โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนเวียดนาม แห่ซื้อ "ทองคำ" ปั่นราคาในประเทศพุ่งแซงตลาดโลก รัฐบาลงัดกฎหมายใหม่ปรับ 300 ล้านดอง สกัดตลาดมืด-ทองคำเถื่อน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“เวียดนาม” คลั่งทองคำ ลักลอบนำเข้า ทองเถื่อนระบาด รัฐบาลเร่งคุมเข้ม

"วิกฤตราคาทองเวียดนาม" แพงกว่าตลาดโลก รัฐบาลสั่งคุมเข้มปรับ 300 ล้านดอง

เกิดกระแสคลั่งทองคำ ในประเทศเวียดนาม คนเวียดนามแห่กันไปซื้อทองคำเก็บไว้เป็นจำนวนมาก แม้ว่าราคาขายทองคำในเวียดนาม สูงหรือแพงกว่าตลาดโลก และสิ่งที่ตามมา หนีไม่พ้น "ตลาดมืด" ทองคำเถื่อนถูกลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมาย จนล่าสุดทางการเวียดนามต้องออกกฎหมายมาคุมเข้ม ปรับสูงสุด 300 ล้านดอง

รัฐบาล “เวียดนาม” เดินหน้าคุมเข้มตลาดทองคำประเทศครั้งใหญ่ ผ่านออกมากฎหมายที่ลงโทษหนักขึ้น โดยการออกกฤษฎีกาเลขที่ 340 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 300 ล้านดองต่อผู้ผลิตทองคำผิดกฎหมาย พร้อมบทลงโทษการลักลอบนำเข้าและการซื้อขายทองคำจากผู้ไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของทางการเวียดนามที่ต้องจับตาว่าจะช่วยแก้ปัญหาทองคำในตลาดมืดได้หรือไม่ หรือจะเอาไม่อยู่ เพราะวันนี้กระแสของการคลั่งทองคำในเวียดนามกำลังร้อนแรงอย่างมากจนทำให้ราคาทองคำในประเทศเวียดนามพุ่งแรงแซงหน้าราคาตลาดโลกไปแล้ว ในขณะที่เงินดองของเวียดนามก็มีความผันผวนอย่างหนัก

รายงานข่าวเรื่องนี้ของ Nikkei Asia ระบุว่า ภายใต้กฎหมายที่ออกมาใหม่ล่าสุดนี้ ผู้ที่ผลิตทองคำอย่างผิดกฎหมายอาจถูกปรับสูงสุด 300 ล้านดอง หรือประมาณ 11,550 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ลักลอบนำทองคำข้ามพรมแดนอาจถูกปรับ 100 ล้านดอง และผู้ซื้อทองคำแท่งจากผู้ขายที่ไม่มีใบอนุญาตอาจถูกปรับ 20 ล้านดอง นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษเพิ่มเติม เช่น การเพิกถอนใบอนุญาต การยึดทองคำ และมาตรการทางปกครองอื่น ๆ สำหรับผู้กระทำผิดซ้ำๆ

ซึ่งมาตรการดังกล่าวครั้งนี้ ได้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกการผูกขาดการค้าทองคำในประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ช่วงประมาณตุลาคมของปีที่แล้ว หลังจากที่ทางการได้ผูกขาดตลาดมานานมากกว่าสิบสามปี หรือนับตั้งแต่ปี 2555 โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบการออกใบอนุญาตแก่ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแทน

โดยก่อนหน้านี้ผู้ที่ทำหน้าที่ผูกขาด คือ ธนาคารกลางเวียดนาม หรือ State Bank of Vietnam เป็นศูนย์กลางการผลิตทองคำแท่งและบริหารจัดการการนำเข้า-ส่งออกทองคำทั้งหมดของประเทศ และมีการแต่งตั้งบริษัท Saigon Jewelry Company หรือ SJC เป็นผู้ผลิตทองคำแท่งรายเดียวในประเทศ

และหลังจากการยกเลิกระบบผูกขาดจากทางการในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดทองคำเวียดนาม เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำภายในประเทศของเวียดนามมักมีราคาสูงหรือการซื้อขายที่แพงกว่าราคาทองคำโลกอย่างมาก จากความต้องการที่มีอยู่มาก หรือดีมานด์ที่สูง และการผลิตหรือซัพพลาย หรืออุปทานถูกจำกัดอยู่ภายใต้ระบบผูกขาดของรัฐ

รายงานระบุว่า ในบางช่วงบางเวลาพบว่าส่วนต่างของราคาทองคำในประเทศกับตลาดโลกต่างกันถึงหลายสิบล้านดองต่อตำลึง จึงส่งผลทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าและซื้อขายในตลาดมืด ขณะที่ราคาทองคำโลกในช่วงปีที่ผ่านมาก็ถูกเรียกว่าขาขึ้น ราคาพุ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง หรือปรับเพิ่มขึ้นกว่า 70% ตามข้อมูลตลาดโลก ซึ่งเป็นแรงซื้อจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางทั่วโลก

ดังนั้นล่าสุดเมื่อทางการเวียดนามได้เลิกผูกขาดตลาดทองคำ ด้วยการเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วม จึงถูกมองว่าเป็นวิธีหนึ่งในการเพิ่มความโปร่งใสและช่วยลดช่องว่างระหว่างราคาทองคำในประเทศกับราคาตลาดโลกได้

นอกจากนี้อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญของการปฏิรูปเรื่องตลาดทองคำในประเทศของเวียดนาม ยังมาจากการปราบปรามคอร์รัปชันอีกด้วย เมื่ออดีตผู้บริหารของ Saigon Jewelry Company ถูกตัดสินจำคุก 25 ปีในคดีทุจริต สื่อของทางการอย่าง VietNamNet ระบุว่าการผูกขาดที่ผ่านมาเปิดช่องให้เกิดอภิสิทธิ์และการกำกับดูแลที่อ่อนแอ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าราคาทองในประเทศที่สูงกว่าตลาดโลกต่อเนื่องสะท้อนความไม่สมดุลอุปสงค์-อุปทาน และบ่งชี้ว่ากลไกตลาดทำงานไม่เต็มที่ ดังนั้นการเปิดเสรีทองคำบางส่วน ไปพร้อมกับการออกบทลงโทษเข้มงวด จึงมีเป้าหมายเพื่อลดส่วนต่างราคาทอง และบรรเทาแรงกดดันต่อค่าเงินดองของเวียดนามจากการลักลอบนำเข้าทองคำนั่นเอง

คนเวียดนามรักทองคำ เป็นสิ่งฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาช้านาน การันตีได้จากตัวเลข ที่เวียดนามเป็นตลาดทองคำแท่งที่ใหญ่สุดอันดับสามของเอเชีย เป็นรองแค่จีน และอินเดียเท่านั้น

ข้อมูลจาก World Gold Council หรือสภาทองคำโลก เผยว่า เวียดนามเป็นตลาดทองคำแท่งใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีสัดส่วนการถือครองทองคำต่อหัวสูงที่สุดในภูมิภาค และยังมีผลสำรวจทัศนคติผู้บริโภคปีล่าสุด ที่พบว่า ชาวเวียดนาม ประมาณ 80% ในประเทศ มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความไม่มั่นคงระยะยาวได้

ความนิยมในทองคำของเวียดนามมีรากฐานย้อนไปหลังสงครามในทศวรรษ 1970 และช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษ 1980 เมื่อค่าเงินดองอ่อนค่ารุนแรง ประชาชนจำนวนมากจึงหันไปถือครองทองคำเพื่อรักษามูลค่า ความเคยชินดังกล่าวฝังลึกในสังคม สื่อรายงานราคาทองคำเป็นประจำ และในอดีตมีการประเมินราคาสินค้า เช่น มอเตอร์ไซค์หรือบ้าน เป็น “ตำลึงทอง” แทนเงินดองที่ผันผวน พฤติกรรมนี้ส่งผลต่อโครงสร้างการออมของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมองในภาพกว้างในระดับมหภาค เวียดนามเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วในเอเชีย เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และล่าสุดตั้งเป้าจีดีพีสูงถึง 10 % ในปีนี้ อยู่ราว 5–6% ขณะที่ภาคการส่งออกมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP มูลค่าส่งออกหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี และยังมีเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้าสูงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนตัวเลขของเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3–4% ซึ่งถือว่ายังควบคุมได้

แต่อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนจำนวนมากนิยมเก็บออมในรูปทองคำแท่งแทนการฝากเงินหรือการลงทุนในภาคธุรกิจ ทำให้เงินออมส่วนหนึ่งถูกแช่แข็งไม่ไหลเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการบั่นทอนศักยภาพการระดมทุนเพื่อการเติบโตได้ นักวิเคราะห์ได้ประเมินว่าหากสามารถดึงทองคำในมือประชาชนเข้าสู่ระบบได้ ก็มาจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนเศรษฐกิจระยะกลางได้

นอกจากนี้ในบริบทของการเงินระหว่างประเทศ เวียดนามยังจำกัดการโอนเงินออกนอกประเทศ ทำให้ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในประเทศเป็นช่องทางลงทุนหลัก การควบคุมตลาดทองคำจึงเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม ข้อมูลจาก State Bank of Vietnam ระบุว่าเงินฝากธนาคารยังเติบโต แต่การขยายสินเชื่อบางช่วงต่ำกว่าเป้าหมายระดับสองหลัก และหากเงินออมจำนวนมากยังคงไหลไปอยู่ที่การสะสมทองคำแท่ง สภาพคล่องเพื่อปล่อยสินเชื่อก็อาจถูกจำกัดลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...