โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จีนไม่รีบรับบทพี่ใหญ่ เลี่ยง “ทำแทน” สหรัฐฯ ที่ถอนตัวจากสถาบันโลก

Amarin TV

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หลังทรัมป์สั่งสหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์กรระดับโลก 66 แห่ง เหล่านักวิเคราะห์ระบุว่า จีนไม่น่าจะรีบร้อนเข้าไปเป็นพี่ใหญ่แทนที่สหรัฐฯ เหตุผลเพราะอะไร?

ภาวะสุญญากาศทางการเมือง: เป็นช่องว่างให้จีนคุมเกม?

เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระดับโลกทั้งหมด 66 แห่ง ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติ 35 แห่ง และหน่วยงานของสหประชาชาติ (UN) อีก 31 แห่ง โดยอ้างว่า องค์กรเหล่านี้ส่งเสริมนโยบายสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง การบริหารจัดการโลก และแผนงานเชิงอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

หน่วยงานเหล่านี้รวมถึง องค์กรต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (GCTF) องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ กองทุนสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติ ศูนย์การค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ หรือแม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO)

ในมุมมองของทรัมป์ เขามองว่า สหรัฐฯ กำลังถูกเอาเปรียบ โดยต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่ออุดหนุนองค์กรที่บางครั้งกลับทำงานขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง พร้อมกับต้องการบีบให้องค์กรเหล่านี้ปฏิรูปการทำงาน โดยกดดันให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินให้มากขึ้นระดมทุนให้องค์กรมากขึ้น

แน่นอนว่าการถอนตัวครั้งใหญ่ สร้าง “สุญญากาศทางอำนาจ” และยังเป็นการเปิดทางให้มหาอำนาจอีกฝั่งอย่างจีนอาจจะรีบเข้ามา “ทำแทน” สหรัฐฯ โดย โจนาธาน ผิง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยบอนด์ ในโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า จีนมีโอกาสเข้าควบคุมหน่วยงานสำคัญ เช่น กรมเศรษฐกิจและสังคม (UN DESA) ซึ่งเป็นหัวใจของการกำหนดทิศทางนโยบายโลก การก้าวเข้ามาช่วยเรื่องการฝึกอบรมและเทคนิค จะทำให้จีนสามารถส่งออก "โมเดลการพัฒนาแบบจีน" ให้กลายเป็นมาตรฐานที่กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ช่ง จา เอี้ยน นักรัฐศาสตร์และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เห็นตรงข้าม เขากล่าวว่า “จีนในวันนี้ไม่ใช่สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสิบปีก่อน” และจีนในวันนี้ มีเงินให้โปรยเล่นน้อยลงกว่าเดิมมาก Spotlight ชวนอ่านบทความวิเคราะห์ เหตุใด จีนสงวนท่าที ไม่รีบ ‘ทำแทน’ สหรัฐฯ หลังทรัมป์สั่งถอนตัวจากสถาบันโลก

ยุคโปรยเงินของจีน สิ้นสุดลงแล้ว

แม้ในอดีต จีนจะดูเหมือนเป็นมหาอำนาจที่มีงบประมาณมหาศาลสำหรับโครงการต่างประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Chong Ja Ian จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ระบุชัดเจนว่า "จีนในวันนี้ไม่ใช่จีนเมื่อ 10 ปีก่อน" ปัจจุบันปักกิ่งมีเงินให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยน้อยลงกว่าเดิมมาก ทำให้ทุกการขยับตัวในเวทีโลกต้องผ่านการคำนวณที่ถี่ถ้วน

ความระมัดระวังนี้เกิดจากบทเรียนในอดีตที่ว่า การมีส่วนร่วมสูงไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป แต่บ่อยครั้งกลับนำมาซึ่ง "ผลกระทบด้านลบ" เมื่อโครงการล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงานในเหมืองที่จีนลงทุนในแซมเบีย หรือความล้มเหลวของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติในอดีต รัฐบาลปักกิ่งจึงตระหนักดีว่าการก้าวขึ้นเป็นผู้นำต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาลและความเสี่ยงที่อาจไม่คุ้มเสีย

ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการ "เลือกรับเฉพาะส่วน" โดยจะเน้นไปที่สถาบันหรือโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการทูตและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเท่านั้น มากกว่าการพยายามเป็นผู้นำในทุกกระดานเพื่อแข่งกับสหรัฐฯ

จีนรุกคืบในจุดแข็ง เน้นอำนาจเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ

แม้จีนจะสงวนท่าทีและเมินเฉยต่อช่องว่างที่สหรัฐฯ หยิบยื่นให้ แต่ก็มีหลายจุดที่รัฐบาลปักกิ่งยังมองเป็นโอกาสทองที่จะเข้าฉกชิง เพราะเชื่อว่าจะช่วยพลิกเกมการเมืองโลกได้ จีนจึงรุกคืบในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ของ UN ซึ่งร่างข้อความมักจะกลายเป็นรากฐานของสนธิสัญญาใหม่ ๆ ในอนาคต

เมื่อสหรัฐฯ ถอยห่าง จีนและรัสเซียย่อมพบช่องทางที่ง่ายขึ้นในการผลักดันการตีความกฎหมาย" ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากการที่มหาอำนาจไร้ซึ่งตัวถ่วงดุลในเชิงบรรทัดฐานสากล

นอกจากนี้ การบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นอีกหนึ่งโดเมนที่จีนก้าวเข้ามามีบทบาทนำ ในฐานะผู้ผลิตพลังงานสะอาดรายใหญ่ที่สุด จีนมีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีและการเงินสีเขียว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ซึ่งช่วยให้โมเดลการพัฒนาแบบจีนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกไปโดยปริยาย

เจาะสนามแปซิฟิกและอาเซียน เมื่อพี่ใหญ่เดิมไม่อยู่

การถอนตัวของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลแค่ในระดับนโยบายโลก แต่กำลังเปลี่ยนดุลอำนาจใน "สวนหลังบ้าน" ของเอเชียและแปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อหน่วยงานที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลวอชิงตัน จีนจึงเห็นโอกาสในการขยับฐานะจาก "ผู้สังเกตการณ์" มาเป็น "ผู้สนับสนุนหลัก" แทน

สุญญากาศในหมู่เกาะแปซิฟิกเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านหน่วยงานอย่าง SPREP องค์กรดูแลสิ่งแวดล้อมแปซิฟิก ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดงบประมาณอย่างหนักในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อน และนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของประเทศหมู่เกาะ เมื่อสหรัฐฯ ตัดท่อน้ำเลี้ยง จีนจึงก้าวเข้ามาพร้อม "เช็คเปล่า" และเงินทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยเกาะเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประเทศแถบแปซิฟิกเริ่มต้องพึ่งพิงเม็ดเงินจากปักกิ่งเป็นทางหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การถอนตัวของสหรัฐฯ จากข้อตกลง ReCAAP หรือความร่วมมือต่อต้านโจรสลัด ส่งผลให้กลไกการประสานงานพหุภาคีอ่อนแอลง จีนจึงใช้จังหวะนี้เสนอความช่วยเหลือแบบ "ทวิภาคี" แทน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรม หรือการเสนอลาดตระเวนทางทะเลร่วมกัน ซึ่งนี่คือการขยายอิทธิพลผ่านการสร้างบุญคุณ และการวางรากฐานทางระบบความมั่นคงให้เป็นไปตามแบบฉบับของจีน

อย่างไรก็ตาม ซัน เฉิงห่าว ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชิงหัว วิเคราะห์ว่า จีนไม่ได้ตะกละตะกลามฮุบทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่จีนใช้หลักการประเมินความสามารถในการควบคุมเป็นที่ตั้ง จีนจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันในประเด็นที่เปราะบางเกินไป หรือประเด็นที่เสี่ยงต่อการถูกลากไปเป็นจำเลยทางการเมืองโลก จีนเลือกเฉพาะจุดที่ตนเองมีอำนาจต่อรองสูงและสามารถบริหารความเสี่ยงได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองในภายหลัง

ภาระในบ้านยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้จีนต้องสงวนท่าที คือ ความกดดันภายในประเทศ ในช่วงปีที่จีนกำลังมุ่งหน้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 และการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 21 ในปี 2027 รัฐบาลปักกิ่งต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในเป็นอันดับแรก ทั้งปัญหาการว่างงานของเยาวชนและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

นักวิเคราะห์มองว่า "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ของการไปรับพันธสัญญาภายนอกนั้นสูงเกินไปในขณะนี้ จีนจึงต้องเน้นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ในและนอกประเทศทับซ้อนกันเท่านั้น เช่น การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน หรือการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์สากลโดยไม่ทำให้ทรัพยากรภายในต้องตึงตัวจนเกินไป

นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งยังระแวงว่า การเข้าไปแทนที่สหรัฐฯ ในทันทีอาจถูกมองว่าเป็น "การขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์" ซึ่งจะกลายเป็นข้ออ้างให้ชาติตะวันตกสถาปนาการสร้างตราบาป และระดมพลเพื่อต่อต้านจีนหนักขึ้นกว่าเดิม จีนจึงเลือกที่จะหลบอยู่หลังกรอบพหุภาคีอย่าง UN เพื่อแชร์ความรับผิดชอบกับประเทศอื่น ๆ แทน

ท่าทีของ สี จิ้นผิง บนเวทีโลกสะท้อนชัดว่า จีนไม่ได้มุ่งหวังขึ้นมาปกครองโลกเพียงผู้เดียว แต่กำลังผลักดัน "พหุพาคีนิยมที่แท้จริง" เพื่อลดการผูกขาดอำนาจจากมหาอำนาจเดียว และเพิ่มพื้นที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมมากขึ้น การเดินเกมของปักกิ่งจึงเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโลกให้มีความสมดุล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีน โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะผู้นำโลกเพียงลำพัง

บทสรุปของเกมนี้จึงไม่ใช่การที่จีนจะเข้ามาเป็น "ตำรวจโลก" แทนสหรัฐฯ แต่คือการเลือกขยับหมากอย่างใจเย็นในจุดที่ได้เปรียบ ในวันที่ระเบียบโลกเดิมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะ "หลายขั้วอำนาจ" อย่างเต็มตัว แม้โลกใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาต่อรองที่หลากหลายขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความไม่แน่นอนมหาศาลสำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ต้องเร่งหาความสมดุลท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจที่ยังไม่มีใครยอมเข้ามาเติมเต็มอย่างเบ็ดเสร็จ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...