โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เจาะลึก "สุญญากาศงบประมาณ 69-70" สัญญาณอันตรายฉุดเศรษฐกิจไทยติดหล่ม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดฉากลงแล้ว แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องการนับคะแนนในบางพื้นที่ แต่ท้ายที่สุดอำนาจชี้ขาดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตายิ่งกว่าความเคลื่อนไหวทางการเมือง คือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลไกการจัดทำและการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งงบประมาณปี 2569 ที่ยังติดข้อจำกัดทางกฎหมาย และงบประมาณปี 2570 ที่เสี่ยงล่าช้า หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่กระทบภาคส่งออก ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังสูงซึ่งจำกัดกำลังซื้อ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบความเชื่อมั่นการลงทุน

ในสถานการณ์ที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นยังเปราะบาง “การใช้จ่ายภาครัฐ” จึงเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจ หากงบประมาณล่าช้า การเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจสะดุด ส่งผลให้แรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนแรงลงมากกว่าที่คาด และทำให้การฟื้นตัวล่าช้าออกไป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ความล่าช้าของงบประมาณไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อจำกัดงบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569” วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เผชิญความไม่แน่นอนหลังรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภาในช่วงปลายปี ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางและแรงกดดันจากปัจจัยระหว่างประเทศ

การยุบสภาทำให้อำนาจในการอนุมัติโครงการใหม่ของรัฐบาลถูกจำกัด โดยโครงการหรือการใช้งบประมาณบางประเภทที่อาจมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไป จำเป็นต้องเสนอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาก่อน

ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจใช้งบประมาณในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง และอาจทำให้บางโครงการล่าช้าออกไป

ข้อจำกัดนี้สร้างความไม่คล่องตัวอย่างมากต่อการบริหารประเทศ หน่วยงานรัฐต่างต้องชะลอการดำเนินโครงการที่มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการช่วยเหลือประชาชน หรือการลงทุนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกกั้นไว้ส่งผลให้เกิดเงินไม่สามารถหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงผลักดัน สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง

งบประมาณชี้ชะตาฟื้นเศรษฐกิจ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ปัจจุบันการเสนอโครงการใช้งบประมาณของรัฐบาลมีข้อจำกัดอย่างเรื่อง โดยตอนนี้มีบางเรื่องค้างอยู่ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและถ้าเรื่องใดที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก็ต้องเสนอไปยัง กกต. เพื่อพิจารณาก่อน เช่น เรื่องของการขอใช้งบกลางช่วยเหลือเยียวยาน้ำท่วม เป็นต้น

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเมินว่า เหตุอุทกภัยภาคใต้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และจะฉุด GDP ลงราว 0.1–0.2% โดยกิจกรรมเศรษฐกิจหดตัวในไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2569 กระทบครัวเรือนราว 1 ล้านครัวเรือน และธุรกิจกว่า 10,000 ราย โดยเฉพาะ SMEs ในภาคการค้าและการท่องเที่ยว

หากการจัดตั้งรัฐบาลและกระบวนการอนุมัติงบประมาณล่าช้า อาจทำให้มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจดำเนินการได้ช้ากว่าที่ควร ส่งผลให้ภาคบริการ การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและประชาชนอาจชะลอลง และแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องต้นปี 2569 อ่อนแรงกว่าที่ประเมินไว้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลไม่เพียงเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ยังมีนัยสำคัญต่อจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยตรง

ภาพประกอบข่าวงบประมาณ

จับตาเบิกจ่ายสะดุดงบล่าช้า

กนง.ยังประเมินว่า การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนงบลงทุนและงบประจำที่ช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน แต่ในปี 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง

ปัจจัยสำคัญมาจากความเป็นไปได้ที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อาจประกาศใช้ล่าช้าประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 สะดุดลงบางส่วน โดยเฉพาะโครงการลงทุนใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องรอความชัดเจนทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลัง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะเกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในวงกว้าง ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวในระดับสูงอีกครั้งในปี 2570 และอาจช่วยชดเชยแรงส่งที่หายไปบางส่วนในช่วงก่อนหน้า

กล่าวได้ว่า “จังหวะเวลา” ของการจัดตั้งรัฐบาลและการประกาศใช้งบประมาณ จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านปลายปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 อย่างมีนัยสำคัญ

งบประมาณ 2570 อาจเริ่มใช้เดือนธ.ค.

ข้อจำกัดการใช้งบประมาณปี 2569 ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่นั้น หากกระบวนการทางการเมืองยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งตามปกติต้องมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน งบประมาณปี 2570 จะล่าช้าแน่ ๆ เพราะต้องรอรัฐบาลใหม่ผลักดันต่อ

เบื้องต้นในขั้นตอนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ต้องพิจารณาล้อไปกับกฎหมาย กกต.มีหน้าที่ต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน หากใช้กรอบเวลาสูงสุด 60 วัน จะต้องประกาศผลไม่เกินวันที่ 9 เมษายน 2569 ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประชุมสภาและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แม้ว่าจะมีการประเมินว่าอาจประกาศผลได้เร็วกว่ากรอบดังกล่าว แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่

สำนักงบประมาณประเมินว่า หากสามารถจัดตั้ง ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ภายในต้นเดือนเมษายน 2569 งบประมาณปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 หรือล่าช้าไม่ถึง 1 เดือนจากกรอบปกติ ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

แต่หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อไปถึงเดือนพฤษภาคม 2569 งบประมาณปี 2570 อาจมีผลบังคับใช้ล่าช้าออกไปประมาณ 2 เดือน โดยเริ่มใช้ได้ในเดือนธันวาคม 2569 นั่นหมายความว่าประเทศจะต้องอยู่ภายใต้การใช้จ่ายงบประมาณแบบพลางก่อนเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมีข้อจำกัดหลายเรื่องโดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณในโครงการใหม่

ภาพประกอบข่าวงบประมาณ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะมีความล่าช้ามากแค่ไหนขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ เพราะที่ผ่านมามีกรอบวงเงินงบประมาณแล้ว และถ้าไม่มีการปรับแก้รายละเอียดของงบประมาณก็อาจทำให้ขั้นตอนการทบทวนงบประมาณทำได้เร็ว โดยเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นและมีการประชุมคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ จะเสนอปฏิทินงบประมาณ 2570 มาให้ที่ประชุมพิจารณาและเริ่มขั้นตอนการจัดทำงบประมาณทันที

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ยังคงเป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2569 – 2573 มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีก่อน 0.2% โดยการจัดทำงบประมาณปี 2570 ยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล วงเงิน 7.88 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9% ต่อจีดีพี ลดลงจากปีก่อนที่ขาดดุลงบประมาณ 4.4% และมีแนวโน้มที่จะลดการขาดดุลลงต่อเนื่องภายในอีก 3-4 ปีข้างหน้าให้เหลือไม่เกิน 3%

งบพลางก่อน ทางเลือกที่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตามเมื่อยังไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มีผลบังคับใช้ รัฐบาลจะต้องอาศัยงบประมาณรายจ่ายพลางก่อน ซึ่งมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ คือ ไม่สามารถใช้จ่ายกับโครงการใหม่ได้ สามารถใช้ได้เพียงค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นต่อเนื่อง แต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ โครงการพัฒนาพื้นที่ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่จะไม่สามารถเริ่มต้นได้

รวมทั้งการใช้จ่ายต้องอยู่ในกรอบที่จำเป็นและสมเหตุสมผล ไม่สามารถใช้จ่ายอย่างเต็มพิกัดเหมือนกับมีงบประมาณปกติ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายและโครงการต่างๆ ต้องชะลอตัวลง

อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนจากการใช้งบพลางก่อนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่รอคอยโครงการภาครัฐจะต้องเลื่อนแผนการลงทุน ซัพพลายเออร์ที่พึ่งพารายได้จากโครงการรัฐจะได้รับผลกระทบโดยตรง และในภาพรวมอาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้าลงได้

ภาพประกอบข่าวงบประมาณ

งบประมาณล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุด เงินหายจากระบบกว่า 7 หมื่นล้าน

รายงานข่าวระบุถึงผลที่จะตามมาหลังจากนี้ว่า งบประมาณรายจ่ายของรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเอกชนยังมีความไม่แน่นอนและชะลอการลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและหมุนเวียนเงินในระบบ

แต่เมื่องบประมาณไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะสะดุดลง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ควรเริ่มก่อสร้างจะถูกเลื่อน มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดเล็กจะไม่เกิดขึ้น การจ้างงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะลดลง สุดท้ายแล้ว ประชาชนทั่วไปจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจนี้

ขณะเดียวกันด้วยความล่าช้าของงบประมาณยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองว่าเป็นความไม่มั่นคงทางการเมืองและการบริหารประเทศที่ไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น Krungthai COMPASS และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินตรงกันว่า หากกระบวนการงบประมาณสะดุด อาจกระทบต่อการเติบโตของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

การวิเคราะห์พบว่า หากการเบิกจ่ายล่าช้าเพียงหนึ่งไตรมาส เม็ดเงินลงทุนภาครัฐจะหายจากระบบเศรษฐกิจทันทีประมาณ 50,000–70,000 ล้านบาท ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงราว 0.2–0.4% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

บทเรียนในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนภาพชัดเจน เมื่อความล่าช้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 2.0–2.5% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น หากการเบิกจ่ายดำเนินไปตามวงรอบปกติ เศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตได้สูงกว่านี้

ผลกระทบของงบประมาณที่ล่าช้าไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข GDP แต่ลุกลามเป็นลูกโซ่ไปยังหลายภาคส่วน โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องชะลอ ผู้รับเหมาและธุรกิจที่เกี่ยวข้องขาดสภาพคล่อง กระทบต่อการจ้างงานและกำลังซื้อในระดับฐานราก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนในการอนุมัติงบประมาณยังอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ภาพประกอบข่าวงบประมาณ

ทางออกสุดท้ายรองรับปัญหา

อย่างไรด็ดีทางออกที่ดีที่สุดของสถานการณ์นี้คือการเร่งรัดกระบวนการทางการเมืองให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย กกต.ควรเร่งตรวจสอบและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งภายในกรอบเวลาที่เร็วที่สุด รวมทั้งพรรคการเมืองควรเร่งเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอย่างจริงจัง โดยไม่ยืดเยื้อจนเกินความจำเป็น เพื่อให้ ครม. ชุดใหม่สามารถเข้ามาบริหารประเทศและขับเคลื่อนงบประมาณได้โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเตรียมแผนฉุกเฉินสำหรับการใช้จ่ายงบพลางก่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งสื่อสารให้ภาคเอกชนเข้าใจถึงสถานการณ์และแนวทางการแก้ไข เพื่อลดความกังวลและรักษาความเชื่อมั่น

งบประมาณรายจ่ายไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือเอกสารทางราชการ แต่เป็นตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน นั่นเพราะความล่าช้าของงบประมาณปี 2569 และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับงบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่รัฐบาลใหม่และผู้นำทางการเมืองทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...