนับตั้งแต่ปี 2018 แต่สหรัฐฯก็ได้เพิ่มการนำเข้ามากขึ้นอย่างสำคัญจากประเทสอื่นๆ เป็นต้นว่า เวียดนาม และเม็กซิโก และเวลาเดียวกันนั้น “ประเทศที่สาม” เหล่านี้ก็เพิ่มพูนการนำเข้าพวกชิ้นส่วนขั้นกลาง (intermediate parts) จากประเทศจีน

ในปี 2025 แนวโน้มเช่นนี้มีการเร่งตัวมากขึ้น พวกกิจการของจีนไม่ใช่เพียงแค่ส่งออกสินค้าสำเร็จรูปขั้นสุดท้ายเท่านั้น –แต่พวกเขายังกำลังส่งออกพวกชิ้นส่วนไปยังโรงงานต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก แล้วจากนั้นจะมีการนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ณ ที่นั้น แล้วขนส่งมายังสหรัฐฯโดยที่ต้องเสียภาษีศุลกากรในอัตราต่ำหรือกระทั่งเป็นศูนย์ ภายใต้ข้อตกลงการค้าทวิภาคีซึ่งประเทศเหล่านั้นทำกับสหรัฐฯ

นี่จึงมายความว่าในความเป็นจริงแล้วสหรัฐฯยังคงกำลังซื้อสินค้าจีน เพียงแต่ว่าต้องมีการจ่ายค่าคนกลางเพื่อการหลบเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรอัตราสูงๆ

ผลกระทบด้านต่างๆ ของการที่จีนได้เปรียบดุลการค้าอย่างสูงลิ่วขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ ยังมีความแตกต่างจากยุคสมัยก่อนหน้านี้ เมื่อตอนที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ในปี 2001 นั้น โลกมีความวิตกกังวลเรื่องจีนจะส่งออกพวกสิ่งทอและของเล่นราคาถูกออกมา “ทุ่มตลาด” [11]

ทุกวันนี้ ความขัดแย้งไม่ลงรอยกันรวมศูนย์อยู่ที่พวกอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งนี้ การส่งออกอย่างระเบิดระเบ้อในปี 2025 ของจีนมีแรงขับดันมาจากสินค้าพวกรถยนต์บวกกับผลิตภัณฑ์เครื่องกลและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า –โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่ได้ชื่อเรียกขานว่าเป็น “3 สินค้าใหม่” (new three) ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรีลิเธียม, และแผงโซลาเซลล์

จีนไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงงานของโลกอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นซัปพลายเออร์ผลิตภัณฑ์ไฮเทค และบ่อยครั้งทีเดียวยังกลายเป็นคู่แข่งของพวกซัปพลายเออร์จากประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าทั้งหลายอีกด้วย – แต่ตรงนี้แหละเป็นที่มาของความตึงเครียดซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี การที่จีนต้องพึ่งพาอาศัยการส่งออกอย่างมากมายมหาศาลขนาดนี้ ย่อมเป็นสัญญาณสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอภายในประเทศจีนเองเช่นกัน จากการที่ตลาดที่อยู่อาศัยของจีนยังคงซบเซามาก [12] และการลงทุนภายในประเทศก็กำลังหดตัวลง [13] ทำให้พวกกิจการของจีนมีความกระหายที่จะออกไปค้นหาอุปสงค์จากที่อื่นๆ เพื่อรักษาให้โรงงานของพวกเขายังคงสามารถเดินเครื่องต่อไปได้

ในปี 2026 โมเมนตัมเช่นนี้แทบไม่ได้แสดงสัญญาณให้เห็นว่ากำลังเกิดการชะลอตัวลงเลย ทั้งนี้ ดัชนี PMI ระดับโลก (Global PMI หรือ Global purchasing managers’ index ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อระดับโลก คือตัวชี้วัดซึ่งใช้ในการประเมินสภาวการณ์ของตลาดโลก) ของปี 2025 แสดงให้เห็นถึงการขยายตัว 5 เดือนต่อเนื่องกัน [14] นี่บ่งบอกให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังคงกำลังเติบโตขึ้นด้วยความเร็วบางระดับ ซึ่งควรจะถือเป็นข่าวดีสำหรับพวกผู้ส่งออกจีน

อย่างไรก็ตาม มองกันในระยะยาวแล้ว การที่จีนกำลังได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศต่างๆ มากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก [15] ไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางโครงสร้าง ซึ่งอาจจะกลายเป็นภาวะไร้ความยั่งยืนในทางการเมือง (politically unsustainable) ความท้าทายทั้งสำหรับปักกิ่ง, วอชิงตัน, ตลอดจนฝ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ จึงอยู่ที่การค้นหาให้พบจุดสมดุล ก่อนที่พลังแห่งพลวัตแบบ “ผู้ชนะกินรวบทั้งหมด” เช่นนี้ จะก่อให้เกิดแรงตอบโต้แบบลัทธิกีดกันการค้าอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

เจียว หวัง เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ , สหราชอาณาจักร

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/have-us-tariffs-failed-to-bite-chinas-trade-surplus-hits-a-record-us-1-2-trillion-273658

เชิงอรรถ

[1] https://theconversation.com/topics/china-336

[2] https://theconversation.com/what-the-spiralling-trade-war-means-for-relations-between-the-us-and-china-254311

[3] https://theconversation.com/how-the-uk-and-europe-could-respond-to-trumps-liberation-day-tariffs-253650

[4] https://www.reuters.com/world/china/chinas-trade-ends-2025-with-record-trillion-dollar-surplus-despite-trump-tariffs-2026-01-14/

[5] https://africa.businessinsider.com/local/markets/us-trump-losing-trade-power-to-china-as-africa-southeast-asia-boost-chinese-exports/ljwj4sj

[6] https://www.ft.com/content/af1b36f6-2096-4013-9764-06bd4e0089c4

[7] https://www.politico.eu/article/eu-china-nuctech-temu-unfair-foreign-subsidies/

[8] https://theconversation.com/topics/belt-and-road-initiative-38964

[9] https://www.nber.org/system/files/working_papers/w31661/w31661.pdf

[10] https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=5795723

[11] https://theconversation.com/with-trump-back-in-the-white-house-the-age-of-free-trade-could-be-coming-to-an-end-247506

[12] https://www.reuters.com/world/asia-pacific/chinas-home-prices-slide-further-november-2025-12-15/

[13] https://uk.finance.yahoo.com/news/china-economy-loses-momentum-amid-145735774.html

[14]https://www.pmi.spglobal.com/Public/Home/PressRelease/f52d63602f2c4e1b8f9c1e5a597c3429

[15] https://www.visualcapitalist.com/cp/china-trade-partners/

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...