"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ชงข้อเสนอเชิงระบบ พร้อมเป็นกลไกกลางบูรณาการ รัฐ-เอกชน ปิดช่องโหว่อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
">
วันที่ 19 มกราคม 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) จับมือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เร่งหารือพร้อมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ พร้อมเดินหน้าเชิงรุก ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางเชื่อมภาครัฐ-เอกชน แก้ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ย้ำรัฐต้องคุ้มครองสิทธิประชาชน
“อาชญากรรมทางเทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐในการคุ้มครองประชาชน ผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่เป็นกลไกกลาง ตรวจสอบ และผลักดันให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม” นายทรงศัก กล่าว
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น อาชญากรรมทางเทคโนโลยีไม่เพียงสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบของรัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม และผลักดันให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง
จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างปี 2565–2567 พบคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากกว่า 642,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 71,600 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเฉพาะราย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง
นายทรงศัก กล่าวว่า ด้วยตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 230 ของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินโครงการศึกษาเชิงระบบ เรื่อง “การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ว่าด้วยความมั่นคงในการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามไซเบอร์ และการบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้จัดการประชุมหารือร่วมกับนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพงศธร วรรณสุคนธ์ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ โดยการประชุมดังกล่าวสะท้อนบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะ “กลไกตรวจสอบและเชื่อมประสาน” ระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ไม่กระจัดกระจายและสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้จริง โดยที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าของมาตรการสำคัญ อาทิ ศูนย์ AOC สายด่วน 1441 แพลตฟอร์ม DE-fence การใช้เทคโนโลยี AI ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และระบบเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือและเสนอแนวทางร่วมกันโดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างใน 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการรั่วไหลของข้อมูลและการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน่วยประสานงานในการระบุแหล่งที่มีความเสี่ยงที่อาจมีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และให้มีแนวทางและแผนงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฉพาะสำหรับแหล่งที่เป็นข่าวความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลจะรั่วไหล
(2) การแก้ไขปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ และการบูรณาการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ (3) การกระชับการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ และการเชื่อมโยงข้อมูลและเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน
ให้เชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้น (4) การ Monitor และการตรวจสอบโฆษณาทั่วไปและโฆษณาแบบ Pop Up ที่อาจเป็นแหล่งเสี่ยงดังกล่าว (5) ขอให้เร่งดำเนินการให้สามารถบล็อคเบอร์โทรศัพท์ SMS ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ได้ ทั้งระบบ Android และระบบ iOS (6) เสนอแนะให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความเป็นไปได้ในการมีมาตรการหรือกองทุนเยียวยาผู้เสียหายในเบื้องต้น และ (7) มาตรการอื่น ๆเช่น เร่งรัดและติดตามให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดให้ผู้ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือตั้งแต่ 5 ซิมขึ้นไปต้องแสดงตน โดยไม่ว่าจะเป็นซิมจากบริษัทผู้ให้บริการใดก็ตาม รวมกันแล้วไม่เกิน 5 ซิม เป็นต้น
ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อเสริมความเข้มแข็งในการคุ้มครองประชาชน เช่น การติดตามและประเมินผลมาตรการจำกัดจำนวนซิมการ์ดอย่างชัดเจน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของประชาชนจากการถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์หลอกลวง การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานแบบเรียลไทม์ การป้องกันการนำบัญชีนิติบุคคลร้างไปใช้เป็นบัญชีม้า กรณีข้อมูลส่วนบุคคล ควรจัดกลุ่มแหล่งข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูง และมีมาตรการเฉพาะเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลได้ ควรมีแพลตฟอร์มคัดกรองหมายเลขโทรศัพท์ของเอกชนยังมีช่องว่างในการระบุหมายเลขที่ปิดบริการแล้วถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนแนวคิดการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้ผู้ที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายร่วมรับผิดชอบ
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้ไปประกอบการจัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานของรัฐปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสร้างระบบการคุ้มครองประชาชนจากภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อนของผู้ตรวจการแผ่นดินในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกในการเป็นที่พึ่งของประชาชน ตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างสร้างสรรค์ และผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิในโลกดิจิทัลอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม